การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษโดยบูรณาการทฤษฎีโครงสร้างความรู้และการเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ

Main Article Content

ธรรมพร ฤทธิรณ

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบ 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบ และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 ที่กำลังเรียนภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนชุมพลวิทยาสรรค์ จำนวน 35 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้แบ่งตามระยะของการวิจัย ดังนี้ ระยะที่ 1 ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม ระยะที่ 2 ได้แก่ รูปแบบ คู่มือการใช้รูปแบบ แผนการจัดการเรียนรู้ ระยะที่ 3 ได้แก่แบบทดสอบการอ่านเพื่อความเข้าใจ และระยะที่ 4 ได้แก่ แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ค่าประสิทธิภาพ และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test ผลการวิจัย มีดังนี้


  1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัญหา นักเรียนมีคลังคำศัพท์น้อย ทำให้ไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่าน แนวทางการแก้ไข จัดกิจกรรมเน้นการเชื่อมโยงความคิด การทำงานกลุ่ม ฝึกตั้งคำถามและนำเสนอผลงานร่วมกัน

  2. รูปแบบ มี 6 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวนการจัดการเรียนรู้  4) การวัดและประเมินผล  5) ระบบสังคม และ 6) ปัจจัยความสำเร็จ กระบวนการจัดการเรียนรู้ มี 5 ขั้น (RCAPA Model) คือ ขั้นที่ 1 สำรวจและกระตุ้นประสบการณ์เดิม (Review) ขั้นที่ 2 สร้างฐานความรู้ใหม่ร่วมกัน (Create)  ขั้นที่ 3 ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันอย่างเข้าใจ (Act)  ขั้นที่ 4 จัดระเบียบความรู้และนำเสนอ (Present) และขั้นที่ 5 สรุปและประยุกต์ใช้ (Apply)  และรูปแบบมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด

  3. ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 85.83/84.86 และนักเรียนมีคะแนนทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

  4. ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า

             4.1 ปีการศึกษา 2566 มีประสิทธิภาพ 84.35/83.61 ปีการศึกษา 2567 มีประสิทธิภาพ 85.83/84.86


             4.2 นักเรียนมีคะแนนทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจหลังเรียนปีการศึกษา 2567 เท่ากับ ร้อยละ 84.86 สูงกว่าปีการศึกษา 2566 ที่มีค่าร้อยละ 83.61


             4.3 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนในระดับมาก

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ฤทธิรณ ธ. (2026). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษโดยบูรณาการทฤษฎีโครงสร้างความรู้และการเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ . วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ, 8(1), 56–70. สืบค้น จาก https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3395
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กาญจนา วุฒิศักดิ์. (2561). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตามแนวคิด “สอนแบบไม่สอน” เพื่อเสริมสร้างความสามารถการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์]. DPU Repository. https://libdoc.dpu.ac.th/thesis/Kanjana.Wut.pdf

กีรติ นันทพงษ์. (2565). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการวิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษาและการรู้เท่าทันสื่อของนักศึกษาวิชาชีพครู [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร]. คลังปัญญามหาวิทยาลัยศิลปากร. http://ithesis-ir.su.ac.th/dspace/bitstream/123456789/4377/1/630630001.pdf

ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2556). การทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอน. วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย, 5(1), 7-20.

ณัฏฐกานต์ บุญป้อง. (2565). ผลการใช้กลวิธีการอ่านแบบร่วมมือร่วมกับเทคนิคแผนผังกราฟิกเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 [การค้นคว้าอิสระปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร]. คลังปัญญามหาวิทยาลัยศิลปากร.

http://ithesis-ir.su.ac.th/dspace/bitstream/123456789/4369/1/630620097.pdf

ทิศนา แขมมณี. (2562). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 23). สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

บุญเลี้ยง ทุมทอง. (2559). ทฤษฎีและการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ (Theories and development instructional model) (พิมพ์ครั้งที่ 3). ทริปเพิ้ล แอดูเคชั่น.

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ พ.ศ. 2552. (2552, 10 กรกฎาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 126 ตอนพิเศษ 98 ง. หน้า 23-25.

โรงเรียนชุมพลวิทยาสรรค์. (2566). เอกสารรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา (Self – Assessment Report : SAR) ปีการศึกษา 2566. ฝ่ายวิชาการ โรงเรียนชุมพลวิทยาสรรค์.

ศศิณัฎฐ์ สรรคบุรานุรักษ์ และชัชว์ เถาว์ชาล. (2560). การพัฒนารูปแบบการสอนที่เน้นภาระงานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาจีนเพื่อความเข้าใจ สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี. Veridian E-Journal, Silpakorn University (Humanities, Social Sciences and Arts), 10(2), 996-1010.

Anderson, R. C. (1984). Role of the reader’s schema in comprehension, learning, and memory. In R. C. Anderson, J. Osborn, & R. J. Tierney (Eds.), Learning to read in American schools: Basal readers and content texts (pp. 243–257). Lawrence Erlbaum Associates.

Arends, R. I. (1997). Classroom Instruction and Management. McGraw Hill.

Johnson, D. W., & Johnson, R. T. (1999). Learning together and alone: Cooperative, competitive, and individualistic learning (5th ed.). Pearson/Allyn and Bacon.

Joyce, B., and Weil M. and Calhoun, E. (2009). Models of Teaching (8th ed.) Pearson/Allyn and Bacon.

Organisation for Economic Co-operation and Development. (2023). PISA 2022 Results (Volume I): The State of Learning and Equity in Education. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/53f23881-en

Rumelhart, D. E. (1980). Schemata: The building blocks of cognition. In R. J. Spiro, B. C. Bruce, & W. F. Brewer (Eds.), Theoretical issues in reading comprehension (pp. 33–58). Lawrence Erlbaum Associates. https://doi.org/10.4324/9781315107493-4

Vygotsky, L. S. (1978). Mind in society: The development of higher psychological processes. Harvard University Press. https://doi.org/10.2307/j.ctvjf9vz4

Zhao, X., & Zhu, L. (2012). Schema theory and college English reading teaching. English Language Teaching, 5(11), 111–117. https://doi.org/10.5539/elt.v5n11p111