วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj
<p>PAAT Journal หรือ วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย (Public Administration Association of Thailand Journal) มีวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้ 1) เพื่อส่งเสริมเผยแพร่ผลงานและทัศนะทางวิชาการสาขารัฐประศาสนศาสตร์ การบริหารรัฐกิจ การบริหารกิจการสาธารณะ รัฐศาสตร์ และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 2) เพื่อเป็นการพัฒนาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ของประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า 3) เพื่อเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ของสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทยกับสมาชิกของสมาคมฯ และสังคม</p>
สมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย (Public Administration Association of Thailand Journal)
th-TH
วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
2730-1796
-
การบริหารจัดการบุคลากรหลายช่วงวัยในองค์การ
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3129
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับการบริหารจัดการบุคลากรหลายช่วงวัยในองค์การ วิธีการที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมที่ไม่ใช้ระบบ โดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการบุคลากรหลายช่วงวัยในองค์การ แล้วสกัดข้อมูลที่ได้ศึกษานำมาใช้เพื่อเป็นฐานในการเขียนบทความนี้ วรรณกรรมที่ได้ศึกษาประกอบด้วย แนวคิดเกี่ยวกับความหลากหลายด้านช่วงวัย การแบ่งกลุ่มช่วงวัยและคุณลักษณะของกลุ่มช่วงวัย แนวทางการจัดการตามคุณลักษณะของกลุ่มช่วงวัย ต่อจากนั้นนำผลการศึกษามาสังเคราะห์เป็นความรู้ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ คือกระบวนการและขั้นตอนในการบริหารจัดการบุคลากรหลายช่วงวัยในองค์การ ประกอบด้วย สาม ขั้นตอน มีรายละเอียดดังนี้ (1) ทำการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับความหลากหลายของช่วงวัยเพื่อทำความเข้าใจในทฤษฎี และความหมายของช่วงวัยเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการดำเนินการในขั้นต่อไป (2) ศึกษาและทำความเข้าใจการแบ่งกลุ่มช่วงวัยและคุณลักษณะจำเพาะของแต่ละช่วงวัยเพื่อทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของค่านิยม ความเชื่อ ความคิด วิถีชีวิต และการทำงานของแต่ละกลุ่มช่วงวัยซึ่งก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย ซึ่งเป็นปัญหาที่จะต้องดำเนินการแก้ไขให้เกิดความเหมาะสมกับบริบทและกลุ่มของช่วงวัย (3) ศึกษาและทำความเข้าใจในแนวทางการบริหารจัดการบุคลากรหลากหลายช่วงวัยในองค์การ และนำไปปฏิบัติในการบริหารจัดการอย่างถูกต้องเหมาะสมในการตัดสินใจและดำเนินการในการบริหารจัดการ ซึ่งจะนำไปสู่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์การ</p>
จำเนียร จวงตระกูล
พรรษวรรณ สุขสมวัฒน์
ศรัณยา เลิศพุทธรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
10
27
-
การบริหารการสื่อสารสภาวะวิกฤตของรัฐบาลไทยในสถานการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหว
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3141
<p>แผ่นดินไหวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและส่งผลกระทบรุนแรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน <br />และความมั่นคงของประชาชน การสื่อสารของรัฐบาลถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการภาวะวิกฤตเพื่อควบคุมสถานการณ์ บรรเทาความตื่นตระหนก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชน บทความนี้มุ่งทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและการสื่อสารภาวะวิกฤต ตลอดจนทบทวนสถานการณ์แผ่นดินไหวในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และพิเคราะห์กรณีการสื่อสารของรัฐบาลไทยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ผลการพิเคราะห์พบว่า แม้จะมีกรอบนโยบายที่ชัดเจน แต่การบริหารการสื่อสารภาวะวิกฤตของรัฐบาลไทยในสถานการณ์แผ่นดินไหวยังสะท้อนข้อจำกัดเชิงระบบ ในระยะก่อนวิกฤต รัฐยังไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมการเตรียมพร้อมได้อย่างยั่งยืน ระหว่างวิกฤต การสื่อสารยังขาดความรวดเร็ว ชัดเจน และเป็นเอกภาพ ส่วนระยะหลังวิกฤต การสื่อสารมักเน้นการประชาสัมพันธ์เชิงประกาศความสำเร็จ มากกว่าการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและการถอดบทเรียนเชิงนโยบาย ส่งผลให้เกิดการลดทอนความเชื่อมั่นและสะท้อนความเปราะบางของกลไกการจัดการวิกฤต ดังนั้น การปฏิรูประบบสื่อสารวิกฤตจึงมีความจำเป็นเร่งด่วน โดยควรพัฒนาให้มีคุณลักษณะเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ความรวดเร็ว ความถูกต้อง ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วม ควบคู่กับการนำนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเชิงสังคมและยกระดับศักยภาพของประเทศในการเผชิญภัยพิบัติที่ซับซ้อนในอนาคต</p>
คชตรัย เจริญสุข
ชารินทร์ เกษร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
251
265
-
เปิดโลกทัศน์การพัฒนา : บทวิเคราะห์พระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จฯ ประพาสยุโรป พ.ศ. 2440
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/2409
