วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru <p>วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ รับพิจารณาตีพิมพ์บทความวิจัย (Research article) บทความวิชาการ (Academic article) และ บทความปริทัศน์ (Review article) ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ บทความทุกเรื่องที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารจะได้รับการพิจารณาจากบรรณาธิการ กองบรรณาธิการและผ่านการ ประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) แบบ Double-blinded peer review โดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกสถาบันที่ตรงสาขาหรือเกี่ยวข้องกับสาขา 3 ท่าน</p> <p>ตีพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ<br />ฉบับที่ 1: มกราคม - เมษายน<br />ฉบับที่ 2: พฤษภาคม - สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3: กันยายน - ธันวาคม</p> <div><strong>ขอบเขตงาน (Aims &amp; Scope) :</strong></div> <div>ว<strong>ารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ เป็นวารสารวิชาการที่เผยแพร่เกี่ยวกับบทความวิชาการ บทความวิจัย ที่ครอบคลุมสาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ โดยครอบคลุมสาขาวิชา </strong><span style="font-size: 0.875rem;">ดังต่อไปนี้</span></div> <p> - สาขาการศึกษา</p> <p> - สาขาภาษาศาสตร์</p> <p> - สาขาบริหารธุรกิจ และการจัดการ</p> <p> - สาขาเศรษฐศาสตร์</p> <p> - สาขาสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p> - สาขารัฐศาสตร์</p> <p> - สาขารัฐประศาสนศาสตร์</p> <p> - สาขานิติศาสตร์</p> <p> - สาขาจิตวิทยา</p> <p> </p> สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ (Research and Development Institute of Chaiyaphum Rajabhat University) th-TH วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ 2822-0552 <p>การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้รายใดก็ตามที่จะอ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือเชื่อมโยงไปยังข้อความทั้งหมดของบทความ รวบรวมข้อมูลสำหรับการจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า (<a href="http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/"><strong>Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License</strong></a>)</p> <p><img src="https://so03.tci-thaijo.org/public/site/images/wasin/-1-b597ca46009bc0604562a0357d7cbe89.jpg" alt="" width="206" height="83" /></p> <p>This work is licensed under a <a href="http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/"><strong>Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License</strong></a></p> การสำรวจความต้องการทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารสำหรับ รายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจการโรงแรม https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/2715 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการด้านทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารและเสนอแนวทางการพัฒนารายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจการโรงแรม กระบวนการพัฒนารายวิชาประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ความต้องการ การพัฒนารายวิชา และการนำรายวิชาไปใช้และประเมินผล โดยบทความนี้นำเสนอผลการวิจัยในขั้นตอนการวิเคราะห์ความต้องการ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามการวิเคราะห์ความต้องการและแบบสัมภาษณ์ ผู้เข้าร่วมวิจัยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ จำนวน 61 คน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากด้านการศึกษาและธุรกิจโรงแรม จำนวน 9 คน ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณพบว่า ทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารมีความสำคัญในระดับสูงสุด โดยความจำเป็นหลัก ได้แก่ โอกาสในการได้งานและความก้าวหน้าในอาชีพ และการสื่อสารกับชาวต่างชาติ ส่วนปัญหาการสื่อสารอยู่ในระดับปานกลาง โดยปัญหาสำคัญคือการไม่สามารถสนทนาภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจและขาดโอกาสในการใช้ภาษาอังกฤษนอกห้องเรียน นักศึกษาประเมินความสามารถด้านการสื่อสารในระดับปานกลาง โดยมีทักษะการกล่าวทักทายและต้อนรับแขกเป็นความสามารถสูงสุด อีกทั้งมีความคาดหวังต่อหน้าที่ทางภาษาในระดับสูง โดยเฉพาะการทักทายและต้อนรับแขก ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพยืนยันว่าทักษะการสื่อสารด้วยวาจามีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพในธุรกิจโรงแรม โดยปัญหาหลักคือการขาดความมั่นใจ และความต้องการหลักคือการใช้หน้าที่ทางภาษาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในโรงแรม ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับกิจกรรมเชิงสื่อสารสามารถส่งเสริมทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารของผู้เรียนสำหรับการทำงานในบริบทของธุรกิจโรงแรม</p> ลาวัลย์ ศิริศรีมังกร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 8 1 1 16 การใช้การสอนแบบล่างขึ้นบนร่วมกับเกมเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้คำศัพท์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3091 <p>เนื่องจากผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศวัยเยาว์เรียนรู้ได้ดีจากการจัดการเรียนการสอนที่เป็นระบบพัฒนาคำศัพท์จากหน่วยภาษาขั้นพื้นฐาน การบูรณาการการสอนแบบล่างขึ้นบนร่วมกับเกมจึงช่วยส่งเสริมทั้งการเรียนรู้อย่างมีโครงสร้างและการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นของผู้เรียน การวิจัยในครั้งนี้<br />มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้การสอนแบบล่างขึ้นบนร่วมกับเกมเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้คำศัพท์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษโดยใช้การสอนแบบล่างขึ้นบนร่วมกับเกม การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น แบบศึกษากลุ่มเดียว วัดก่อน - หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 23 คน จากโรงเรียนระดับประถมศึกษาแห่งหนึ่งในอำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการสอนโดยใช้การสอนแบบล่างขึ้นบนร่วมกับเกม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ และแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ทดสอบการแจกแจงแบบปกติของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ Kolmogorov-Smirnov (K-S) จากนั้น วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิตินอนพาราเมตริก Wilcoxon Signed Ranks Test </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังจากเรียนโดยใช้การสอนแบบล่างขึ้นบนร่วมกับเกม สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความสามารถด้านคำศัพท์ของนักเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 80.6 จากคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 10.04 เป็น 18.13 หลังเรียน และนักเรียนมีความพึงพอใจอย่างยิ่ง โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.57 แสดงให้เห็นว่าการเรียนภาษาอังกฤษแบบล่างขึ้นบนร่วมกับเกม สามารถส่งเสริมการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้</p> ณัชชา รัตนพิทักษ์ ธนชาติ หล่อนกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 8 1 17 29 A MIXED-METHODS INVESTIGATION OF ACTIVE LEARNING EFFECTIVENESS IN ENGLISH SPEAKING INSTRUCTION: COMPARING MAJOR AND NON-MAJOR STUDENTS AT A THAI UNIVERSITY https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3220 <p>English is an important language for Thai people when conducting business or for communicating with tourists. Although Thai people study English at school for several years, many still have difficulties when speaking English. This study investigates the effectiveness of active learning in enhancing English speaking skills among students in a Thai classroom setting and explores the issues faced by non-major and major students in learning English, examining both commonalities and differences in their experiences. A total of 123 participants were involved in the study. The study involved 59 non-major students and 64 major students. The students were enrolled in English speaking classes at a Thai university. Both groups reported neutral views on emotional and psychological challenges, with no significant differences between them. However, major students rated their English proficiency lower than non-major students, suggesting the higher academic expectations in specialized courses may contribute to this perception. Both groups found their learning environment adequate, with only slight disagreements on its quality. The study also found significant improvements in test scores for both groups, indicating the effectiveness of the instructional methods used in this study. Additionally, both groups expressed high levels of satisfaction with the course, particularly regarding the instruction process, instructor, and evaluation feedback. These findings highlight the need for tailored interventions to support English proficiency, particularly among major students, and suggest that more interactive, student-centered teaching approaches could help address emotional and psychological challenges while enhancing language skills.