วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru <p>วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ รับพิจารณาตีพิมพ์บทความวิจัย (Research article) บทความวิชาการ (Academic article) และ บทความปริทัศน์ (Review article) ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ บทความทุกเรื่องที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารจะได้รับการพิจารณาจากบรรณาธิการ กองบรรณาธิการและผ่านการ ประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer reviewer) แบบ Double-blinded peer review โดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกสถาบันที่ตรงสาขาหรือเกี่ยวข้องกับสาขา 3 ท่าน</p> <p>ตีพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ<br />ฉบับที่ 1: มกราคม - เมษายน<br />ฉบับที่ 2: พฤษภาคม - สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3: กันยายน - ธันวาคม</p> <div><strong>ขอบเขตงาน (Aims &amp; Scope) :</strong></div> <div>ว<strong>ารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ เป็นวารสารวิชาการที่เผยแพร่เกี่ยวกับบทความวิชาการ บทความวิจัย ที่ครอบคลุมสาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ โดยครอบคลุมสาขาวิชา </strong><span style="font-size: 0.875rem;">ดังต่อไปนี้</span></div> <p> - สาขาการศึกษา</p> <p> - สาขาภาษาศาสตร์</p> <p> - สาขาบริหารธุรกิจ และการจัดการ</p> <p> - สาขาเศรษฐศาสตร์</p> <p> - สาขาสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p> - สาขารัฐศาสตร์</p> <p> - สาขารัฐประศาสนศาสตร์</p> <p> - สาขานิติศาสตร์</p> <p> - สาขาจิตวิทยา</p> <p> </p> th-TH <p>การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้รายใดก็ตามที่จะอ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือเชื่อมโยงไปยังข้อความทั้งหมดของบทความ รวบรวมข้อมูลสำหรับการจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า (<a href="http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/"><strong>Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License</strong></a>)</p> <p><img src="https://so03.tci-thaijo.org/public/site/images/wasin/-1-b597ca46009bc0604562a0357d7cbe89.jpg" alt="" width="206" height="83" /></p> <p>This work is licensed under a <a href="http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/"><strong>Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License</strong></a></p> rdijournal@cpru.ac.th (Sunan Siphai) rdijournal@cpru.ac.th (Monsalai Roberts) Mon, 24 Aug 2026 16:56:49 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 FROM LEXICAL ACCESS TO HUMOR APPRECIATION: PROCESSING MORPHOPHONOLOGICAL JOKES IN THAI https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3735 <p>Verbal humor requires readers to recover an intended interpretation from incongruity. However, different linguistic routes may pose different demands on processing and appreciation. While existing literature on verbal humor has focused primarily on nonliteral meaning, less attention has been placed on morphophonological jokes. This study examined humor processing and appreciation among Thai speakers by comparing four types of morphophonological jokes. Thirty native speakers of Thai completed two experiments between July and September 2025. The theoretical interpretation drew on Relevance Theory, the Graded Salience Hypothesis, and Benign Violation Theory, while the joke categories were operationalized using the adapted Dienhart’s (1999) classification of linguistic triggers in punning riddles. Experiment 1 was a lexical decision task designed to establish a baseline for lexical access across morphological-semantic, morphological, semantic, phonological, and control conditions. Experiment 2 was a self-paced reading task using Thai riddles, followed by 10-point appreciation ratings. Reaction times at the critical and spillover regions were analyzed using mixed-effects regression models, whereas appreciation ratings were analyzed using cumulative link mixed models. The models included demographic, cognitive, psychological, and humor-style covariates, together with a participant-level morphological priming index derived from Experiment 1. The lexical decision results revealed facilitation for morphological and morpho-semantic relatedness, indicating sensitivity to lexical and morphological structure. However, in Experiment 2, this baseline priming index did not reliably predict joke-processing reaction times or appreciation ratings. Appreciation ratings stressed a clearer pattern. Homonymy and paraphony were evaluated more favorably than hahaphony, while linguistic perspective contrasts suggested that same-form ambiguity and near-sound resemblance supported appreciation more effectively than polysemy or pseudomorphemic restructuring. By separating baseline lexical facilitation from online joke processing and final appreciation, the study provides experimental evidence that structural differences among Thai morphophonological jokes are more clearly reflected in evaluative judgments than in immediate reading-time costs, highlighting the recoverability of linguistic form as an important feature of humorous reinterpretation.