

หนังสือส่งบทความตีพิมพ์เผยแพร่
รูปแบบการเขียนบทความวิจัย (Word) (PDF) ![]()
รูปแบบการเขียนบทความวิชาการ (Word) (PDF)
| สถานที่ติดต่อเกี่ยวกับบทความ |
| วารสารเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 63 หมู่ 4 ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50290 โทรศัพท์ 0 5387 5264 |
| Email: maejojournal.sd@gmail.com |
|
Website: https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ECONMAEJO_JOURNAL |
| 1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤตวิทย์ อัจฉริยะพานิชกุล บรรณาธิการ |
| 2. รองศาสตราจารย์ ดร.รภัสสรณ์ คงธนจารุอนันต์ ผู้ช่วยบรรณาธิการ |
| การส่งบทความ |
| บทความที่จะตีพิมพ์ในวารสารเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ต้องส่งผ่านระบบลงทะเบียนออนไลน์ Website: https://sso.tci-thaijo.org/auth/realms/thaijo/login-actions/registration และรอการตรวจสอบจากกองบรรณาธิการ |
| การตรวจสอบบทความและพิสูจน์อักษร |
| ผู้นิพนธ์ควรให้ความสำคัญกับการเตรียมบทความให้สอดคล้องกับรูปแบบและข้อกำหนดของวารสารอย่างเคร่งครัด ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา รวมถึงพิสูจน์อักษรอย่างรอบคอบก่อนส่งให้บรรณาธิการ การจัดเตรียมบทความอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นไม่เพียงช่วยให้กระบวนการพิจารณาตีพิมพ์ดำเนินไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของผู้นิพนธ์อีกด้วย ทั้งนี้ กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาบทความเฉพาะฉบับที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของวารสารอย่างครบถ้วน |
| การพิจารณาและคัดเลือกบทความ |
| ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง โดยมาจากสถาบันที่หลากหลายและไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้เขียนบทความ กระบวนการพิจารณานี้เป็นไปตามหลัก Double-blind Peer Review ซึ่งหมายความว่าผู้พิจารณาและผู้เขียนจะไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของกันและกัน ทั้งนี้ บทความทุกชิ้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนเผยแพร่ เพื่อให้มั่นใจถึงคุณภาพและมาตรฐานทางวิชาการ |
| การเตรียมบทความ |
|
บทความต้องนำเสนอในรูปแบบไฟล์ Word Document (.docx) โดยพิมพ์หน้าเดียวลงบนกระดาษ (A4) |
| 1. ส่วนประเภทของบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร |
| วารสารเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตีพิมพ์บทความประเภทต่างๆ ดังนี้ |
| 1.1 บทความวิจัย (Research Article) ได้แก่ ผลการวิจัยที่นำเสนอองค์ความรู้ใหม่ที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ ซึ่งไม่เคยเผยแพร่ในวารสารวิชาการใดมาก่อน |
| 1.2 บทความทางวิชาการ (Academic Article) ที่นำเสนอเนื้อหาสาระทางวิชาการอย่างลึกซึ้ง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ที่มีคุณค่า |
| 2. ส่วนบทคัดย่อ (Abstract) |
| บทคัดย่อควรมีความยาวไม่เกิน 350 คำ และต้องแยกจากเนื้อเรื่องหลักอย่างชัดเจน สำหรับบทความวิจัยหรือบทความทางวิชาการ จำเป็นต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยเนื้อหาของบทคัดย่อควรสรุปสาระสำคัญของบทความได้ครบถ้วน ชัดเจน และกระชับ โดยไม่ต้องมีการอ้างอิงเอกสาร รูปภาพ หรือตาราง ทั้งนี้ บทคัดย่อควรประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลักเท่านั้น ได้แก่ |