</p> Alan Robert White Manusvee Duangloy ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 8 1 30 42 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3254 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพ 70/70 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ระหว่างหลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) เปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ระหว่างหลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนจัตุรัสวิทยาคาร จังหวัดชัยภูมิ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด หน่วยการเรียนรู้ จำนวนเต็ม จำนวน 6 แผน มีค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.75-4.91 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระหว่าง 0.19-0.33 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.30–0.73, ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.25-0.65 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 และ3) แบบทดสอบวัดทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ จำนวน 2 ข้อ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.54–0.55, ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.21-0.23 และความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (one-sample t-test) ผลวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด หน่วยการเรียนรู้ จำนวนเต็ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 78.88/77.33 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 70/70 ที่กำหนดไว้</li> <li>นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ จำนวนเต็ม หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด หน่วยการเรียนรู้ จำนวนเต็ม มีทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> ศุภาพิชญ์ กำลังเหลือ นฤมล ภูสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 8 1 43 55 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษโดยบูรณาการทฤษฎีโครงสร้างความรู้และการเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3395 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบ 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบ และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 ที่กำลังเรียนภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนชุมพลวิทยาสรรค์ จำนวน 35 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้แบ่งตามระยะของการวิจัย ดังนี้ ระยะที่ 1 ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม ระยะที่ 2 ได้แก่ รูปแบบ คู่มือการใช้รูปแบบ แผนการจัดการเรียนรู้ ระยะที่ 3 ได้แก่แบบทดสอบการอ่านเพื่อความเข้าใจ และระยะที่ 4 ได้แก่ แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ค่าประสิทธิภาพ และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test ผลการวิจัย มีดังนี้</p> <ol> <li>ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัญหา นักเรียนมีคลังคำศัพท์น้อย ทำให้ไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่าน แนวทางการแก้ไข จัดกิจกรรมเน้นการเชื่อมโยงความคิด การทำงานกลุ่ม ฝึกตั้งคำถามและนำเสนอผลงานร่วมกัน</li> <li>รูปแบบ มี 6 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ 4) การวัดและประเมินผล 5) ระบบสังคม และ 6) ปัจจัยความสำเร็จ กระบวนการจัดการเรียนรู้ มี 5 ขั้น (RCAPA Model) คือ ขั้นที่ 1 สำรวจและกระตุ้นประสบการณ์เดิม (Review) ขั้นที่ 2 สร้างฐานความรู้ใหม่ร่วมกัน (Create) ขั้นที่ 3 ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันอย่างเข้าใจ (Act) ขั้นที่ 4 จัดระเบียบความรู้และนำเสนอ (Present) และขั้นที่ 5 สรุปและประยุกต์ใช้ (Apply) และรูปแบบมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด</li> <li>ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 85.83/84.86 และนักเรียนมีคะแนนทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า</li> </ol> <p> 4.1 ปีการศึกษา 2566 มีประสิทธิภาพ 84.35/83.61 ปีการศึกษา 2567 มีประสิทธิภาพ 85.83/84.86</p> <p> 4.2 นักเรียนมีคะแนนทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจหลังเรียนปีการศึกษา 2567 เท่ากับ ร้อยละ 84.86 สูงกว่าปีการศึกษา 2566 ที่มีค่าร้อยละ 83.61</p> <p> 4.3 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนในระดับมาก</p> ธรรมพร ฤทธิรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 8 1 56 70 การพัฒนากิจกรรมฝึกทักษะด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนโรงเรียนบ้านช่อระกา อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3155 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมฝึกทักษะด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนโรงเรียนบ้านช่อระกา อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของนักเรียนโรงเรียนบ้านช่อระกา อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อกิจกรรมฝึกทักษะด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนโรงเรียนบ้านช่อระกา อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 คน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แผนจัดกิจกรรมฝึกทักษะด้านสิ่งแวดล้อม 2) แบบทดสอบวัดความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และ 3) แบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมฝึกทักษะด้านสิ่งแวดล้อม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมฝึกทักษะด้านสิ่งแวดล้อม ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 86.22/86.44 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมฝึกทักษะด้านสิ่งแวดล้อมมีความรู้ ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหลังเข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อกิจกรรมฝึกทักษะด้านสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> </p> ตะวัน จำปาโพธิ์ อิสระพงศ์ ถนัดค้า ปุญญาพร พูลบวรรักษ์ นฤดม ปิ่นทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 8 1 71 81 ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3459 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครู และ 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 469 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน และการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความสอดคล้องทั้งฉบับระหว่าง 0.67 – 1.00 มีความเชื่อมั่นของแบบสอบถามสภาพปัจจุบัน เท่ากับ 0.96 ด้านสภาพที่พึงประสงค์ เท่ากับ 0.84 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจําเป็น</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <ol> <li>สภาพปัจจุบัน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมาก โดยเรียงจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการประเมินผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และด้านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ และสภาพที่พึงประสงค์ มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) ด้านการประเมินผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 2) ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 3) ด้านการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ4)ด้านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ในการจัดการเรียนรู้</li> <li>ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ 1) ด้านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ 2) ด้านการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 3) ด้านการประเมินผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ 4) ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล</li> </ol> ศรชัย ช่อรักษ์ วานิช ประเสริฐพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 8 1 82 92 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3470 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา 2. เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของ 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลกับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา 4. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษา กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 334 คน โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 26 คน และครู 308 คน โดยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ และการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์สถิติการถดถอยแบบ Stepwise ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2. การบริหารงานวิชาการ โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 3. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลกับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (r = .975) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา ประกอบด้วย ด้านสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา(X<sub>6</sub>) (=.171) ด้านอาคารสถานที่(X<sub>5</sub>) (=.204) ด้านผู้บริหาร(X<sub>1</sub>) (=.197) ด้านผู้ปกครองและชุมชน(X<sub>3</sub>) (=.186) ด้านครูผู้สอน(X<sub>2</sub>) ( =.134) และด้านงบประมาณ(X<sub>4</sub>) (=.149) มีค่า Adjusted R<sup>2</sup> = .9506 F = 1048.877 Sig =.000 โดยทั้ง 6 ปัจจัย ดังกล่าว สามารถพยากรณ์การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาได้ร้อยละ 95.06 จึงสามารถเขียนสมการพยากรณ์การบริหารงานวิชาการ ในรูปคะแนนดิบและรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้ </p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p> Y = .090 + .156x<sub>6</sub> + .190x<sub>5</sub> + .188x<sub>1</sub> + .173x<sub>3</sub> + .129x<sub>2</sub> + .139x<sub>4</sub></p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน </p> <p> Zy = .171z<sub>6</sub> + .204z<sub>5</sub> + .197z<sub>1</sub> + .186z<sub>3</sub> + .134z<sub>2</sub> + .149z<sub>4</sub></p> ธัชธร แกล้วกล้า นิษรา พรสุริวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 8 1 93 105 การบริหารงานวิชาการด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ในอำเภอคลองหาด สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3047 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในอำเภอคลองหาด สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในอำเภอคลองหาด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2567 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยการใช้ตารางของเครซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 159 คน และใช้วิธีการคำนวณจากสัดส่วนประชากรทั้ง 2 กลุ่ม โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในอำเภอคลองหาด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการวางแผนงานวิจัย มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัย และต่ำสุด คือ ด้านการสร้างเครือข่ายวิจัย 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในอำเภอคลองหาด คือ 1) ควรมีการจัดทําแผนการวิจัย และดําเนินการวิจัยอย่างเป็นระบบ 2) ควรสนับสนุนให้ครูและบุคลากรได้ศึกษาต่อหรือฝึกอบรมด้านการวิจัยทางการศึกษา 3) ควรพัฒนาฐานข้อมูลกลางของเครือข่ายวิจัย เพื่อรวบรวมและจัดเก็บผลงานวิจัย และ 4) ควรพัฒนาระบบเผยแพร่และนำเสนอผลงานวิจัย</p> กุลธิดา สาบัว บุญธิดา เทวาพิทักษ์ สมใจ เดบำรุง ยรรยง สุขเกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 8 1 106 118 การพัฒนาชุดการเรียนรู้สื่อประสมแบบมีปฏิสัมพันธ์ เรื่อง ระบบต่อมไร้ท่อ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/2941 <p>การวิจัยครั้งนเพื่อพัฒนาชุดการเรียนรู้สื่อประสมและศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของผู้เรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้ดังกล่าว ตลอดจนศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่ใช้ชุดการเรียนรู้สื่อประสมเรื่อง “ระบบต่อมไร้ท่อ” สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 25 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัยเป็นแบบกลุ่มเดียวสอบก่อนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดการเรียนรู้สื่อประสม จำนวน 2 เรื่อง รวมเวลาเรียน 8 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และ 3) แบบวัดความพึงพอใจมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ชุดการเรียนรู้สื่อประสมมีประสิทธิภาพ 92.01/81.25 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80</p> <p> 2) ดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.71 แสดงว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนร้อยละ 71 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (0.60) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> 3) ความพึงพอใจของผู้เรียนต่อชุดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.56)</p> <p> สรุปได้ว่าชุดการเรียนรู้สื่อประสมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้ได้อย่างชัดเจน</p> รุจิรา ทีโสดา เอื้อมพร จันทร์สองดวง จรัญญา กุลยะ นธภร ไชยธรรม สุรชัย รัตนสุข จตุพร หงส์ทองคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 8 1 119 132 ความต้องการจำเป็นในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อส่งเสริมคุณภาพทางการศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 9 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3428 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบันและ สภาพที่พึงประสงค์ ในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณภาพทางการศึกษา และ 2) ความต้องการจำเป็นในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณภาพทางการศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 9 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 240 คน ปีการศึกษา 2568 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของเครชซี่ และ มอร์แกน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องทั้งฉบับเท่ากับ 1 ค่าความเชื่อมั่นสภาพปัจจุบันเท่ากับ 0.89 และสภาพที่พึงประสงค์เท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงส่วนเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการศึกษา พบว่า 1) สภาพปัจจุบัน โดยมีภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการบริหารงบประมาณ อยู่ในระดับสูงสุด และด้านที่มีค่าน้อยที่สุด คือ ด้านการการบริหารงานบุคคล สภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณภาพทางการศึกษาเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 9 โดยมีภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการบริหารด้านวิชาการ อยู่ในระดับสูงสุดและด้านที่มีค่าน้อยที่สุด ด้านการบริหารงบประมาณ 2) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณภาพทางการศึกษาเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 9 เท่ากับ 0.32 เรียงตามลำดับดังนี้ การบริหารงานบุคคล การบริหารด้านวิชาการ การบริหารงานทั่วไป และการบริหารงบประมาณ</p> พิชญา พิมพ์สุข วานิช ประเสริฐพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 8 1 133 145 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา อำเภอพระพุทธบาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต1 