</p> Charinwit Parinwattanachoti ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3735 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 THE EFFECTS OF BOARD-GAME-BASED LEARNING ON ENGLISH VOCABULARY ACQUISITION AND LEARNER ATTITUDES AMONG THAI UNDERGRADUATE EFL STUDENTS https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3758 <p>Vocabulary knowledge is central to effective communication in academic and professional settings, yet many Thai undergraduates, particularly non-English majors, have limited opportunities to use new words meaningfully. This study examined English ARENA, a non-digital board-game-based intervention, in relation to English vocabulary acquisition and learner attitudes in a Thai EFL context. A mixed-methods, one-group pretest-posttest quasi-experimental design was used with 50 undergraduates. Data were collected through a vocabulary achievement test, pre- and post-intervention attitude questionnaires, and semi-structured interviews. Vocabulary scores increased from <em>M</em> = 5.44 (<em>SD</em> = 3.63) to <em>M</em> = 9.74 (<em>SD</em> = 4.97). The paired-samples t test showed a statistically significant difference, <em>t</em>(49) = -5.63, <em>p</em> &lt; .001, with a large effect (<em>d</em> = 0.80); a Wilcoxon signed-rank sensitivity analysis led to the same conclusion (<em>Z</em> = -4.47, <em>p</em> &lt; .001). Questionnaire patterns and interview accounts indicated greater enjoyment, confidence, participation, and peer support during gameplay. The qualitative findings also showed that learners valued repeated vocabulary retrieval and contextual use, although unfamiliar rules, time pressure, and difficult words sometimes disrupted play. Taken together, the findings provide preliminary evidence that structured board-game-based learning can support vocabulary acquisition and positive learner experiences in EFL and ESP-oriented classrooms.</p> Chayakorn Jeenpracha, Benjaporn Meeprom ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3758 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 พัฒนาการและความเหลื่อมล้ำของผลการเรียนเฉลี่ยสะสม (GPAX) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน : การวิเคราะห์เชิงข้อมูลขนาดใหญ่จากฐาน GPAX OBEC พ.ศ. 2564–2566 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3452 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการเรียนและพัฒนาการผลการเรียนเฉลี่ยสะสม (GPAX) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ 2) ศึกษาความเหลื่อมล้ำของ GPAX ตามขนาดและที่ตั้งของสถานศึกษา แหล่งข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล งานวิจัยใช้ข้อมูลทุติยภูมิขนาดใหญ่จากระบบ GPAX OBEC ของ สพฐ. โดยเป็นข้อมูลผลการเรียนเฉลี่ยสะสมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในปีการศึกษา 2564–2566 จากสถานศึกษา 2,504 แห่ง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ การทดสอบทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) การเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) เกรดเฉลี่ยภาพรวม (GPAX) ของนักเรียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2564–2566 พบความเหลื่อมล้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งด้านที่ตั้งและขนาดของสถานศึกษา โรงเรียนในเขตเมืองมีเกรดเฉลี่ยและคะแนนพัฒนาการสูงกว่าโรงเรียนนอกเมืองอย่างต่อเนื่อง 2) โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษมี GPAX สูงที่สุดในทุกปีการศึกษา ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กมี GPAX ต่ำที่สุด และมีความแตกต่างจากโรงเรียนทุกขนาดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกปีการศึกษา 3) โรงเรียนนอกเมืองมีระดับการลดลงของพัฒนาการเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี เมื่อเทียบช่วงปี 2566 กับ 2565 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการดำเนินการเชิงเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน</p> เพ็ญนภา แก้วเขียว, คันธทรัพย์ ชมพูพาทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3452 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จังหวัดอุดรธานี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3708 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จังหวัดอุดรธานี และ 2) พัฒนาและตรวจสอบความตรงของโมเดลสมการโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จังหวัดอุดรธานี ที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2568 ในจังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 593 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multistage random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ แบบวัดสภาพแวดล้อมทางการเรียน แบบวัดพฤติกรรมการสอนของครู แบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และแบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเบื้องต้น การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 จังหวัดอุดรธานี มีความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน สามารถเรียงลำดับเฉลี่ยจากมากไปน้อยได้ดังนี้ ด้านเนื้อหา ด้านกระบวนการ และด้านบริบท</li> <li>โมเดลสมการโครงสร้างตามสมมติฐานการวิจัยมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมี ค่าไคสแควร์ (<em>χ</em><em><sup>2</sup></em>) เท่ากับ 114.663 มีองศาความเป็นอิสระ (<em>df</em>) เท่ากับ 59 ค่าไค-สแควร์สัมพันธ์ (<em>χ</em><sup>2</sup>/<em>df</em>) เท่ากับ 1.943, ค่า CFI เท่ากับ 0.996 ค่า RMSEA เท่ากับ 0.040 ค่า TLI เท่ากับ 0.991 และ SRMR เท่ากับ 0.014 โดยปัจจัยในโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ได้ร้อยละ 48.80 (R<sup>2</sup> = 0.488)</li> </ol> อิศรา ศิลารักษ์, นฤมล แสงพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3708 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารที่ส่งเสริมสมรรถนะการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ของครูโรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3525 