<p>บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์แนวคิดด้านการพัฒนาบ้านเมืองในสมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านบทพระราชนิพนธ์ พระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ เมื่อครั้งเสด็จฯ ประพาสยุโรป พ.ศ.2440 เนื่องจากมีความแตกต่างทางวัฒนธรรม จึงเป็นการเปิดโลกทัศน์สำหรับสยาม คำถามหลักของบทความคือ อะไรเป็นสาเหตุการเสด็จประพาสยุโรป และรัชกาลที่ 5 ทรงเห็นบ้านเมืองของยุโรปเป็นอย่างไร โดยใช้แนวทางวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารชั้นต้นคือพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ พ.ศ.2440 เพื่อประกอบแนวคิดในการปฏิรูปประเทศ ผลของการศึกษาพบว่าการเสด็จประพาสยุโรปของรัชกาลที่ 5 เป็นการเสด็จพระราชดำเนินไปยังต่างประเทศในทวีปยุโรปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสานสัมพันธไมตรี เพื่อให้ประเทศเหล่านั้นเห็นว่า สยามเป็นประเทศที่มีการพัฒนาตนเองและไม่ได้ล้าหลังป่าเถื่อน และเพื่อโอกาสในการร่วมมือแก้ไขปัญหาความมั่นคงและส่งเสริมความเป็นเอกราช แม้จะอยู่ในช่วงท่ามกลางยุคล่าอาณานิคมก็ตาม ทั้งนี้เพราะมีมูลเหตุมาจากกรณีพิพาทระหว่างสยามกับฝรั่งเศสในเหตุการณ์วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ที่ทำให้สยามเสียดินแดนมากที่สุดให้แก่ชาติตะวันตก และการเสด็จประพาสยุโรปครั้งนี้ รัชกาลที่ 5 ทรงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพบ้านเมืองของยุโรป ดังนี้ 1) ความเจริญทางเทคโนโลยี 2) ความเจริญทางเศรษฐกิจ 3) ความเจริญทางงานช่างและศิลปะ 4) ความเจริญทางการศึกษา และ 5) มารยาทชาวยุโรป</p>
ชฎาพร จีนชาวนา
ภาวิณี อุ่นวัฒนา
ระวิวรรณ ธรณี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
266
272
-
สุขภาวะความเป็นอยู่ที่ดี: รูปแบบ แนวโน้ม และความท้าทายของ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/2527
<p style="font-weight: 400;">สุขภาวะความเป็นอยู่ที่ดีกลายเป็นประเด็นร่วมสมัยและความท้าทายที่ก่อตัวขึ้นในกระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางการบริหารที่มีการแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและสลับซับซ้อนส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานในฐานะทรัพยากรมนุษย์ที่ปฏิบัติงานภายใต้โครงสร้างองค์การตามสถานการณ์มีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้นกว่าภายใต้โครงสร้างองค์การแบบดั้งเดิม ความเปลี่ยนแปลงดังล่าวจึงกลายมาเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับโครงสร้างองค์การแบบระบบราชการที่มีผู้ปฏิบัติงานในฐานะข้าราชการ ดังนั้น บทความวิชาการชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงค์สองประการประกอบไปด้วย 1) เพื่ออธิบายลักษณะและรูปแบบของสุขภาวะความเป็นอยู่ที่ดี และ 2) เพื่อนำเสนอบทวิเคราะห์แนวโน้ม และความท้าทายของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐในประเด็นสุขภาวะความเป็นอยู่ที่ดี โดยอาศัยการวิเคราะห์ผ่านเอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะความเป็นอยู่ที่ดีและการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ พบว่า 1) ลักษณะและรูปแบบของสุขภาวะความเป็นอยู่ที่ดีมีฐานคติที่สำคัญในการเปลี่ยนมุมมองต่อผู้ปฏิบัติงานจากเดิมที่มีการแยกระหว่างผลการปฏิบัติงานกับชีวิตส่วนตัวของผู้ปฏิบัติงาน มาเป็นฐานคติที่ชีวิตส่วนตัวของผู้ปฏิบัติงานมีส่วนสำคัญต่อผลการปฏิบัติงาน และ 2) แนวโน้ม และความท้าทายสี่มิติของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสุขภาวะความเป็นอยู่ที่ดี 4 มิติประกอบไปด้วย (1) ความผูกพันต่อองค์การ (2) สุขภาพจิตในการปฏิบัติงาน (3) การฝึกอบรมและพัฒนา และ (4) การบริหารผลการปฏิบัติงาน</p>
ณัฐวีร์ พุ่มระชัฏร์
กานต์รวี วิชัยปะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
273
288
-
การวิจัยเชิงคุณภาพและการออกแบบการวิจัย: ทางเลือกห้ารูปแบบ (พิมพ์ครั้งที่ห้า)
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3294
<p>หนังสือ <em>Qualitative inquiry and research design: Choosing among five approaches (5th ed.)</em> หรือในชื่อภาษาไทยว่า <em>การวิจัยเชิงคุณภาพและการออกแบบการวิจัย: ทางเลือกห้ารูปแบบ (พิมพ์ครั้งที่ห้า)</em> เขียนโดย John W. Creswell และ Cheryl N. Poth ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2024 โดยสำนักพิมพ์ SAGE ถือเป็นผลงานทางวิชาการที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงการวิจัยเชิงคุณภาพระดับนานาชาติ หนังสือเล่มนี้ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจากฉบับก่อนหน้า เพื่อสะท้อนพลวัตขององค์ความรู้ด้านระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางสังคม วัฒนธรรม และวิชาการร่วมสมัย บทนำของหนังสือมุ่งวางกรอบความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของการวิจัยเชิงคุณภาพในฐานะกระบวนการแสวงหาความหมาย ความเข้าใจเชิงลึก และการตีความประสบการณ์ของมนุษย์ โดยเน้นความสำคัญของจุดยืนเชิงญาณวิทยา อภิปรัชญา และจริยธรรมของนักวิจัย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการออกแบบการวิจัยที่มีความเข้มแข็งและน่าเชื่อถือ</p>
พรรษวรรณ สุขสมวัฒน์
จำเนียร จวงตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
289
291
-
รัฐประศาสนศาสตร์กับนวัตกรรมสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3667