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3425 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา อำเภอพระพุทธบาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 2) เปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาอำเภอพระพุทธบาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนในอำเภอพระพุทธบาท ปีการศึกษา 2568 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครซี่และมอร์แกน (Krejcie &amp; Morgan, 1970) และสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดสถานศึกษาเป็นหน่วยในการสุ่ม จากนั้นสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับฉลากได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 144 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.984 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา อำเภอพระพุทธบาท โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (<em>M </em>= 4.34, <em>SD </em>= 0.214)</p> <p> 2) การเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา อำเภอพระพุทธบาท จำแนกตาม เพศ ระดับการศึกษา และขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน <br />ส่วนประสบการณ์ในการทำงานโดยภาพรวมมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 </p> <p> 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารควรยึดหลักคุณธรรมและความโปร่งใส เป็นแบบอย่างที่ดี สื่อสารวิสัยทัศน์อย่างชัดเจนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครูในการคิดวิเคราะห์และพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนพัฒนาครูโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและศักยภาพของแต่ละบุคคล</p> พัชราพร พลั่วบุตร นิษรา พรสุริวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 8 1 145 158 แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของเทศบาลตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3282 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาสภาพการจัดเก็บรายได้ของเทศบาลตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ 2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของเทศบาลตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ และ 3. เพื่อศึกษาแนวทางการจัดเก็บรายได้ของเทศบาลตำบล<br />ภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี มี 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมและภาษีให้กับเทศบาลตำบลภูแล่นช้าง จำนวน 326 ตัวอย่าง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Krejcie &amp; Morgan (1970) สุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญโดยสุ่มจากผู้ที่เข้ามาติดต่อเสียภาษี เก็บข้อมูลโดยใช้เครื่องมือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์พหุคูณถดถอยเชิงเส้น ขั้นตอนที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในงานด้านการจัดเก็บรายได้เทศบาลตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลโดยใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการจัดเก็บรายได้ของเทศบาลตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านสภาพทางเศรษฐกิจ อยู่ในระดับมาก รองลงมาได้แก่ ด้านขั้นตอนการให้บริการ ด้านสภาพทางสังคมและวัฒนธรรม และด้านสถานที่ในการให้บริการ ตามลำดับ 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของเทศบาลตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า ปัจจัยทั้งสามด้าน ได้แก่ ด้านสภาพทางเศรษฐกิจ (X<sub>1</sub>) ด้านสภาพสังคมและวัฒนธรรม (X<sub>2</sub>) และด้านการประชาสัมพันธ์ (X<sub>4</sub>) ส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถเขียนสมการถดถอยในรูปคะแนนดิบได้ดังนี้</p> <p> Ŷ = 1.879 + 0.196(X<sub>2</sub>) + 0.174 (X<sub>1</sub>) + 0.148(X<sub>4</sub>)</p> <p> และในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ</p> <p> Ŷ = 0.464(X<sub>2</sub>) + 0.350(X<sub>1</sub>) + 0.353(X<sub>4</sub>)</p> <p> เมื่อพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยในรูปคะแนนมาตรฐาน พบว่า ด้านสภาพสังคมและวัฒนธรรม (X<sub>2</sub>) มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้มากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการประชาสัมพันธ์ (X<sub>4</sub>) และด้านสภาพทางเศรษฐกิจ (X<sub>1</sub>) ตามลำดับ 3) แนวทางการจัดเก็บรายได้ของเทศบาลตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ประกอบด้วย 6 แนวทาง คือ (1) การประชาสัมพันธ์ที่มีแนวทางหลากหลายเข้าถึงได้ง่าย (2) ควรปรับปรุงสถานที่ให้มีความสะดวก (3) นำระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารการจัดเก็บ (4) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน (5) ควรปรับปรุงนโยบายและระเบียบข้อบังคับของเทศบาลให้มีความเหมาะสมกับบริบท มีความเป็นธรรมและโปรงใส และ (6) ควรพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ เพิ่มทักษะในการปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ</p> กิตติมา