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบการบริหารที่ส่งเสริมสมรรถนะการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครู 2) พัฒนารูปแบบการบริหารที่ส่งเสริมสมรรรถนะการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครู และ 3) ประเมินรูปแบบการบริหารที่ส่งเสริมสมรรถนะการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครู การวิจัยดำเนินการ ใน 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบ จากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน และการยืนยันองค์ประกอบจากกลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 260 แห่ง ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนกระจายตามภูมิภาค ผู้ให้ข้อมูลโรงเรียนละ 3 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูวิชาการ และครู จำนวน 780 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการบริหารที่ส่งเสริมสมรรถนะการวัดและประเมินผล การเรียนรู้ของครู โดยการร่างรูปแบบและตรวจสอบความเหมาะสม โดยการสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน และระยะที่ 3 ประเมินรูปแบบ โดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และการประชุมเพื่อขอข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 17 คน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>องค์ประกอบการบริหารที่ส่งเสริมสมรรถนะการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครู ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.) กำหนดแนวทาง 2.) ดำเนินการ 3.) การดูแลส่งเสริม 4.) การตรวจสอบ 5.) ทำให้เกิดความต่อเนื่อง</li> <li>รูปแบบการบริหารที่ส่งเสริมสมรรถนะการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครู ประกอบด้วย 1) หลักการ 2) เป้าหมาย 3) วัตถุประสงค์ 4) กระบวนการ 5) การนำรูปแบบไปใช้ และ 6) ผลที่เกิดขึ้นจากการนำรูปแบบไปใช้</li> <li>รูปแบบได้รับฉันทามติให้มีความถูกต้อง เหมาะสม เป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุดทุกองค์ประกอบ</li> </ol> ศิริวรรณ จันทร์กระจ่าง, นภาเดช บุญเชิดชู, จิตติรัตน์ แสงเลิศอุทัย, นภาภรณ์ ยอดสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3525 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 องค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3507 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน 2) เพื่อเปรียบเทียบองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตสายไหมกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2568 โดยการกำหนดจากการใช้สูตรคำนวณกลุ่มตัวอย่างของของยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 241 คน สุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิโดยใช้ขนาดของโรงเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม สุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบและการสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าที (<em>t-test</em>) และสถิติค่าเอฟ (<em>F-test</em>) และ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) เมื่อเปรียบเทียบองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน จำแนกตามประสบการณ์ โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ระดับการศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และขนาดของโรงเรียนโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการส่งเสริมองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน ประกอบด้วย 5 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการเป็นบุคคลที่รอบรู้ 2) การมีแบบแผนความคิด 3) การมีวิสัยทัศน์ร่วม 4) ด้านการเรียนรู้เป็นทีม 5) ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ</p> อวิกา จันทร์งาม, นิษรา พรสุริวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3507 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 สมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3660 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา 2) เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา จำแนกตามประสบการณ์ในการบริหาร และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 44 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ คำนวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบทีแบบกลุ่มอิสระ (Independent Samples t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยได้ดังนี้ ด้านการเข้าใจดิจิทัล ด้านการปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงดิจิทัล ด้านการแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือดิจิทัล และด้านการใช้ดิจิทัล ตามลำดับ</li> <li>ผลการเปรียบเทียบสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์ในการบริหาร โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน และเมื่อจำแนกตามขนาดสถานศึกษา พบว่าโดยภาพรวมแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05</li> </ol> จิตตนันท์ ดีใหม่, ชูเกียรติ วิเศษเสนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3660 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการกับประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3729 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน 2) ศึกษาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการกับประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน และ 4) สร้างสมการพยากรณ์ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน ด้วยการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช จำนวน 60 โรงเรียน ผู้บริหารและหัวหน้างานวิชาการในโรงเรียน ในปีการศึกษา 2567 โดยเลือกกลุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling) โดยใช้ขนาดโรงเรียนเป็นชั้น และกำหนดสัดส่วนตามจำนวนโรงเรียนแต่ละขนาด แล้วดำเนินการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) โดยการจับฉลากผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน และ หัวหน้างานวิชาการโรงเรียน รวม 2 คน จำนวนทั้งหมด 120 