<p>ผู้จัดงานประชุมวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์ระดับชาติในปีนี้ (ครั้งที่ 21) คือวิทยาลัยการจัดการเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยทักษิณ โดยที่มหาวิทยาลัยทักษิณได้กำหนดทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนานวัตกรรมสังคม” ดังที่ท่านอธิการบดีได้กล่าวแนะนำไปแล้วข้างต้น ดังนั้นผู้จัดงานจึงได้กำหนดหัวข้อการสัมมนาและการปาฐกถาพิเศษในครั้งนี้ให้เป็นเรื่อง “รัฐประศาสนศาสตร์กับนวัตกรรมสังคม...” ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของมหาวิทยาลัย</p> <p> </p> <p>ตัวผมเองซึ่งเป็นองค์ปาฐกเองโดยส่วนตัวก็มีความชื่นชมและสนับสนุนจุดยืนทางวิชาการของมหาวิทยาลัยทักษิณที่มุ่งมั่นในการพัฒนามหาวิทยาลัยในด้านนวัตกรรมสังคมมาตั้งแต่เริ่มต้น อีกทั้งได้มีโอกาสร่วมกับเพื่อนคณาจารย์หลายมหาวิทยาลัยในการทำวิจัยด้านนวัตกรรมท้องถิ่นนับตั้งแต่ปี 2525 เป็นต้นมา การได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์กับบรรดานัก รปศ. รุ่นใหม่ จึงเป็นโอกาสที่ดีเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณผู้จัดงานที่กรุณาให้เกียรติและให้โอกาสมา ณ ที่นี้</p> <p> </p> <p>การปาฐกถาพิเศษในวันนี้มีประเด็นหลัก 3 เรื่องคือ (1) ทำความรู้จักกับนวัตกรรม นวัตกรรมภาครัฐ และนวัตกรรมสังคม (2) ความสัมพันธ์ระหว่างนวัตกรรมสังคมกับการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) และ (3) ข้อสังเกตสำหรับนัก รปศ. เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยด้านนวัตกรรมสังคมในอนาคต โดยผมจะให้ความสำคัญกับเรื่องสุดท้ายมากเป็นพิเศษ</p>
จรัส สุวรรณมาลา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
1
9
-
การเลือกตั้งที่มีคุณภาพ: กรณีศึกษาการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทย พ.ศ. 2562 และ พ.ศ. 2566
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/2417
<p>บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และกลไกส่งเสริมการเลือกตั้ง<br />ที่มีคุณภาพโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการรับรู้คุณภาพการเลือกตั้งที่ผ่านมาของไทยในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 และ 2566 ตลอดจนศึกษาเงื่อนไขที่มีผลต่อคุณภาพของการเลือกตั้ง<br />โดยเก็บแบบสอบถามกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,026 ชุดทั่วประเทศ ร่วมกับการศึกษาเอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จำนวน 28 ราย ผลการศึกษาพบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งมองว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาของไทย<br />ยังมีคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีอย่างน้อย 3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการเลือกตั้ง 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ที่โดยมากเป็นข้อกำหนดให้ปฏิบัติหรือห้ามปฏิบัติ ซึ่งไม่ส่งเสริมต่อการมีส่วนร่วมและกำกับติดตามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากนัก 2. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความรู้เรื่องการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งระดับน้อย และ 3. ความเชื่อและวัฒนธรรมทางการเมืองไทยยังคงส่งผลให้ญาติและเงินมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ<br />เหนือนโยบายสาธารณะ การส่งเสริมคุณภาพของการเลือกตั้งควรพิจารณาใน 2 เรื่อง 1. กำหนดกฎหมาย/ระเบียบปฏิบัติให้มีความชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงการตีความในทางปฏิบัติ และควรบรรจุเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน 2. ส่งเสริมการศึกษาทางการเมืองให้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสำนึกพลเมือง</p>
จารุวรรณ แก้วมะโน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
28
49
-
บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ปัญหาสุนัขจรจัด กรณีศึกษาเทศบาลตำบลพลายชุมพล อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/2418
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของเทศบาลตำบลพลายชุมพลในการแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัด รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ตลอดจนแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมุ่งเน้นกรณีศึกษาในเขตเทศบาลตำบลพลายชุมพล อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก การวิจัยครั้งนี้ใช้ข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของเทศบาลจำนวน 7 คน ผู้นำชุมชน 5 คน และประชาชนในพื้นที่ 5 คน รวมทั้งสิ้น 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอผลการวิจัยในลักษณะเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าเทศบาลตำบลพลายชุมพลมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดในสามด้านหลัก ได้แก่ ด้านสังคม โดยมีมาตรการติดตั้งไฟส่องสว่างในบริเวณที่มีสุนัขจรจัด และจัดสถานที่พักพิงเพื่อป้องกันไม่</p> <p>ให้สุนัขจรจัดสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน ด้านสภาพแวดล้อม โดยดำเนินการทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ เช่น การกวาดและฉีดล้างถนนอย่างสม่ำเสมอ ด้านสาธารณสุข ซึ่งดำเนินงานร่วมกับกรมปศุสัตว์ในการฉีดวัคซีนและทำหมันสุนัขจรจัดเพื่อลดจำนวนและป้องกันโรคที่อาจแพร่กระจาย อย่างไรก็ตาม เทศบาลตำบลพลายชุมพลยังคงเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ได้แก่ งบประมาณที่ไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัด การขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์และข้อจำกัดด้านช่องทางการติดต่อประสานงาน ระหว่างประชาชนกับเทศบาลที่ยังไม่ครอบคลุมและหลากหลายเพียงพอ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดมีประสิทธิภาพมากขึ้น เทศบาลตำบลพลายชุมพลควรดำเนินการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อรองรับมาตรการแก้ไขปัญหา เพิ่มบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์ให้เพียงพอต่อความต้องการและพัฒนาช่องทางการติดต่อประสานงานให้มีความหลากหลายและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นเพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลและขอความช่วยเหลือได้อย่างสะดวก</p>