จิตผล ประมุข ศรีชัยวงษ์ ภานุวัฒน์ กิตติกรวรานนท์ รัตนพิมลพลแสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 8 1 159 174 การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุที่ป่วยโรคเบาหวาน จังหวัดเลย https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3250 <p>การวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน จังหวัดเลย วิธีการวิจัย แบ่งเป็น 4 ระยะดังนี้ ระยะที่1การศึกษาพื้นฐานและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพตนเอง ระยะที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการดูแลสุขภาพตนเอง และระยะที่ 4 การประเมินและปรับปรุงรูปแบบการดูแลสุขภาพตนเอง กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่าง รวม 239 คน ได้แก่ ผู้รับผิดชอบงานเบาหวานในระดับตำบลและอำเภอ 28 คน และผู้สูงอายุผู้ป่วยเบาหวานจากคลินิกในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย 211 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานใช้ (Paired Sample t-test) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่ารูปแบบการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งออกแบบตามหลักการ 3 ส คือ1) สร้างความรู้ในการดูแลสุขภาพตนเอง (ส1) 2)สร้างการรับรู้ความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเอง (ส2) 3) ส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง (ส3) มีประสิทธิผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p&lt; 0.01โดยคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 14.02 เป็น 17.28 การรับรู้ความสามารถในตนเองเพิ่มจาก 1.42 เป็น 2.48 และพฤติกรรมการดูแลตนเองดีขึ้นจาก1.41เป็น2.45 ผลลัพธ์เหล่านี้ยืนยันว่า เมื่อผู้สูงอายุได้รับความรู้ที่เข้าใจง่าย พร้อมได้รับการส่งเสริมความมั่นใจผ่านการมีส่วนร่วมและสัมพันธภาพที่ดีก็จะนำไปสู่พฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p> <p>สรุป: รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้กับผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานและกลุ่มเสี่ยง อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้วัดระดับHbA1cจึงยังไม่สามารถยืนยันผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยตรง</p> คณิตย์ วงษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 8 1 175 189 แนวทางการจัดการเครือข่ายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชน ผู้ปลูกส้มโอขาวแตงกวาในจังหวัดชัยนาทภายใต้ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3318 <p>บทความวิจัยนี้มุ่งเสนอแนวทางการจัดการเครือข่ายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกส้มโอขาวแตงกวาในจังหวัดชัยนาทภายใต้ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเป็นการขยายผลการวิจัยเรื่องการจัดการเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกส้มโอขาวแตงกวาในจังหวัดชัยนาท การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางจัดการเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกส้มโอขาวแตงกวาในจังหวัดชัยนาท ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (key informant) จำนวน 36 คน การสังเกตการณ์อย่างไม่มีส่วนร่วม (Non-participant Observation) การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม (Participant Observation) และการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสมาชิกเครือข่าย เกษตรกร ผู้นำชุมชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า แนวทางการจัดการเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกส้มโอขาวแตงกวาในจังหวัดชัยนาท มีดังต่อไปนี้ 1. การกำหนดวัตถุประสงค์ร่วมกัน 2. การจัดโครงสร้างองค์การ 3. การจัดการข้อมูลข่าวสารและการติดต่อ 4. การมีส่วนร่วมของสมาชิก 5. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 6. การพัฒนาผลผลิต 7. การขยายช่องทางการตลาด 8. การใช้แรงงานคนและเทคโนโลยีในการจัดการ 9. การบูรณาการความร่วมมือ และ 10. การขยายสมาชิกเครือข่าย</p> <p> จากผลการวิจัยข้างต้น จึงนำมาสู่การเสนอแนวทางการจัดการเครือข่ายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกส้มโอขาวแตงกวาภายใต้ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ดังนี้ 1. การพัฒนาด้านการจัดการ ประกอบด้วย การกำหนดเป้าหมายและค่านิยมร่วม การจัดโครงสร้างองค์การแบบแบนราบและยืดหยุ่น การจัดการความรู้ การจัดการข้อมูลข่าวสารและการติดต่อ การมีส่วนร่วมของสมาชิก และการแลกเปลี่ยนรู้ร่วมกัน 2. การพัฒนาด้านการเป็นผู้ประกอบการ ประกอบด้วย การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การแปรรูปผลผลิต การขยายช่องทางการตลาด การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร 3. การพัฒนาความร่วมมือ ประกอบด้วย การบูรณาการความร่วมมือ และการขยายสมาชิกเครือข่าย 4. การพัฒนาศักยภาพผู้นำและสมาชิกเครือข่าย</p> ทัศนีย์ สาแก้ว ปิ่นสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 8 1 190 200