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ในช่วง 0.80–1.00 มีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นเท่ากับ .890 และ .936 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และ การถดถอยพหุคูณแบบใส่ตัวแปรพร้อมกัน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารงานวิชาการของโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับดี 2) ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก 3) การบริหารงานวิชาการโดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .814) 4) การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูได้ ร้อยละ 73.20 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p> จักรี ชัยชนะทรัพย์, โสภณ เพ็ชรพวง, สุภาพ เต็มรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3729 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาสภาพการดำเนินงานสภานักเรียนตามวงจรคุณภาพ ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา ตามความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียนและครูหัวหน้างานสภานักเรียน https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3436 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับสภาพการดำเนินงานสภานักเรียนตามวงจรคุณภาพ ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา ตามความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียนและครูหัวหน้างานสภานักเรียน 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการดำเนินงานสภานักเรียนตามวงจรคุณภาพ ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา ตามความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียนและครูหัวหน้างานสภานักเรียนจำแนกตามขนาดโรงเรียนและกลุ่มโรงเรียน ตัวอย่าง คือ (1) โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดกลาง จำนวน 22 โรงเรียน (2) โรงเรียนขนาดใหญ่และโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ จำนวน 28 โรงเรียน รวม 50 โรงเรียน ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ใช้การเก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด (Census Study) เครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสอบถาม เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวนคำถาม 20 คำถาม โดยมีค่า IOC เท่ากับ 1.00 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.52 ถึง 0.87 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test แบบ Independent Sample t-test และการทดสอบ F-test (One-way ANOVA)</p> <h4> ผลการวิจัยพบว่า</h4> <ol> <li>ผลการศึกษาระดับสภาพการดำเนินงานสภานักเรียนตามวงจรคุณภาพ ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา ตามความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียนและครูหัวหน้างานสภานักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการวางแผน รองลงมา คือ ด้านการปรับปรุงแก้ไข รองลงมา คือ ด้านการปฏิบัติ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการตรวจสอบ</li> <li>ผลการเปรียบเทียบสภาพการดำเนินงานสภานักเรียนตามวงจรคุณภาพ ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา ตามความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียนและครูหัวหน้างานสภานักเรียน เมื่อจำแนกตามขนาดโรงเรียน พบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ<br />ทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า มี 3 ด้านที่แตกต่างกัน คือ ด้านที่ 1 ด้านการวางแผน ด้านที่ 2 ด้านการปฏิบัติ และด้านที่ 4 ด้านการปรับปรุงแก้ไข ส่วนด้านที่ 3 ด้านการตรวจสอบ ไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามกลุ่มโรงเรียน พบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> อนันต์ ขวัญดี, ดร.ชูเกียรติ วิเศษเสนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3436 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้การแก้ปัญหาอนาคตร่วมกับเทคนิคสถานการณ์จำลองที่มีต่อความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3732 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ รอบรู้ ภัยพิบัติธรรมชาติ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้การแก้ปัญหาอนาคตร่วมกับเทคนิคสถานการณ์จำลอง และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลัง การจัดการเรียนรู้โดยใช้การแก้ปัญหาอนาคตร่วมกับเทคนิคสถานการณ์จำลอง</p> <p> กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 15 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การแก้ปัญหาอนาคตร่วมกับเทคนิคสถานการณ์จำลอง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> วันวิสา นาฬิเกย์, จุลมณี สุระโยธิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3732 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 ความสามารถในการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ เรื่อง ความหนาแน่นและการจม–ลอยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้กรอบแนวคิดข้ออ้าง หลักฐานและการให้เหตุผล (CER Model) https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3546 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสามารถในการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง ความหนาแน่นและการจม–ลอย จำแนกตามองค์ประกอบ CER Model และ 2) วิเคราะห์ลักษณะและรูปแบบของคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์เชิงคุณภาพรายบุคคล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 37 คน (จากนักเรียนทั้งหมด 40 คน โดยมีนักเรียนขาดเรียน 3 คน ในวันเก็บข้อมูล) ที่เรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามวงจร 5Es ใบงานหรือชิ้นงานของนักเรียน และแบบประเมินความสามารถในการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ตามกรอบ CER โดยใช้เกณฑ์รูบริก 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ข้อกล่าวอ้าง หลักฐาน และการให้เหตุผล ให้คะแนนระดับ 0–2 โดยมีผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่านตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือ และมีการตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างผู้ให้คะแนน (Inter-rater reliability) การเก็บข้อมูลใช้ผลงานนักเรียนจำนวน 37 ชุด และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาร่วมกับสถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความสามารถในการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดี โดยองค์ประกอบด้านข้อกล่าวอ้างและหลักฐานมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.57 ส่วนองค์ประกอบด้านการให้เหตุผลมีค่าเฉลี่ย 1.46 ซึ่งอยู่ในระดับดีเช่นกัน เมื่อพิจารณารายบุคคลพบว่านักเรียนจำนวน 26 คนอยู่ในระดับดี 2 คนอยู่ในระดับพอใช้ และ 9 คนอยู่ในระดับปรับปรุง ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพพบว่านักเรียนกลุ่มที่ได้คะแนนต่ำมีข้อจำกัด 2 ลักษณะ คือกลุ่มที่สังเกตผลการทดลองผิดตั้งแต่แรกทำให้ผิดพลาดทุกองค์ประกอบ และกลุ่มที่เข้าใจเนื้อหาแต่ขาดทักษะการเชื่อมโยงหลักการทางวิทยาศาสตร์เข้ากับหลักฐาน ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์จุดแข็งและข้อบกพร่องในการให้ข้อกล่าวอ้าง หลักฐาน และการให้เหตุผลของผู้เรียน รวมทั้งเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรอบ CER</p> จินดารัตน์ ปะวันเทา, วิษณุ สุทธิวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3546 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ หน่วยการเรียนรู้ Thao Suranari และคุณลักษณะรักความเป็นไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แนวคิดการบูรณาการเนื้อหาและภาษา https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3604 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหน่วยการเรียนรู้ Thao Suranari ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียน และหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 2) ศึกษาระดับคุณลักษณะรักความเป็นไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แนวคิดการบูรณาการเนื้อหาและภาษา หน่วยการเรียนรู้ Thao Suranari กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 26 คน ซึ่งมาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการบูรณาการเนื้อหาและภาษา ทั้งหมด 4 แผน แบบทดสอบการอ่านเพื่อความเข้าใจ และแบบประเมินคุณลักษณะรักความเป็นไทย สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test for dependent และ t-test for one sample) </p> <p> ผลการศึกษา พบว่า 1) การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหน่วยการเรียนรู้ Thao Suranari ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คุณลักษณะรักความเป็นไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับดีเยี่ยม</p> ศุภรัตน์ อุเทนสุต, สิริรัตน์ นาคิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3604 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมสุขนิสัยสำหรับเด็กปฐมวัยโดยใช้การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3763 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการมีสุขนิสัยของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรีก่อนและระหว่างการจัดกิจกรรมในแต่ละช่วงสัปดาห์ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีสุขนิสัยของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรีของ Maria Montessori และแนวคิดการส่งเสริมสุขนิสัยของเด็กปฐมวัยเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือโรงเรียนบ้านฉนวน ตำบลบ้านดอน อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่าง คือ <br />เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง ระหว่างอายุ 5-6 ปี จำนวน 8 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี และ 2) แบบสังเกตพฤติกรรมสุขนิสัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมด้วยสถิติ Wilcoxon Signed Ranks Test ผลการวิจัยพบว่า ตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรีมีพฤติกรรมด้านสุขนิสัยดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละสัปดาห์ โดยภาพรวมมีระดับการมีสุขนิสัยอยู่ในระดับดี ตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2) เด็กปฐมวัยมีคะแนนสุขนิสัยหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>Z</em> = -2.52, <em>p</em> = .008) ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรีสามารถส่งเสริมและพัฒนาสุขนิสัยของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิผล เด็กเกิดการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสุขนิสัยของเด็กปฐมวัยในสถานศึกษาอื่น ๆ ได้</p> นุชจรีย์ ม่วงอยู่, สิขรินทร์ ก้อนในเมือง, กาญจนา สุขบัว, ณัฐพงศ์ ชัยภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3763 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาทักษะการเขียนและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบซินเนคติกส์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3603 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการเขียนของนักเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบซินเนคติกส์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบทักษะการเขียนของนักเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบซินเนคติกส์ หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบซินเนคติกส์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จำนวน 23 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบซินเนคติกส์ จำนวน 4 แผน ทั้งหมด16 ชั่วโมง แบบประเมินทักษะการเขียน และแบบวัดความคิดสร้างสรรค์ จากนั้นนำมาวิเคราะห์หาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะการเขียนของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ทักษะการเขียนของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> รักษิมา เริญไธสง, จุลมณี สุระโยธิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/rdicpru/article/view/3603 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700