https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/issue/feed
วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
2026-09-04T14:22:53+07:00
ศาสตราจารย์ ดร.อัมพร ธํารงลักษณ์
thaipaat@gmail.com
Open Journal Systems
<p>PAAT Journal หรือ วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย (Public Administration Association of Thailand Journal) มีวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้ 1) เพื่อส่งเสริมเผยแพร่ผลงานและทัศนะทางวิชาการสาขารัฐประศาสนศาสตร์ การบริหารรัฐกิจ การบริหารกิจการสาธารณะ รัฐศาสตร์ และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 2) เพื่อเป็นการพัฒนาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ของประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า 3) เพื่อเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ของสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทยกับสมาชิกของสมาคมฯ และสังคม</p>
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3501
มโนทัศน์ผู้นำทางวิชาการและนวัตกรรม: ก้าวข้ามความล้มเหลว สู่การต่อยอดความสำเร็จเพื่อพัฒนาการศึกษาไทย
2026-03-07T15:48:41+07:00
พรรษวรรณ สุขสมวัฒน์
patsawan2549@gmail.com
จำเนียร จวงตระกูล
professordrjj@gmail.com
<p>บทความวิชาการเรื่องมโนทัศน์ผู้นำทางวิชาการและนวัตกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์และอธิบายภาพรวมของการศึกษาไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยนำเสนอสาระสำคัญสามส่วน ส่วนที่หนึ่ง กล่าวถึงปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของการศึกษาไทยซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คุณภาพการเรียนรู้ที่ไม่สม่ำเสมอ และความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย ควบคู่กับการสะท้อนความสำเร็จที่สำคัญของการศึกษาไทย อาทิ การขยายโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาวิชาชีพครู และการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ส่วนที่สอง อธิบายบทบาทของมโนทัศน์ผู้นำทางวิชาการและนวัตกรรมในฐานะกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงนโยบาย การบริหาร และการจัดการเรียนรู้ โดยมุ่งสร้างคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์ในสถานศึกษา ส่วนที่สาม นำเสนอการใช้การวิจัยทั้งสามรูปแบบ ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยแบบผสม อย่างบูรณาการ เพื่อสร้างความเข้าใจทั้งเชิงประจักษ์และเชิงลึก อันนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและการต่อยอดความสำเร็จของการศึกษาไทยให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความยั่งยืน</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3696
การสร้างทุนมนุษย์ในสถานที่สำคัญ: บ้าน ชุมชน และสถานที่ทำงาน
2026-05-12T15:18:30+07:00
จำเนียร จวงตระกูล
professordrjj@gmail.com
พรรษวรรณ สุขสมวัฒน์
patsawan2549@gmail.com
<p>หนังสือ Building Human Capital Where It Matters: Homes, Neighborhoods, and Workplaces บรรณาธิการโดย Holla, Schady และ Silva [1] เป็นรายงานเชิงนโยบายของธนาคารโลก ที่นำเสนอกรอบแนวคิดใหม่สำหรับการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยมุ่งเน้น “มิติสถานที่” (Settings-Based Approach) แทนการมองผ่านเพียงมิติภาคส่วน (Sectoral) หรือมิติช่วงชีวิต (Life-Cycle) เพียงอย่างเดียว</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/2650
ข้อเสนอเพื่อการขับเคลื่อนนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชน ใบเดียว” ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแพร่
2025-05-28T16:15:58+07:00
ทวีศักดิ์ โท๊ะทองซิว
kentaweesak1@gmail.com