| 2.1 วัตถุประสงค์ ควรกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการศึกษา |
| 2.2 วิธีศึกษา/ค้นคว้าวิจัย ควรระบุถึงวิธีการศึกษา เป็นการศึกษาประเภทใด และอธิบายถึง กลุ่มประชากร กลุ่มตัวอย่าง และจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่เก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา วิธีรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล โดยอธิบายพอสังเขป |
| 2.3 ผลการศึกษา ควรประกอบด้วย ผลที่ได้รับจากการค้นคว้า ศึกษา ตามวัตถุประสงค์การศึกษาให้ครบถ้วน |
| 2.4 คำสำคัญ ควรมีคำสำคัญ 3 คำ ควรเป็นคำที่ปรากฏในชื่อเรื่องและเนื้อหาที่ศึกษา เพื่อใช้ในการสืบค้นบทความและควรเป็นคำที่ครอบคลุมชื่อเรื่องที่ศึกษา โดยจะต้องปรากฏอยู่ในส่วนท้ายของบทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค (Comma) (,) |
| 3. ส่วนเนื้อเรื่อง ควรประกอบด้วย |
| 3.1 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียน บทความวิจัย ประกอบด้วย |
| 3.1.1 บทนำ (Introduction) เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษา (Review) ข้อมูลจากงานวิจัย หนังสือ และวารสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอเหตุผลและความสำคัญของปัญหาที่เป็นที่มาของการวิจัย และมีการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง |
| 3.1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Research Objectives) คือหัวใจสำคัญที่กำหนดทิศทางและเป้าหมายของการศึกษา โดยเป็นกรอบแนวทางที่ระบุสิ่งที่ต้องสำรวจ วิเคราะห์ และค้นหาคำตอบอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดหลักการและวิธีการที่ใช้ เพื่อให้การสังเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอผลการวิจัยมีความชัดเจนและน่าเชื่อถือ |
| 3.1.3 วิธีดำเนินการวิจัย (Methods) คือแนวทางสำคัญที่กำหนดขั้นตอนและกระบวนการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางแผนกิจกรรม การกำหนดรายละเอียดของการศึกษา การเลือกประชากรกลุ่มตัวอย่าง และการสุ่มตัวอย่าง ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา (ถ้ามี) ตลอดจนเครื่องมือวิจัยที่ใช้เก็บข้อมูล รวมถึงเทคนิคทางสถิติที่นำมาวิเคราะห์ผล เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อค้นพบที่น่าเชื่อถือและมีคุณค่า |
| 3.1.4 ผลการวิจัย (Results) เป็นส่วนที่นำเสนอข้อค้นพบจากการศึกษาและการวิเคราะห์ในข้อ 3.1.2 โดยควรจัดกลุ่มผลลัพธ์อย่างเป็นระบบให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย นำเสนอข้อมูลอย่างชัดเจนผ่านการบรรยายที่กระชับและเข้าใจง่าย พร้อมเสริมรายละเอียดด้วยภาพประกอบ ตาราง กราฟ หรือแผนภูมิเพื่อเพิ่มความชัดเจนและช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจข้อมูลได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ภาพ ตาราง และแผนภูมิ ให้เขียนอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ |
| 3.1.5 สรุปและอภิปรายผลการวิจัย (Conclusion and Discussion) เป็นกระบวนการสำคัญที่เชื่อมโยงผลการวิเคราะห์ของผู้วิจัยเข้ากับองค์ความรู้ที่มีอยู่ โดยการเปรียบเทียบกับแนวคิดและทฤษฎีกับงานวิจัยก่อนหน้า เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ศึกษา นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีในการพิจารณาข้อดีและข้อจำกัดของวิธีวิจัยที่ใช้ เสนอแนวคิดใหม่ๆ ตลอดจนสะท้อนปัญหาและอุปสรรคที่พบ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด |
| 3.1.6 เอกสารอ้างอิง (References) จะใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA7th (American Psychological Association) โดยการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลจะอยู่ในเครื่องหมายวงเล็บ ( ) ภายในเนื้อหา รูปแบบการอ้างอิงนี้ได้รับความนิยมและแพร่หลาย เนื่องจากมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและใช้งานได้ง่าย ช่วยให้ผู้ใช้สามารถระบุแหล่งที่มาของข้อมูลได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพในการศึกษาและการปฏิบัติ |
| 3.2 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียน บทความวิชาการ ประกอบด้วย |
| 3.2.1 บทนำ (Introduction) เป็นการเริ่มต้นการศึกษาโดยการทบทวนและวิเคราะห์ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้เชิงลึก และหลักฐานต่างๆ ที่มาจากแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น หนังสือ วารสาร และงานวิจัยที่มีความสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญของปัญหาที่ศึกษาครั้งนี้ พร้อมทั้งเน้นย้ำเหตุผลที่ทำให้การศึกษาในครั้งนี้มีความสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาในด้านต่างๆ |
| 3.2.2 เนื้อหา (Content) คือเรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับรู้ การนำเสนอเนื้อหาที่ดีนั้นต้องมีความชัดเจน และมีรายละเอียดที่ดึงดูดความสนใจ โดยที่สิ่งเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของผู้เขียนเป็นหลัก |
| 3.2.3 สรุป (Summarizing) คือ เทคนิคการเขียนที่ผู้เขียนต้องทำการคัดเลือกและปรับปรุงข้อมูลให้เหลือเพียงส่วนที่สำคัญที่สุด โดยกระบวนการนี้เป็นการกลั่นกรองและย่อความเพื่อให้เนื้อหาย่อยง่ายและตรงประเด็นที่สุด |
| 3.2.4 เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ของ APA7th (American Psychological Association) ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและแพร่หลายในการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล โดยการใส่ข้อมูลในเครื่องหมายวงเล็บ ( ) ภายในเนื้อหา วิธีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้การอ้างอิงมีความชัดเจนและเข้าใจง่าย ทำให้ผู้ใช้สามารถระบุแหล่งที่มาของงานเขียนต่างๆ ได้อย่างสะดวกและถูกต้อง เหมาะสำหรับการศึกษาและการปฏิบัติในวงการวิชาการ |
| 4. การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา ตามหลักเกณฑ์ APA7th |
| 4.1 หนังสือ, บทความวารสาร, วิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์/สารนิพนธ์/รายงานการวิจัย, สื่ออิเล็กทรอนิกส์ |
| (ชื่อผู้แต่ง, ปีที่พิมพ์) หรือ ชื่อผู้แต่ง (ปีพิมพ์) |
| ผู้แต่งคนเดียว ผู้แต่งชาวไทยให้ระบุชื่อและนามสกุล โดยไม่ต้องมีคำนำหน้านาม และ ผู้แต่งชาวต่างประเทศ ให้ขึ้นต้นด้วยนามสกุล |
| ตัวอย่างเช่น (กฤตวิทย์ อัจฉริยะพานิชกุล, 2561) หรือ กฤตวิทย์ อัจฉริยะพานิชกุล (2561) |
