วารสารเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ECONMAEJO_JOURNAL <p> วารสารเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นวารสารทางวิชาการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทฤษฎี และข้อคิดเห็นเชิงวิชาการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาและประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน สังคม และระดับนโยบายวารสารมีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ (ราย 6 เดือน) โดยเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <ul> <li><strong>ISSN 2774-9414 (Print):</strong> ใช้สำหรับการตีพิมพ์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 – 31 ธันวาคม 2567</li> <li><strong>e-ISSN 2774-0005 (Online):</strong> ใช้สำหรับการเผยแพร่ออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป</li> </ul> th-TH maejojournal.sd@gmail.com (ผศ.ดร.กฤตวิทย์ อัจฉริยะพานิชกุล) mrkhanatnan16@gmail.com (นายคณัสนันท์ ธิใจ) Fri, 05 Jun 2026 15:18:26 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพึ่งพาตนเองกลุ่มอาหารรองของครัวเรือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในพื้นที่แปลงใหญ่จังหวัดเชียงใหม่ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ECONMAEJO_JOURNAL/article/view/3411 <p class="THArticle" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ “การพึ่งพาตนเองด้านอาหารรอง” ของครัวเรือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในระบบแปลงใหญ่ (collaborative rice farming) ในเขตอำเภอฝางและอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยมุ่งเน้นอาหารรองที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายประจำเดือนและความเปราะบางของครัวเรือนเมื่อพึ่งพาตลาดเป็นหลักการเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามแบบมีโครงสร้างกับครัวเรือนเกษตรกรตัวอย่างอำเภอสันทรายจำนวน 303 ครัวเรือน และอำเภอฝางจำนวน 160 ครัวเรือน รวม 463 ครัวเรือน เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบคุณภาพ (Cronbach’s alpha = 0.87 และ IOC = 0.80) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนเกษตรกรทั้งสองพื้นที่มีสถานะพอเพียงค่อนข้างสูงในอาหารที่หาได้จากธรรมชาติ (ฝางร้อยละ 84; สันทรายร้อยละ 78) และอาหารที่ผลิตได้ภายในครัวเรือน เช่น ผักสวนครัว/สัตว์เลี้ยงรอบบ้าน (ฝางร้อยละ 63; สันทรายร้อยละ 61) อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนยังไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในอาหารรองบางประเภท โดยเฉพาะ “เครื่องปรุงรส เครื่องดื่ม และผลไม้” ซึ่งเมื่อเกิดความไม่พอเพียง ครัวเรือนส่วนใหญ่แก้ปัญหาด้วยการ “ซื้อเพื่อบริโภคทดแทน” ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการซื้ออาหารต่อเดือนอยู่ที่ 2,468 บาท (ฝาง) และ 2,646 บาท (สันทราย) และค่าใช้จ่ายใน 3 กลุ่มดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนสูงประมาณ 35.2% (ฝาง) และ 37.9% (สันทราย) ของค่าใช้จ่ายด้านอาหารที่ซื้อทั้งหมดต่อเดือน ดังนั้น ข้อเสนอเชิงนโยบายคือการส่งเสริมหลักสูตร/กิจกรรมฝึกอบรมให้ครัวเรือนสามารถผลิตและแปรรูปอาหารรองเพื่อบริโภคเองได้มากขึ้น (เช่น การทำเครื่องปรุงพื้นฐาน เครื่องดื่มสมุนไพร/การถนอมอาหาร และการปลูกไม้ผลรอบบ้าน) ควบคู่กับการสนับสนุนปัจจัยการผลิตและการแลกเปลี่ยนอาหารภายในชุมชน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือน เพิ่มระดับการพึ่งพาตนเองด้านอาหารรอง และเสริมความมั่นคงด้านอาหารของครัวเรือนเกษตรกรในระยะยาว</p> เก นันทะเสน, นิโรจน์ สินณรงค์, กฤตวิทย์ อัจฉริยะพานิชกุล, เกศสุดา สิทธิสันติกุล, วาสนา สุขกุล, นลินี คงสุบรรณ์ ; วราภรณ์ นันทะเสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ECONMAEJO_JOURNAL/article/view/3411 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบูรณาการบริบทเชิงพื้นที่และเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเพื่อออกแบบมาตรการ ลดการเผาเศษซากพืช: กรณีศึกษาอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ECONMAEJO_JOURNAL/article/view/3469 <p> </p> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทและข้อจำกัดด้านทรัพยากรของพื้นที่เกษตรในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ วิเคราะห์พฤติกรรมและปัจจัยกำหนดการตัดสินใจเผาเศษซากพืชของเกษตรกร และประเมินความเหมาะสมของมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ในการลดการเผาภายใต้ความแตกต่างเชิงพื้นที่ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเกษตรกร 362 ราย โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และแบบจำลองโลจิตแบบสองทางเลือกผลการวิจัย พบว่า พื้นที่เกษตรส่วนใหญ่มีความลาดชันมากกว่า 20% ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการใช้เครื่องจักรเพื่อจัดการเศษซากพืช ทำให้การเผาเป็นวิธีหลักในการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ผลการวิเคราะห์แบบจำลองโลจิต พบว่า ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทางการเกษตร ต้นทุน และราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีผลต่อการลดโอกาสในการเผา