อุษณียาภรณ์ ม้วนทอง
ปรวรรณ แก้วทะ
สุธีมน พรมที
ณัฎฐณิชา ยอดภักดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
50
63
-
การหวนคืนอำนาจรัฐราชการกับการถือครองความได้เปรียบผ่านสถาบัน ทางการเมืองภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายเศรษฐา ทวีสิน
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/2440
<p>นับตั้งแต่รัฐประหาร 2557 ดัชนีความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง อำนาจทางการเมืองที่ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของนักธุรกิจหรือนักการเมืองกลับถูกกระชากกลับไปสู่ข้าราชการ กำหนดวิธีการเก็บข้อมูลจากการศึกษาเอกสารและการวิเคราะห์สื่อของรัฐ ผลการศึกษาพบว่า 1) ภายหลังสิ้นสุดสงครามเย็นตัวแสดงนอกระบบราชการโดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจอย่างนายบรรหาร ศิลปอาชา นายสมชาย คุณปลื้ม และนายทักษิณ ชินวัตรได้เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองผ่านการเลือกตั้ง ทำให้อำนาจข้าราชการประจำที่เคยแข็งแกร่งก่อนหน้านี้เสื่อมลง ฝ่ายรัฐราชการจึงใช้การรัฐประหารในปี 2549 และ 2557 มาเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูและปรับสมดุลทางอำนาจ 2) ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 อันเป็นมรดกของฝ่ายอำนาจนิยม มีกลไกเชิงสถาบันสี่ด้านที่ช่วยค้ำยันอำนาจรัฐราชการ หนึ่งในนั้นคือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่เพิ่มสัดส่วนข้าราชการสองตำแหน่ง หนึ่งในนั้นคืออดีตข้าราชการจากกองทัพ ที่มีบทบาทในการตัดสินยุบพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม เช่น พรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ (พรรคก้าวไกล) รวมถึงนายเศรษฐา ทวีสิน สองการเลือกตั้ง มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบกฎ กติกาการเลือกตั้ง และสูตรคำนวณสมาชิกผู้แทนราษฎรเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายตน สามรัฐสภาโดยเฉพาะอำนาจของวุฒิสภาที่มาจากการคัดเลือกของคณะรัฐประหาร แต่กลับมีสิทธิในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีส่งผลให้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ สี่สถาบันสื่อ ปรากฏทั้งในแง่การใช้อำนาจรัฐระงับองค์กรสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล และการสร้างช่องทางสื่อสารรวมถึงโครงการมอบความช่วยเหลือต่าง ๆ ที่พ้องกับชื่อพรรคการเมืองของฝ่ายอำนาจนิยม</p>
พิษณุวัฒน์ ยาพรม
ปรางทิพย์ มั่นธร
ธนวัฒน์ ทวีชาติ
ปวริศฐ์ สุทธิภัคบริพัชร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
64
79
-
การเสริมแรงองค์กรตรวจสอบการทุจริตผลงานทางวิชาการในมหาวิทยาลัยของรัฐ
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/2460
<p>บทความนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยครั้งนี้ มีจำนวน ทั้งสิ้น 20 คน จำแนกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน คือ 1) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการตรวจสอบการซื้อขายงานวิจัยอาชญากรรมทางวิชาการ 2) นักกฎหมาย 3) นักวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์ และ 4) กลุ่มผู้บริหารมหาวิทยาลัยของรัฐ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุการซื้อขายงานวิจัยและผลงานทางวิชาการ วิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหาการ ซื้อขายงานวิจัยและผลงานทางวิชาการ และแสวงหาแนวทางการจัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจเพื่อจัดการปัญหาการซื้อขายงานวิจัยและผลงานทางวิชาการในมหาวิทยาลัยของรัฐ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สาเหตุการซื้อขายงานวิจัยและผลงานทางวิชาการ ได้แก่ 1) การขัดแย้งกันระหว่างเป้าหมายและวิธีทางไปสู่เป้าหมาย 2) การคำนึงถึงความคุ้มค่าได้ประโยชน์มากกว่าโทษที่ได้รับ สำหรับวิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหา ควรมีการอบรมข้อเท็จจริง เน้นให้ความรู้เรื่องผลกระทบจากการซื้อขายผลงานทางวิชาการ ประชาสัมพันธ์ออกสื่อที่เป็นทางการของประเทศ เน้นให้ความรู้เรื่องกฎหมาย บทลงโทษ และผลกระทบจากการซื้อขายผลงานทางวิชาการ โดยอิงตามทฤษฎีการบริหารจัดการภาครัฐ ที่เน้นการบริหารงานในภาครัฐที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม มีระบบการตรวจสอบและความโปร่งใสที่เข้มงวด จัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจเพื่อจัดการปัญหาการซื้อขายงานวิจัยและผลงานทางวิชาการในมหาวิทยาลัยของรัฐ โดย 1) การวางนโยบายและกรอบการทำงาน 2) การสร้างองค์กรเฉพาะกิจที่มีความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบและดำเนินการ องค์กรควรมีการรับรองความเป็นอิสระและปลอดภัยจากการแทรกแซงภายนอก 3) จัดตั้งระบบการตรวจสอบที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือที่ทันสมัยในการตรวจสอบและรวบรวมหลักฐาน รวมทั้งดำเนินการทางกฎหมายและการลงโทษที่เหมาะสมต่อผู้ที่กระทำผิด</p>
นิโรธรี จุลเหลา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
80
92
-
ปัจจัยองค์การที่ส่งผลต่อการจัดการความรู้ในมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/2469
