การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุที่ป่วยโรคเบาหวาน จังหวัดเลย
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน จังหวัดเลย วิธีการวิจัย แบ่งเป็น 4 ระยะดังนี้ ระยะที่1การศึกษาพื้นฐานและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพตนเอง ระยะที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการดูแลสุขภาพตนเอง และระยะที่ 4 การประเมินและปรับปรุงรูปแบบการดูแลสุขภาพตนเอง กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่าง รวม 239 คน ได้แก่ ผู้รับผิดชอบงานเบาหวานในระดับตำบลและอำเภอ 28 คน และผู้สูงอายุผู้ป่วยเบาหวานจากคลินิกในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย 211 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานใช้ (Paired Sample t-test) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ผลการศึกษาพบว่ารูปแบบการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งออกแบบตามหลักการ 3 ส คือ1) สร้างความรู้ในการดูแลสุขภาพตนเอง (ส1) 2)สร้างการรับรู้ความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเอง (ส2) 3) ส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง (ส3) มีประสิทธิผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p< 0.01โดยคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 14.02 เป็น 17.28 การรับรู้ความสามารถในตนเองเพิ่มจาก 1.42 เป็น 2.48 และพฤติกรรมการดูแลตนเองดีขึ้นจาก1.41เป็น2.45 ผลลัพธ์เหล่านี้ยืนยันว่า เมื่อผู้สูงอายุได้รับความรู้ที่เข้าใจง่าย พร้อมได้รับการส่งเสริมความมั่นใจผ่านการมีส่วนร่วมและสัมพันธภาพที่ดีก็จะนำไปสู่พฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สรุป: รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้กับผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานและกลุ่มเสี่ยง อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้วัดระดับHbA1cจึงยังไม่สามารถยืนยันผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยตรง
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้รายใดก็ตามที่จะอ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือเชื่อมโยงไปยังข้อความทั้งหมดของบทความ รวบรวมข้อมูลสำหรับการจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า (Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License)

This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค. (2564, 12 พฤศจิกายน). กรมควบคุมโรค รณรงค์วันเบาหวานโลก ปี 2564 ตระหนักถึงการดูแลรักษาโรคเบาหวาน ให้ได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง. https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=21692
กัญญารัตน์ วันเพ็ง, พนิดา พรหมพงษ์, ปัญจรัตน์ ไล้สุวรรณชาติ, ปุรินทร์ ศรีศศลักษณ์, สุภาวดี นพรุจจินดา, และ ธณารัตน์ พลับพลาไชย. (2564). ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เขตอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 14(3), 126–137.
ปราณี ศรีสงคราม, สุภาณี วาจาดี, และ นพรัตน์ จันทร์ฉาย. (2563). ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองและระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน, 5(1), 84-94.
มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.). (2559). สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2558. https://ipsr.mahidol.ac.th/wp-content/uploads/2022/03/Elderly2015-Thai-Final.pdf
ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ. (2568). ข้อมูลเพื่อตอบสนอง Service Plan สาขาโรคไม่ติดต่อ (NCD DM,HT,CVD). http://hdc.moph.go.th/lei/public/main
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2558, 13 พฤศจิกายน). คนไทยเป็นเบาหวานเพิ่ม กว่าครึ่งไม่รู้ตัว. https://www.thaihealth.or.th/คนไทยเป็นเบาหวานเพิ่ม-ก/
สุวรรณี สร้อยสงค์, อังคณา เรือนก้อน, ขวัญสุวีย์ อภิจันทรเมธากุล, นิลุบล นันตา, และ จุฑามาศ สุขเกษม.(2566). พฤติกรรมการดูแลตนเองตามการรับรู้ของผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี, 28(2), 93-103.
Aekplakorn, W., Tantayotai, V., Numsangkul, S., Tatsato, N., Luckanajantachote, P., & Himathongkam, T. (2019). Evaluation of a community-based diabetes prevention program in Thailand: A cluster randomized controlled trial. Journal of Primary Care and Community Health, 10. https://doi.org/10.1177/2150132719847374
Bandura, A. (1997). Self-efficacy: The exercise of control. W. H. Freeman and Company.
ElSayed, N. A., Aleppo, G., Aroda, V. R., Bannuru, R. R., Brown, F. M., Bruemmer, D., Collins, B. S., Hilliard, M. E., Isaacs, D., Johnson, E. L., Kahan, S., Khunti, K., Leon, J., Lyons, S. K., Perry, M. L., Prahalad, P., Pratley, R. E., Seley, J. J., Stanton, R. C., & Gabbay, R. A., on behalf of the American Diabetes Association. (2023). 1. Improving care and promoting health in populations: Standards of care in diabetes—2023. Diabetes Care, 46(Supplement_1), S10–S18. https://doi.org/10.2337/dc23-S001
Lorig, K. R., & Holman, H. (2003). Self-management education: History, definition, outcomes, and mechanisms. Annals of Behavioral Medicine, 26(1), 1–7. https://doi.org/10.1207/S15324796ABM2601_01
Magliano, D. J., & Boyko, E. J. (Eds.). (2021). IDF diabetes atlas (10th ed.). International Diabetes Federation. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK581934/
Orem, D. E., Taylor, S. G., & Renpenning, K. M. (2001). Nursing: Concepts of practice (6th ed.). Mosby.
Tan, C. C. L., Cheng, K. K. F., Hwang, S. W., Zhang, N., Holroyd, E., & Wang, W. (2018). Effect of a diabetes self-efficacy enhancing program on older adults with type 2 diabetes: A randomized controlled trial. Clinical Nursing Research, 29(5), 293–303. https://doi.org/10.1177/1054773818792480