| (Autchariyapanitkul, 2018) หรือ Autchariyapanitkul (2018) |
| ผู้แต่ง 2 คน ให้ระบุชื่อและนามสกุลของผู้แต่งทั้ง 2 คน โดยใช้คำว่า “และ” สำหรับผู้แต่งชาวไทย หรือ “&” สำหรับผู้แต่งชาวต่างประเทศ ระหว่างคำให้เว้นระยะห่างด้านหน้าและด้านหลัง 1 เคาะ |
| ตัวอย่างเช่น (กฤตวิทย์ อัจฉริยะพานิชกุล และ วินิจ ผาเจริญ, 2561) |
| กฤตวิทย์ อัจฉริยะพานิชกุล และ วินิจ ผาเจริญ (2561) หรือ |
| (Autchariyapanitkul & Pharcharuen, 2018) หรือ |
| Autchariyapanitkul & Pharcharuen (2018) |
| ผู้แต่ง 3-5 คน ให้ระบุชื่อและนามสกุลของผู้แต่งครบทุกคน และให้คั่นด้วยเครื่องหมาย “,” จนถึงผู้แต่งคนสุดท้ายให้คั่นด้วย “และ” สำหรับผู้แต่งชาวไทย หรือ “&” สำหรับผู้แต่งชาวต่างประเทศ ระหว่างคำให้เว้นระยะห่างด้านหลัง 1 เคาะ |
| ตัวอย่างเช่น (กฤตวิทย์ อัจฉริยะพานิชกุล, วินิจ ผาเจริญ และ สุรพล พรมกุล, 2558) |
| (Autchariyapanitkul, Pharcharuen, & Phromkun, 2015) |
| ผู้แต่งมากกว่า 6 คนขึ้นไป ให้ระบุชื่อและนามสกุลของผู้แต่งคนแรก และตามด้วย “และคณะ” สำหรับผู้แต่งชาวไทย หรือ “et al.” สำหรับผู้แต่งชาวต่างประเทศ ระหว่างคำให้เว้นระยะห่างด้านหลัง 1 เคาะ |
| ตัวอย่างเช่น (กฤตวิทย์ อัจฉริยะพานิชกุล และคณะ, 2561) |
| กฤตวิทย์ อัจฉริยะพานิชกุล และคณะ (2561) |
| (Autchariyapanitkul et al., 2018) |
| Autchariyapanitkul et al. (2018) |
| กรณีที่เป็นการอ้างอิงข้อความ/เนื้อหาบางส่วน ให้ระบุเลขหน้าที่นำเนื้อหา/ ข้อมูลนั้นๆ มากล่าวถึง โดยมีรูปแบบการเขียนดังนี้ |
| (กฤตวิทย์ อัจฉริยะพานิชกุล, 2560, น. 45) หรือ |
| (กฤตวิทย์ อัจฉริยะพานิชกุล และ สุรพล พรมกุล, 2551, น. 112) |
| (Jones, 2007, p. 199) หรือ |
| (Kernis, Cornell, Sun, Berry, & Harlow, 1993, p. 145) |
| กรณีที่เนื้อหานั้น มีการกล่าวอ้างอิงถึงหลายผลงาน ให้ใช้เครื่องหมาย ; คั่น ระหว่างผลงาน เช่น (กฤตวิทย์ อัจฉริยะพานิชกุล, 2560, น. 45; วินิจ ผาเจริญ, 2561; Jones, 2009, p. 199) |
| 4.2 สัมภาษณ์ |
| (ผู้แต่ง, สัมภาษณ์, วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์) |
| ผู้ให้สัมภาษณ์ ให้ระบุชื่อและนามสกุลโดยไม่ต้องมีคำนำหน้านาม |
| ตัวอย่างเช่น (กฤตวิทย์ อัจฉริยะพานิชกุล, 1 สิงหาคม 2560) |
| (Kittawit Autchariyapanitkul, personal communication, August 11, 2007) |
| (E. Robbins, personal communication, January 4, 2001). |
| 5. การอ้างอิงท้ายบทความ ตามหลักเกณฑ์ APA7th |








| หมายเหตุ: |
| 1. สำหรับผู้แต่งที่เป็นชาวไทย ให้ระบุชื่อและนามสกุลโดยไม่ต้องใส่คำนำหน้าชื่อ ยกเว้นในกรณีที่มีราชทินนามหรือฐานันดรศักดิ์ ซึ่งให้ใส่ไว้ท้ายชื่อ โดยใช้เครื่องหมายจุลภาค (,) คั่นระหว่างชื่อกับราชทินนามหรือฐานันดรศักดิ์ ส่วนสมณศักดิ์ให้คงรูปตามเดิม |
| 2. ในกรณีที่มีผู้แต่งผลงาน 2 ท่าน ให้ระบุชื่อทั้งสองตามลำดับที่ปรากฏไว้ จากนั้นเชื่อมโยงชื่อด้วยคำว่า “และ” สำหรับเอกสารภาษาไทย และใช้เครื่องหมาย “&” สำหรับเอกสารภาษาต่างประเทศ (โดยเว้นวรรคหนึ่งช่องทั้งก่อนและหลังเครื่องหมาย) |
| 3. สำหรับผู้แต่งชาวต่างประเทศ ให้เรียงลำดับโดยขึ้นต้นด้วย นามสกุล ตามด้วย อักษรย่อของชื่อแรก (และอักษรย่อของชื่อกลาง หากมี) โดยเว้นวรรคระหว่างอักษรย่อ และใช้ เครื่องหมายจุลภาค (,) คั่นระหว่าง นามสกุล และ อักษรย่อของชื่อ ทั้งนี้ ควรเรียงลำดับตาม ธรรมเนียมของประเทศต้นทาง ของผู้แต่งหากมีคำต่อท้าย เช่น Jr. หรือคำอื่น ๆ ให้ระบุไว้หลัง อักษรย่อของชื่อ หรือ อักษรย่อของชื่อกลาง (หากมี) โดยใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่น |
| 4. หากผู้แต่งเป็นสถาบัน ให้เรียงลำดับจากหน่วยงานใหญ่ไปยังหน่วยงานย่อย พร้อมเว้นวรรคระหว่างชื่อหน่วยงานเพื่อความชัดเจน แต่เมื่อนำไปอ้างอิงในเนื้อหา ควรเรียงลำดับกลับกัน โดยเริ่มจากหน่วยงานย่อยไปยังหน่วยงานใหญ่ |
| 5. หากไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับเมืองที่พิมพ์หรือสำนักพิมพ์ ให้ใช้ [ม.ป.ท.] สำหรับเอกสารภาษาไทย และ [n.p.] สำหรับเอกสารภาษาต่างประเทศ |
| 6. หากปีที่พิมพ์ไม่ปรากฏบนเอกสาร กรุณาใช้ [ม.ป.ป.] สำหรับเอกสารภาษาไทย และ [n.d.] สำหรับเอกสารภาษาต่างประเทศ เพื่อให้การอ้างอิงของคุณสมบูรณ์และเป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้น |
|
สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับ APA7 edition เช่น American Psychological Association. (2020). Publication manual of the American PsychologicalAssociation (7thed.).https://doi.org/10.1037/0000165-000 |
| 6. วิธีเรียงอ้างอิง การเรียงอ้างอิงใช้หลักการเดียวกับการเรียงคำในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หรือ Dictionary ที่เป็นสากล โดยคำที่มีสะกดจัดเรียงไว้ก่อนคำที่มีรูปสระตามลำดับตั้งแต่ กก - กฮ ดังนี้ |
| ก ข ค ฅ ฆ ง จ ฉ ช ซ ฌ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ด ต ถ ท ธ น |
| บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม ย ร ฤ ฤา ล ฦ ฦา ว ศ ษ ส ห ฬ อ ฮ |
| ส่วนคำที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะตัวเดียวกัน เรียงลำดับตามรูปสระ ดังนี้ |
| อะ อัว อัวะ อา อำ อิ อี อื อุ อู เอะ เอ เอาะ เอา |
| เอิน เอีย เอียะ เอือ เอือะ แอ แอะ โอ โอะ ใอ ไอ |
| 7. ส่วนภาพประกอบ (Figure) ส่วนตาราง (Table) และสมการทางคณิตศาสตร์ (Equation) |
| โปรดใช้ภาพประกอบและตารางเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น โดยจัดวางให้เหมาะสมในแต่ละหน้า (ไม่เกิน 1 ภาพหรือ 1 ตารางต่อหน้า) สำหรับตาราง ให้พิมพ์คำบรรยายไว้ด้านบนชิดขอบซ้าย และเพิ่มคำอธิบายเพิ่มเติมใต้ตารางตามรูปแบบที่กำหนด ดังนี้ |
|
Table 1 ชื่อตารางเขียนเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น |
| สำหรับคำบรรยายภาพ กราฟ แผนภูมิ แผนภูมิภาพ ให้พิมพ์ใต้ภาพ จัดกลางหน้ากระดาษ ส่วนคำอธิบายเพิ่มเติมให้ใส่ใต้ภาพ โดยมีรูปแบบดังนี้ |
|
Figure 1 ชื่อภาพเขียนเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น |
ในการนี้การเขียนสมการทางคณิตศาสตร์ ควรใช้เครื่องมือสร้างสมการแบบสำเร็จรูป (Equation Editor)
| วารสารเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ |
| 63 หมู่ 4 ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50290 |
| โทรศัพท์ : 0 5387 5264 |
| โทรสาร : 0 5387 5252 |
| E-mail : maejojournal.sd@gmail.com |
| Website: https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ECONMAEJO_JOURNAL |