<p>งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสำเร็จของการจัดการความรู้ในมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และ 2) ศึกษาปัจจัยด้านองค์การที่ส่งผลต่อการจัดการความรู้ในมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต การวิจัยเรื่องนี้เป็นวิจัยเชิงสำรวจ จากบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นคณะกรรมการจัดการความรู้ของหน่วยงานระดับคณะ สำนัก และสถาบัน ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จำนวน 10 หน่วยงาน ผู้วิจัยกำหนดโดยการคำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie & Morgan ใช้ในการประมาณค่าสัดส่วนของประชากรและกำหนดให้สัดส่วนของลักษณะที่สนใจในประชากร เท่ากับ 0.5 ระดับความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ 5% และระดับความเชื่อมั่น 95% ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 92 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ความสำเร็จของการจัดการความรู้ในมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต พบว่า ภาพรวมกระบวนการจัดการความรู้อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ตามลำดับดังนี้ การสร้างและการแสวงหาความรู้ การจัดความรู้ให้เป็นระบบ การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ และการบ่งชี้ความรู้ ส่วนกระบวนการจัดการความรู้ที่มีค่าคะแนนรองลงมา คือ การเรียนรู้ การเข้าถึงความรู้ และการประมวลและกลั่นกรองความรู้ อยู่ในระดับเห็นด้วยปานกลาง และ 2) ปัจจัยด้านองค์การที่ส่งผลต่อการจัดการความรู้มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต พบว่า ปัจจัยด้านวัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนในองค์กร อยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด ส่วนภาพรวมปัจจัยองค์การที่ส่งผลต่อการจัดการความรู้อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ตามลำดับดังนี้ ปัจจัยด้านผู้นำและการสร้างกลยุทธ์ ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจัยด้านเทคโนโลยี และปัจจัยด้านการวัดผลและการนำไปใช้ โดยมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ธวัชชัย ทุมทอง
เอกวัฒน์ ส้มแป้น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
93
106
-
ปัญหานโยบายการลิดรอนสิทธิเกี่ยวกับทรงผมนักเรียนไทย: กรณีศึกษา โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กาฬสินธุ์
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/2477
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการไว้ทรงผมของนักเรียนในโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กาฬสินธุ์ ใช้วิธีการดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย โดยการเก็บข้อมูลจากลุ่มตัวอย่างนักเรียน จำนวน 180 คน ใช้สถิติเชิงพรรณา<br />ในการวิคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับกับความต้องการไว้ทรงผมนักเรียนของนักเรียนโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กาฬสินธุ์ ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก (𝑥̅ =3.95) จำแนกรายด้านพบว่า อยู่ในความคิดเห็นของนักเรียนในการไว้ทรงผมอยู่ระดับมากทั้ง 4 ด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยในแต่ละด้านพบว่า ความต้องการมีส่วนร่วมของนักเรียน (𝑥̅ = 3.97) อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาเป็นการความเท่าเทียมในการไว้ทรงผมของนักเรียน (𝑥̅ = 3.96) การรับรู้ในเรื่องนโยบายสิทธิของทรงผมนักเรียน (𝑥̅ = 3.95) และลำดับสุดท้าย การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพทรงผมของนักเรียน (𝑥̅ = 3.90) ตามลำดับ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้เห็นว่า ผู้บริหารและบุคลากรในโรงเรียนควรทำความเข้าใจกฎระเบียบทรงผมของกระทรวงศึกษาธิการและปฏิบัติตามตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งเคารพสิทธิของนักเรียน เปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น และร่วมกันหาทางออกที่เหมาะสมต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียน</p>
เสกสรรค์ ทิพย์สิงห์
วรวุฒิ จำลองนาค
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
107
119
-
ขอบข่ายการดำเนินงานกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/2524
<p>บทความเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย ซึ่งข้อมูลที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่องรูปแบบเครือข่ายกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลตามแนวทางการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่ โดยผู้วิจัยได้ทำการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและนำข้อมูลกลับมาวิเคราะห์ร่วมกับเอกสารทางราชการและทางวิชาการประเภทต่าง ๆ ผลการศึกษาพบว่า ขอบข่ายการดำเนินงานกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุ แบ่งออกมาได้ 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) กิจกรรมด้านการศึกษา มีลักษณะเป็นการจัดอบรมระยะสั้นหรือระยะยาว การจัดอบรมทางไกลผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ประเภทต่าง ๆ และการทัศนศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกสถานที่ 2) กิจกรรมด้านนันทนาการ มีลักษณะเป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นการพักผ่อนหย่อนใจและมุ่งสร้างความบันเทิงเริงใจ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การละเล่นพื้นบ้านทั่วไป ดนตรีสันทนาการ งานอาสาสมัคร และการมุ่งศึกษาถึงแก่นธรรมะของศาสนาต่าง ๆ 3) กิจกรรมการฝึกทักษะอาชีพ มีลักษณะเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานประเภทศิลปหัตถกรรมท้องถิ่น มัคคุเทศก์ท้องถิ่น การส่งเสริมสุขภาพ กสิกรรม และเกษตรกรรม 4) กิจกรรมการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและศิลปวัฒนธรรม มีลักษณะเป็นกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น โดยการรวมกลุ่มของปราชญ์ชาวบ้านอาวุโสเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม โดยการจัดทำหลักสูตรการศึกษาให้กับบุคคลภายในชุมชนหรือกลุ่มบุคคลภายนอกที่มีความสนใจ การจัดทำคู่มือเบื้องต้นสำหรับเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณชนอย่างแพร่หลาย ตลอดจนการจัดนิทรรศการทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และระดับชาติ</p>