ในขณะที่ขนาดพื้นที่เพาะปลูกและความลาดชันของพื้นที่เพิ่มโอกาสในการเผาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านแรงจูงใจสำคัญในการลดการเผาคือ ผลกระทบด้านสุขภาพและความเสื่อมโทรมของดิน สำหรับมาตรการเชิงเศรษฐศาสตร์พบว่า การส่งเสริมการปรับเปลี่ยนชนิดพืชและระบบวนเกษตรมีความเหมาะสมสูง ในขณะที่มาตรการภาษีและการบังคับใช้กฎหมายโดยตรงมีความเหมาะสมต่ำ อย่างไรก็ตามการออกแบบนโยบายควรคำนึงถึงความแตกต่างเชิงพื้นที่และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเกษตรกร และควรใช้มาตรการแบบผสมผสานเพื่อสามารถปฏิบัติได้จริงและเกิดความยั่งยืนในระยะยาว</p> ชนิตา พันธุ์มณี; นิศาชล ลีรัตนากร, พิมพิมล แก้วมณี, มนตรี สิงหะวาระ, เกวลิน สมบูรณ์, อภินันท์ สุวรรณรักษ์, ศิริโสภา สันติทฤษฎีกร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ECONMAEJO_JOURNAL/article/view/3469 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 DIGITALIZATION AND AGRICULTURAL ECONOMIC RESILIENCE: A SYSTEMATIC EXAMINATION USING CHINESE CITY-LEVEL PANEL DATA https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ECONMAEJO_JOURNAL/article/view/3399 <p>As digital technologies increasingly enter the agricultural sector, the digital economy has become closely linked to agricultural economic resilience. Using city-level panel data for 284 prefecture-level cities in China from 2011 to 2022, this study constructs composite indices of agricultural economic resilience and digital economy development and applies a fixed-effects model to examine their relationship. The results show that digital economy development is positively associated with agricultural economic resilience. This association remains broadly stable across alternative index construction methods and sample adjustments. Heterogeneity analysis further suggests that the relationship differs across regions and stages of digital development. The positive association is statistically significant in eastern and central China, but not in western China. The stage-based results suggest that the positive association between digital economy development and agricultural economic resilience is mainly observed in cities with low levels of digital development. In the medium- and high-digitalization groups, the estimated coefficients are statistically insignificant. This pattern is consistent with the possibility of diminishing marginal returns to digitalization. However, the coefficient in the low-digitalization group is significant only at the 10% level, and formal coefficient-difference tests are not reported. Therefore, the stage heterogeneity result should be interpreted as suggestive rather than conclusive.</p> Yuan Hu; Kittawit Autchariyapanitkul, Nirote Sinnarong , Ke Nunthasen ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ECONMAEJO_JOURNAL/article/view/3399 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ของโครงการยกระดับ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ECONMAEJO_JOURNAL/article/view/3413 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ของโครงการยกระดับชุมชนฉลาดรู้อย่างสร้างสรรค์ด้วยกลไกการขับเคลื่อนจากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน ในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงใหม่ วิธีการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงประเมินผลแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและ OTOP จำนวน 12 ราย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบบันทึกข้อมูลทางการเงิน การวิเคราะห์ข้อมูลยึดตามกรอบแนวคิด SROI มาตรฐาน 6 ขั้นตอน โดยกำหนดระยะเวลาปันผลประโยชน์ 5 ปี และใช้อัตราคิดลดทางการเงินร้อยละ 5 เพื่อคำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ผลการศึกษา พบว่าภายใต้งบประมาณการลงทุนรวม 7,000,000 บาท โครงการสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เท่ากับ 8,946,549 บาท และมีอัตราผลตอบแทนทางสังคม (SROI) เท่ากับ 2.28 เท่า ซึ่งหมายความว่าทุก ๆ 1 บาทของการลงทุน สามารถสร้างผลตอบแทนคืนสู่สังคมและเศรษฐกิจชุมชนคิดเป็นมูลค่า 2.28 บาท โดยผลลัพธ์ที่มีมูลค่าสูงสุดเกิดจากรายได้ส่วนเพิ่มผ่านช่องทางออนไลน์ การปรับปรุงพื้นที่หน้าร้าน และยอดขายต่อเนื่องจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบใหม่ สรุปผลการใช้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกพี่เลี้ยงในการบ่มเพาะนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการตลาด เป็นรูปแบบการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพและความคุ้มค่าสูง สามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> ศุภฤกษ์ ธาราพิทักษ์วงศ์; เพียงตะวัน พลอาจ, พนิดา สัตโยภาส, ธนพล รัตนสมัครการ, กันตา ตันนิยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ECONMAEJO_JOURNAL/article/view/3413 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700