<p>การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานตามนโยบาย และเพื่อจัดทำข้อเสนอสำหรับพัฒนาการขับเคลื่อนนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแพร่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริหาร และบุคลากรที่มีบทบาทหน้าที่ในการขับเคลื่อนนโยบาย จำนวน 10 คน ใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ แบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า วิเคราะห์เนื้อหา ร่วมกับแนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่ออธิบายและหาคำตอบให้กับการศึกษาครั้งนี้</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว นำมาซึ่งประโยชน์และความสำเร็จ การดำเนินงานตามนโยบายถือว่าอยู่ในระดับดีมาก การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยบริการทั้งหมดในจังหวัดแพร่ สามารถเชื่อมข้อมูลได้ทั้งหมด ร้อยละ 100 ทั้งประชาชนลงทะเบียนประวัติสุขภาพหรือ Health ID พบว่าเกินกว่า ร้อยละ 50 ส่วนการลงทะเบียนผู้ให้บริการ Provider ID อยู่ที่ร้อยละ 66 โดยในส่วนของการให้บริการผ่านเทเลเมดิซีน ผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อม จังหวัดแพร่สามารถให้บริการได้เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ โดยให้บริการมากกว่า 3,000 ครั้ง ขณะที่การนัดหมายแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ จังหวัดแพร่ได้เป็นอันดับสอง มีการนัดหมายมากกว่า 1,000 ครั้ง เพื่อยกระดับบริการสุขภาพให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพจากหน่วยบริการสาธารณสุขทุกระดับ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่สะดวก มีคุณภาพ รวดเร็ว และข้อเสนอเชิงนโยบายควรมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและเสริมสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายบรรลุเป้าหมายสูงสุดได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/2651
การพัฒนาคุณภาพบริการด้วยแอปพลิเคชันไทยดี ของที่ทำการปกครองอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่
2025-05-28T17:19:16+07:00
สิรินทร์พร วงศ์สาสาย
sirinporn.wongsasai@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินคุณภาพการให้บริการงานทะเบียนและบัตร ของที่ทำการปกครองอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ 2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของการนำแอปพลิเคชันไทยดี (ThaiD) ใช้ในการให้บริการงานทะเบียนและบัตรของที่ทำการปกครองอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางพัฒนาคุณภาพบริการด้วยแอปพลิเคชันไทยดี (ThaiD) ในงานทะเบียนและบัตร ของที่ทำการปกครองอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ โดยวิธีวิจัยแบบวิจัยเชิงผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์ค่าทางสถิติด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป และการวิจัยเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยวิธีจัดระบบข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่ วิเคราะห์ข้อมูลแบบสร้างสรุป</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพการให้บริการของงานทะเบียนและบัตร ที่ทำการปกครองอำเภอเด่นชัย อยู่ในระดับ “ดี” ครอบคลุมในทุกด้าน ได้แก่ ด้านการบริการ ด้านบุคลากร ด้านเทคโนโลยี และด้านการตอบสนองความต้องการของประชาชน 2) ปัญหาและอุปสรรคหลักในการใช้งานแอปพลิเคชัน ThaiD ได้แก่ ความไม่เข้าใจและขาดความรู้ของประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือกลุ่มประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ส่งผลให้ไม่สามารถใช้งานแอปด้วยตนเองได้ นอกจากนี้ยังพบว่า การประชาสัมพันธ์การใช้แอปพลิเคชัน ThaiD ยังไม่ทั่วถึง ประชาชนจำนวนมากไม่ทราบถึงคุณสมบัติของแอปหรือไม่ได้รับการแนะนำให้ใช้งานอย่างเป็นระบบ 3) แนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการด้วยแอปพลิเคชัน ThaiD ประกอบด้วย (1) ควรมีการอบรมให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับการใช้งานแอปพลิเคชัน ThaiD อย่างต่อเนื่อง (2) ควรส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ให้ครอบคลุมทุกช่องทาง (3) ควรพัฒนาแอปพลิเคชัน ThaiD ให้มีความหลากหลายทางภาษามีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย และรองรับกลุ่มผู้ใช้งานที่มีข้อจำกัดทางกายภาพ (4) เสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรให้มีความรู้ด้านดิจิทัลมากยิ่งขึ้น และ (5) เพิ่มการบูรณาการระบบข้อมูลกับหน่วยงานภายนอก เพื่อให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD สามารถเชื่อมโยงกับการให้บริการของหน่วยงานอื่นได้อย่างครบวงจร เป็นการยกระดับการให้บริการสาธารณะไปสู่มาตรฐาน “รัฐบาลดิจิทัล” อย่างแท้จริง</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3071
การทำนายคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลพิจิตร อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา
2025-09-30T09:03:53+07:00
นพปฎล นพประดิษฐ์
noppadon29574@gmail.com
ธนวัฒน์ สิริจิราวัชร์
Aun_world@hotmail.com
ธนาวุฒิ ตรีจุ้ย
armii153pattani@gmail.com
พรรณาย ศรียาภัย
Pannine.syp@gmail.com
วิศรุตา ทองแกมแก้ว
wisaruta.th@skru.ac.th
ไชยา เกษารัตน์
chaiya.ke@skru.ac.th
บูฆอรี ยีหมะ
bukhoree.ye@skru.ac.th
<p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ เพื่อศึกษาระดับแรงสนับสนุนทางสังคมของผู้สูงอายุ เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลพิจิตรอำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา และ เพื่อทำนายคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลพิจิตร อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา ด้วยปัจจัยการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ และปัจจัยแรงสนับสนุนทางสังคม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ ผู้สูงอายุในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลพิจิตร อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา จำนวน 285 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า ระดับการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ ระดับแรงสนับสนุนทางสังคมของผู้สูงอายุ ระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลพิจิตร อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่สามารถทำนายคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลพิจิตร อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลาได้ คือ แรงสนับสนุนทางสังคม และการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ โดยสามารถร่วมกันอธิบายการผันแปรได้ ร้อยละ 58.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ข้อเสนอแนะ ควรมีการวางแผนพัฒนาเจ้าหน้าที่ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ โดยเน้นการจัดโครงการต่าง ๆ เช่น การมีทักษะดิจิทัลเพื่อใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3076
ความยั่งยืนที่แปรผันตามพื้นที่: วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างป่าไม้ เกษตรกรรม และความยากจน
2025-09-30T22:29:51+07:00
สุดารัตน์ ปะทุมตะ
67011382003@msu.ac.th
<p>แนวคิดเรื่องความยั่งยืนมักถูกอธิบายในเชิงเป้าหมายร่วมระดับโลกที่ครอบคลุมสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมอย่างเป็นองค์รวม ทว่าในความเป็นจริง ความยั่งยืนแสดงออกอย่างไม่เท่าเทียมกันในแต่ละพื้นที่ โดยขึ้นอยู่กับบริบททางกายภาพ โครงสร้างเศรษฐกิจและทุนทางสังคม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่เกษตรกรรม การจ้างงานภาคเกษตร ประชากรชนบท ความหนาแน่นของประชากร รายได้ต่อหัว ความยากจน และทรัพยากรน้ำจืดต่อหัว โดยใช้การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson Correlation) กับข้อมูลระดับประเทศในเชิงมหภาค</p> <p>ผลการวิเคราะห์พบว่า พื้นที่ป่าไม้มีความสัมพันธ์ทางลบกับความหนาแน่นประชากร รายได้ต่อหัว และพื้นที่เกษตร ในขณะเดียวกันมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญกับทรัพยากรน้ำจืดต่อหัว ซึ่งชี้ให้เห็นบทบาทของป่าไม้ในฐานะ ทุนทางนิเวศ ที่ส่งผลต่อความมั่นคงด้านทรัพยากร การกระจายของประชากร และความเป็นอยู่ในชนบท อย่างไรก็ตาม ประชากรในพื้นที่ชนบทยังคงสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับระดับความยากจนและการพึ่งพิงภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นโครงสร้างที่อ่อนไหวต่อการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและข้อจำกัดด้านโอกาส</p> <p>ข้อค้นพบเหล่านี้สะท้อนว่า ความยั่งยืนไม่สามารถออกแบบในเชิงนโยบายแบบชุดเดียวสำหรับทุกพื้นที่ หากแต่ต้องการกรอบแนวคิดเชิงพื้นที่ (place-based policy) ที่มองเห็นความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างทรัพยากร การผลิต และความเหลื่อมล้ำอย่างลึกซึ้ง การพัฒนาโดยไม่คำนึงถึงพลวัตของพื้นที่เสี่ยงที่จะย้ำซ้ำวัฏจักรของความยากจนและการเสื่อมถอยของทุนธรรมชาติ ซึ่งจะกัดเซาะศักยภาพความยั่งยืนของระบบทั้งในระดับท้องถิ่นและชาติ</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3078