ยุทธศาสตร์ หน่อแก้ว
สมศักดิ์ ศรีสันติสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
120
137
-
การสำรวจสถานการณ์การจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: จุดแข็ง จุดอ่อน และข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3133
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและวิเคราะห์สถานการณ์การจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปี พ.ศ. 2566 โดยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ และมีกลุ่มตัวอย่าง คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 1,042 แห่ง เครื่องมือวิจัยคือแบบสำรวจ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ (Frequency) และร้อยละ (Percentage)</p> <p> ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ พบว่า (1) สถานการณ์การจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการองค์กร, ด้านการจัดการขยะทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง และด้านผลการดำเนินงาน และ (2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีจุดแข็งในการจัดการขยะหลายประการ แต่ก็ยังคงมีจุดอ่อนที่ควรปรับปรุงและพัฒนา กล่าวคือ ด้านการบริหารจัดการจัดองค์กร จุดแข็งประกอบด้วย วิสัยทัศน์ตระหนักถึงความเร่งด่วน นโยบายและยุทธศาสตร์ชัดเจน โครงการริเริ่มจากระดับพื้นที่ บุคลากรมีศักยภาพ มีเครือข่ายในดำเนินงาน และมีการจัดเก็บข้อมูล ขณะที่จุดอ่อนคือ การไม่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการข้อมูล ด้านการจัดการขยะ จุดแข็งประกอบด้วย การใช้หลักการและทำกิจกรรม 3Rs การสร้างความตระหนักรู้และรณรงค์ครัวเรือน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในระดับเข้มข้น ถังขยะเพียงพอ ขนาดและที่ตั้งเหมาะสม รถเก็บขนควบคุมน้ำหนักและจำกัดความเร็ว แจ้งข้อมูลข่าวสารเป็นประจำและหลายช่องทาง และสถานที่กำจัดขยะรองรับขยะได้เพียงพอ ขณะที่จุดอ่อนประกอบด้วย ถังขยะมีสภาพไม่สมบูรณ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกึ่งหนึ่งไม่ได้เก็บขนขยะแบบแยกประเภท รถเก็บขนไม่เพียงพอ ไม่ได้เก็บขนเป็นประจำทุกวัน ยังนิยมใช้วิธีกำจัดขยะแบบการเทกองกลางแจ้ง และสถานที่กำจัดขยะเกือบทุกแห่งกำจัดขยะได้ไม่ถูกต้อง และด้านผลการดำเนินงาน จุดแข็งประกอบด้วย ไม่มีขยะตกค้างในพื้นที่ มีครัวเรือนต้นแบบ และได้รับรางวัล ขณะที่จุดอ่อนประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกึ่งหนึ่งมีปริมาณขยะเท่าเดิม และบางส่วนมีปริมาณขยะเพิ่มขึ้น และยังมีปัญหาในหลายด้านทั้งอัตรากำลังคน การมีส่วนร่วม วัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักร งบประมาณ และสถานที่ในการกำจัดขยะ ดังนั้นจึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะว่า หากส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดการข้อมูลขยะด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาวัสดุอุปกรณ์ให้มีคุณภาพ และเพิ่มทางเลือกในการกำจัดขยะที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จะช่วยยกระดับการจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น</p>
วิลาวัณย์ หงษ์นคร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
138
161
-
สิทธิฟ้องคดีปกครองของกลุ่มอาชีพในจังหวัดมหาสารคาม
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3143
<p>การวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในการฟ้องคดีปกครองของคณะบุคคลที่มีลักษณะเป็นกลุ่มอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ ได้แก่ 1) ศึกษาแนวคิดและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการฟ้องคดีปกครองของคณะบุคคลที่มีลักษณะเป็นกลุ่มอาชีพ 2) ศึกษาบรรทัดฐานและแนวปฏิบัติในการพิจารณาสิทธิในการฟ้องคดีของคณะบุคคลในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม 3) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคที่กลุ่มอาชีพในจังหวัดมหาสารคามเผชิญในการเข้าถึงสิทธิในการฟ้องคดีปกครอง และ 4) พัฒนาแนวทางในการส่งเสริมสิทธิของกลุ่มอาชีพในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางปกครองอย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม</p> <p>การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยอาศัยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) จากข้อมูลกฎหมาย บรรทัดฐานของศาล และกรณีศึกษาในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามผลการวิจัยพบว่า แม้รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จะรับรองสิทธิในการฟ้องคดีของผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำหรือการละเว้นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การตีความสถานะของ คณะบุคคล โดยเฉพาะที่เป็นกลุ่มอาชีพซึ่งยังไม่ได้จัดตั้งเป็นนิติบุคคล ยังมีความไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติ แม้จะมีแนวคำพิพากษาเปิดช่องให้สามารถใช้สิทธิผ่านตัวแทนในบางกรณี แต่ในระดับพื้นที่ยังพบปัญหาเชิงโครงสร้าง ข้อจำกัดด้านกฎหมาย ความไม่รู้สิทธิ และขาดกลไกสนับสนุนทางกฎหมายอย่างเพียงพอ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าควรมีการปรับปรุงบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกำหนดมาตรการเชิงนโยบายและแนวทางส่งเสริมให้กลุ่มอาชีพสามารถใช้สิทธิในการฟ้องคดีปกครองได้อย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางปกครองอย่างมีประสิทธิภาพและเสมอภาคมากยิ่งขึ้น</p>