สิทธิที่ไม่เสมอภาค: วิเคราะห์โครงสร้างการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมของคนพิการในการเลือกตั้ง
2025-09-30T23:37:13+07:00
ธัญพิชา รงค์จำเริญ
67011381003@msu.ac.th
<p>ในบริบทที่ประเทศไทยและสังคมโลกต่างยอมรับหลักการของการเลือกตั้งที่ครอบคลุมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง กลุ่มคนพิการยังคงเผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การใช้สิทธิเลือกตั้ง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างการเข้าถึง โดยประกอบด้วยหน่วยเลือกตั้ง บริการช่วยเหลือเพื่อการเข้าถึง บทบาทของผู้นำทางสังคม การรับรู้เกี่ยวกับสิทธิในการมีส่วนร่วม และอัตราการใช้สิทธิเลือกตั้งของคนพิการในประเทศไทย โดยใช้การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Correlation) กับข้อมูลทุติยภูมิที่เกี่ยวข้อง ผลการวิเคราะห์พบว่าปัจจัยด้านโครงสร้างมีความสัมพันธ์ในระดับสูงมากระหว่างกัน (r = 1.000, p < .001) จึงสะท้อนให้เห็นถึงระบบบริการที่เคลื่อนพร้อมกันในลักษณะรวมศูนย์ ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้เรื่องสิทธิกับการใช้สิทธิเป็นไปในทิศทางบวก (r = .784) แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p > .05) ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมของคนพิการอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "การจัดให้มี" (เชิงเทคนิค) เพียงอย่างเดียว แต่กับ "ความรู้สึกว่ามีสิทธิที่จะมีส่วนร่วม"</p> <p> งานวิจัยนี้จึงเสนอว่าการออกแบบนโยบายเลือกตั้งที่เป็นธรรมสำหรับคนพิการจำเป็นต้องข้ามพ้นจากกรอบการอำนวยความสะดวกเชิงเทคนิค ไปสู่การส่งเสริมสำนึกแห่งสิทธิ ความมั่นใจในตนเอง และการสร้างพื้นที่สาธารณะที่รองรับบทบาทของคนพิการในฐานะพลเมืองที่เท่าเทียมในระบอบประชาธิปไตย</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3079
พลวัตอำนาจกับสุขภาวะ: ภาษีมูลค่าเพิ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพไทย
2025-09-30T22:41:19+07:00
จารุวรรณ พนมเขต
jaruwan.pnk2@gmail.com
<p> การกระจายอำนาจทางการคลังในภาคสาธารณสุขไม่ใช่เพียงกลไกในการถ่ายโอนภารกิจเชิงบริหาร แต่เป็นกระบวนการจัดระเบียบความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐส่วนกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการจัดบริการสุขภาพและการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ กับตัวชี้วัดด้านสุขภาวะ การลงทุนทางสังคม และดัชนีความเหลื่อมล้ำ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลระดับมหภาคของประเทศไทย โดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการจัดสรรงบประมาณผ่านกลไกภาษีมูลค่าเพิ่มมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับอายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดและระดับการใช้จ่ายด้านสุขภาพ และมีความสัมพันธ์เชิงลบกับค่าดัชนีความเหลื่อมล้ำ จำนวนการเกิดมีชีพ และจำนวนเตียงโรงพยาบาลต่อประชากร อันสะท้อนถึงพลวัตของอำนาจเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อความสามารถของ อปท. ในการกำหนดนโยบายสุขภาพเชิงรุก ทั้งนี้ การวิเคราะห์ยังเผยให้เห็นข้อจำกัดเชิงระบบของโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ที่อาจขัดขวางการพัฒนาเชิงพื้นที่ ที่มีความยั่งยืน งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การกระจายอำนาจด้านการบริการสุขภาพ จำเป็นต้องมีมากกว่าการถ่ายโอนทรัพยากรทางการคลัง หากแต่ต้องควบคู่ไปกับการเสริมสร้างสมรรถนะสถาบัน การเพิ่มขีดความสามารถเชิงนโยบายของท้องถิ่น และการจัดวางระบบธรรมาภิบาลที่เปิดพื้นที่ให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อให้สุขภาวะเป็นผลลัพธ์ของความเสมอภาคทางสังคม ไม่ใช่เพียงผลพวงของการจัดสรรงบประมาณเชิงเทคนิค</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3083
ประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: กรณีศึกษา เทศบาลเมืองมหาสารคาม
2025-09-30T23:48:23+07:00
ภัทรวดี ครูมงคล
67011381012@msu.ac.th
<p>ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นแหล่งรายได้สำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใช้สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่และการให้บริการสาธารณะ อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษียังคงประสบปัญหาและอุปสรรคหลายประการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ของท้องถิ่น การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของเทศบาลเมืองมหาสารคาม และ 2) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ใช้การวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 400 ราย ด้วยแบบสอบถาม และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของเทศบาลเมืองมหาสารคามโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยยังพบปัญหาและอุปสรรคด้านความร่วมมือของผู้เสียภาษี ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายภาษี ความไม่สมบูรณ์ของฐานข้อมูลทรัพย์สิน และข้อจำกัดด้านบุคลากร แนวทางในการส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ได้แก่ การพัฒนาฐานข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การเพิ่มประสิทธิภาพการประชาสัมพันธ์และการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ตลอดจนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินงานด้านภาษี</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3116
การยอมรับเทคโนโลยีและคุณภาพบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของ GEN Z อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
2025-10-09T15:13:04+07:00
จุฑามาศ มหาพรหม
651071115@tsu.ac.th
ชนิกานต์ รัตติโชติ
651071119@tsu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยี และปัจจัยด้านคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภค Gen Z เขตอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่างคือประชาชน Gen Z จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.993 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง โสด ระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพนักเรียน/นักศึกษา และมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน โดยกลุ่มตัวอย่างสั่งซื้อสินค้าออนไลน์เฉลี่ยเดือนละ 1–7 วัน และสั่งซื้อเป็นประจำร้อยละ 33.5 การวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมานใช้ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ปัจจัยด้านการยอมรับการใช้เทคโนโลยี (X1) และปัจจัยด้านคุณภาพบริการ (X2) ผลการวิเคราะห์ได้สมการถดถอยพหุคูณ ดังนี้ Y = 0.642 + 0.264X<sub>1</sub>+ 0.598X<sub>2</sub> สรุปผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านคุณภาพการบริการ โดยเฉพาะด้านการเข้าถึงบริการ เช่น การเข้าถึงข้อมูล โปรโมชั่น ความสะดวกในการชำระเงิน และการติดตามพัสดุแบบเรียลไทม์ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภค Gen Zเขตอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดกลยุทธ์ด้านการบริการของธุรกิจออนไลน์ต่อไป</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3138
การพัฒนาเทศบาลตำบลรูสะมิแลสู่การเป็นท้องถิ่นอัจฉริยะ: ปัญหา อุปสรรค และแนวทางเสริมสร้างการบริหารจัดการท้องถิ่นดิจิทัล
2025-10-17T14:48:31+07:00
ดุษณ์ดาว เลิศพิพัฒน์
dujdao.l@psu.ac.th
สุธิรัส ชูชื่น
suthirus.c@psu.ac.th
นัจมีย์ หมัดมาน
dujdao.l@psu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของเทศบาลตำบล รูสะมิแล จังหวัดปัตตานี ในการพัฒนาไปสู่การเป็น “ท้องถิ่นอัจฉริยะ” (Smart Local Governance) และ (2) เสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการท้องถิ่นดิจิทัลให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่ม ได้แก่ (1) บุคลากรของเทศบาลตำบลรูสะมิแล จำนวน 13 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และ (2) ประชาชนในพื้นที่ จำนวน 450 คน ซึ่งสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาและอุปสรรคหลักของเทศบาลตำบลรูสะมิแล ได้แก่ การเข้าถึงบริการดิจิทัลของประชาชนที่ยังอยู่ในระดับปานกลาง การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลยังจำกัดอยู่เพียงบางช่องทาง เช่น เว็บไซต์หรือเฟซบุ๊ก และขาดความหลากหลายของบริการออนไลน์ ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และทักษะด้านดิจิทัล ส่วนแนวทางการพัฒนาพบว่า เทศบาลควรเน้นการออกแบบบริการดิจิทัลที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ การประชาสัมพันธ์และอบรมทักษะดิจิทัลให้ครอบคลุมทุกกลุ่มประชาชน ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรภายในให้มีสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อให้เทศบาลสามารถขับเคลื่อนไปสู่ “ท้องถิ่นอัจฉริยะ” ได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3229