อมรรัตน์ อริยะชัยประดิษฐ์ นิ่มหนู
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
162
177
-
ความยืดหยุ่นของสถาบันในการยอมรับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง: มุมมองเชิงการกำกับดูแล
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3182
<p>การเปลี่ยนผ่านของระบบการเงินโลกสู่ยุคดิจิทัลได้ผลักดันให้สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) กลายเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายสำคัญในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงบริการทางการเงิน และการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ กรณีการนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้โดยธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นกรณีศึกษาเพื่อสะท้อนแนวทางการกำกับดูแลที่สร้างความสมดุลระหว่างเสถียรภาพทางกฎระเบียบ ความมั่นคงทางไซเบอร์ และความไว้วางใจของประชาชน งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์กรณีศึกษาแบบเปรียบเทียบ การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล และภาคเอกชน จำนวน 26 ราย ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารเชิงนโยบายและกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการวิเคราะห์แก่นสารและการตรวจสอบสามเส้า</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงสามมิติสำคัญของการกำกับดูแล ได้แก่ (1) ความยืดหยุ่นของสถาบัน (2) ความร่วมมือระหว่างภาคส่วน และ (3) การตอบสนองต่อบริบททางวัฒนธรรม โดยเน้นการออกแบบกรอบการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับพลวัตเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และความสัมพันธ์ทางการเงินระหว่างประเทศของไทย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายประกอบด้วยการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน การเสริมความมั่นคงทางไซเบอร์ และการออกแบบกลยุทธ์ทางการเงินที่ตอบสนองต่อบริบททางวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจและประสิทธิภาพของการกำกับดูแลในยุคดิจิทัล</p>
อรนารถ วรรณภิญโญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
178
193
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรภาครัฐไทย: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3197
<p>การศึกษาด้วยวิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์เนื้อหาในบทความวิจัยค้นหาคุณลักษณะและผลการวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรภาครัฐไทย รวมทั้งแนวทางการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มความผูกพันต่อองค์กรให้ดีขึ้น เป็นการศึกษา<br />เชิงคุณภาพโดยใช้วิธีวิจัยข้อมูลจากเอกสาร สืบค้นบทความวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ระหว่าง พ.ศ. 2558-2568 ในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) ได้บทความจากฐานข้อมูล จำนวน 883 รายการ แล้วนำมาทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ มีบทความที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดจำนวน 133 รายการ จากนั้นจึงสังเคราะห์เนื้อหาตามวัตถุประสงค์การวิจัย ผลการศึกษา พบว่า ความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรภาครัฐไทยมาจากปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ (1) ปัจจัยส่วนบุคคล อาทิ อายุ ระยะเวลาทำงาน (2) ลักษณะงาน อาทิ ความท้าทายและความหลากหลายของงาน อิสระในการทำงาน (3) คุณภาพชีวิตการทำงาน อาทิ ค่าตอบแทน โอกาสความก้าวหน้า และ (4) โครงสร้างและการบริหาร ได้แก่ ภาวะผู้นำ โดยแต่ละปัจจัยอาจส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรในระดับต่างกัน แนวทางการบริหารจัดการที่มีประสิทธิผลควรมุ่งเน้นการออกแบบงานและแรงจูงใจที่เหมาะสม การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในงาน การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เกื้อหนุน การบริหารอย่างโปร่งใสและยุติธรรม และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อสร้างความผูกพันต่อองค์กรในระยะยาว</p>
ศรันย์ดิษฐ์ เบญจพงศ์
ศิวพร โพธิวิทย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
194
209
-
ชุมชนกับการเตรียมความพร้อมต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ: กรณีศึกษาจังหวัดปัตตานี
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3203
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจทัศนคติของประชาชนที่มีต่อศักยภาพชุมชนในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางเพื่อการส่งเสริมชุมชนให้มีศักยภาพในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เทคนิควิจัยเชิงปริมาณถูกนำมาใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ ตำบลแหลมโพธิ์ ตำบลรูสะมิแล และตำบลตะโละกาโปร์ จังหวัดปัตตานีเป็นพื้นที่ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่วิจัย โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 1,226 คน ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามเชิงปริมาณเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยวัตถุประสงค์เรื่องความพร้อมของชุมชนต่อการรับมือต่อภัยพิบัติฯจะพบว่า ประเด็นเรื่องความตระหนักต่อภัยพิบัติฯที่มีต่อชุมชนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (3.15) รองลงมาคือความรู้ของผู้นำชุมชนในการรับมือต่อภัยพิบัติ (3.13) ประชาชนมีความรู้ในการรับมือกับภัยพิบัติฯ อยู่ในลำดับที่สาม (3.13) ลำดับที่สี่คือประชาชนมีความสามัคคี ในการรับมือกับภัยพิบัติฯ และประชาชนมีการเตรียมพร้อมส่วนตัวในการรับมือกับภัยพิบัติฯ (3.09) ลำดับสุดท้ายคือ ประชาชนมีเงินที่เพียงพอต่อการรับมือกับความเสียหาย (2.77) สำหรับข้อเสนอแนะต่อแนวทางเพื่อการส่งเสริมชุมชนให้มีศักยภาพในการรับมือกับภัยพิบัติฯ จะประกอบไปด้วย 1) การใช้สื่อสาธารณะที่เข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด 2) การให้ประชาชนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนในการรับมือต่อภัยพิบัติฯ 3) การเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติของบุคลากรท้องถิ่น 4) การเพิ่มความร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชน ภาคประชาสังคมให้เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือชุมชนและประชาชนต่อจัดการกับภัยพิบัติฯ 5) การสร้างความตระหนักต่อการรับมือกับภัยพิบัติเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงและความเสียหายที่มีต่อชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ผู้นำในทุกระดับและประชาชน</p>
สุรวุฒน์ ช่อไม้ทอง
ณัฐฐินันท์ ช่วยสกุล
เนตรดาว ยั่งยุบล
ศุภชัย ไตรไทยธีระ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
210
221
-
“ทุนการพัฒนาของคนจน” กับการกำหนดนโยบายและจริยธรรม : กรณีศึกษาระหว่าง IKEA-EDF และ Prudential-FOPDEV
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3233
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาบทบาทของ "ทุนการพัฒนา" (development capital) ของ "คนจน" ซึ่งมีผลต่อการกำหนดนโยบาย จริยธรรม และแนวปฏิบัติในการคัดเลือกผู้รับผลประโยชน์ ภายใต้ความร่วมมือข้ามภาคส่วน (cross-sector collaboration) โดยมุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างบริษัทข้ามชาติ และมูลนิธิในประเทศไทย เพื่อศึกษาและวิเคราะห์แนวคิดทุนการพัฒนา [1] ที่ส่งผลต่อกระบวนการสรรหาและคัดเลือกผู้รับผลประโยชน์สำหรับโครงการพัฒนา</p> <p>งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและแนวคิดของญาณวิทยา ที่สะท้อนเรื่องราวและแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริงจากพื้นที่เป้าหมาย [2] ผ่านการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์สองกรณีศึกษาระหว่าง IKEA-EDF (จังหวัดนนทบุรี) และ Prudential-FOPDEV (จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดกระบี่) โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการสนทนากลุ่ม กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการกว่า 51 คน ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิและบริษัทข้ามชาติ ผู้รับผลประโยชน์ที่ได้รับคัดเลือก คนจนที่ไม่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ และผู้นำชุมชน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวปฏิบัติของการทำงานร่วมกัน</p> <p>ผลการศึกษาพบข้อจำกัดและความท้าทายทางจริยธรรมในการคัดเลือกผู้รับผลประโยชน์สำหรับโครงการพัฒนา ซึ่งส่งผลต่อแนวคิดและทฤษฎีเรื่องความยากจน ตัวแปรที่หลากหลายของผู้รับผลประโยชน์ และเงื่อนไขของโครงสร้างโครงการพัฒนา โดยงานวิจัยในครั้งนี้พบว่า ทุนการพัฒนาของคนจน ได้แก่ ทุนรูปธรรม ทุนจิตสำนัก และทุนด้านความเชี่ยวชาญ ส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการกำหนดนโยบาย จริยธรรม และแนวปฏิบัติภายในความร่วมมือข้ามภาคส่วนระหว่างมูลนิธิและบริษัทข้ามชาติในประเทศไทย</p>
สรวิศ ลิ้มโอภาส พูลสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
222
235
-
ทุ่นระเบิดในประเทศไทยและบทบาทขององค์กรระดับชาติและระหว่างประเทศ ช่วงปี 2540-2568
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3150
<p>บทความนี้เป็นการศึกษาความพยายามของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาการเก็บและทำลายทุ่นระเบิดระหว่างปี พ.ศ. 2540-2568 ภายใต้กรอบสนธิสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิดและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) แม้ว่าประเทศไทยจะได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาออตตาวาในปี พ.ศ. 2541 และจัดตั้งคณะกรรมการปฏิบัติการทำลายทุ่นระเบิดแห่งชาติ (NMAC) และศูนย์ปฏิบัติการทำทุ่นระเบิดแห่งประเทศไทย (TMAC) เพื่อประสานงานการกำจัดทุ่นระเบิด แต่ยังคงมีความท้าทายเกี่ยวกับเรื่องนี้ การศึกษานี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ มีการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เพื่อตรวจสอบบทบาทของสถาบันระดับชาติ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคมในการกำจัดทุ่นระเบิด การให้ข้อมูลความเสี่ยง และการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมากในการลดและทำลายทุ่นระเบิดและลดการบาดเจ็บล้มตายจากทุ่นระเบิด โดยดำเนินการผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น ICRC, Handicap International และ Norwegian People’s Aid อย่างไรก็ตาม ยังคงมีช่องว่างอยู่เนื่องจากการไม่มีกฎหมายภายในประเทศที่ครอบคลุม งบประมาณที่ไม่สอดคล้องกัน และความตระหนักรู้ที่จำกัดในพื้นที่ชายแดนห่างไกล ผลการศึกษาสรุปว่า ความสำเร็จของประเทศไทยในการบรรลุสถานะปลอดทุ่นระเบิดขึ้นอยู่กับการแปลงพันธกรณีระหว่างประเทศให้เป็นนโยบายระดับชาติที่บังคับใช้ได้ การเสริมสร้างการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการส่งเสริมความร่วมมือข้ามพรมแดน การผนวกการปฏิบัติการทุ่นระเบิดไว้ในวาระความมั่นคงของมนุษย์ที่กว้างขึ้น จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และรับประกันการคุ้มครองที่ยั่งยืนสำหรับชุมชนชายแดน</p>
Bussabong Chaijaroenwatana
Md Mahbubul Haque
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
8 1
236
250