ธรรมาภิบาลของยุทธศาสตร์ไผ่ลู่ลม: การบริหารจัดการความพึ่งพิงซับซ้อนของไทยต่อสหรัฐอเมริกาและจีน
2025-11-14T07:09:57+07:00
อรุณรัตน์ จินดา
arunrat@vru.ac.th
<p>ท่ามกลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและจีนที่ทวีความเข้มข้นขึ้นในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาและวิเคราะห์ ธรรมาภิบาลของยุทธศาสตร์ไผ่ลู่ล่ม (Hedging Strategy) ของประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐขนาดกลางที่ต้องเผชิญกับสถาวะความพึ่งพิงที่ซับซ้อน (Complex Interdependence) ต่อมหาอำนาจทั้งสอง กล่าวคือ การพึ่งพิงด้านความมั่นคงกับสหรัฐอเมริกาและการพึ่งพิงด้านเศรษฐกิจกับจีน แม้ว่ายุทธศาสตร์ไผ่ลู่ล่มจะเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวาง แต่องค์ความรู้ปัจจุบันยังขาดการวิเคราะห์กระบวนการจัดการภายในรัฐที่ทำให้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์กลไกการบริหารจัดการของรัฐไทยในการรับมือกับแรงกดดันที่ขัดแย้งกันจากสหรัฐอเมริกาและจีน 2) ศึกษาบทบาทของ Soft Power ในฐานะเครื่องมือสนับสนุนยุทธศาสตร์ไผ่ลูล่ม และ 3) วิเคราะห์ความท้าทายเชิงธรรมาภิบาลในการสร้างเอกภาพเชิงนโยบายระหว่างหน่วยงานรัฐ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis) ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐ ข้อเสนอหลักของบทความนี้ชี้ให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ไผ่ลู่ลมของไทยมิใช่เพียงท่าทีทางการทูตที่หยุดนิ่ง แต่เป็น “กระบวนการธรรมาภิบาลเชิงรุก” ที่ต้องอาศัยการเจรจาต่อรอง ประสานงาน และประนีประนอมอย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยงานรัฐที่หลากหลาย โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายเศรษฐกิจ นอกจากนี้ Soft Power ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อสร้างพื้นที่ทางการทูตและลดแรงเสียดทานจากภายนอก อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การสร้างเอกภาพเชิงนโยบายภายในรัฐเอง</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3230
ผลกระทบของอุทกภัยต่อระบบนิเวศและแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป ตำบลเฉลิม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส
2025-11-14T10:08:17+07:00
โนรบัยนู กามา
norbainu8959@gmail.com
บารมี หลังยาหน่าย
ming.baramee@gmail.com
ศรัน เนื้อน้อย
norbainu8959@gmail.com
ฟาเตนนูรอาซูวา เงาะ
norbainu8959@gmail.com
ซูลฟาร์ มายิ
norbainu8959@gmail.com
อัสรี ยูโซะ
norbainu8959@gmail.com
<p>การวิจัยนี้ผลกระทบของอุทกภัยต่อระบบนิเวศและแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป ตำบลเฉลิม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาผลกระทบของอุทกภัยที่มีต่อระบบนิเวศอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป และ 2. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวหลังเกิดอุทกภัยอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป การวิจัยในครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) ซึ่งใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากศึกษาข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 6 คน โดยผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเฉลิม จำนวน 1 คน เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประจำอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป จำนวน 1 คน และประชาชนในพื้นที่ จำนวน 4 คน การวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์เนื้อหาจากการศึกษา รวบรวมข้อมูลจากบทความที่เกี่ยวข้อง และจากการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยการสรุปประมวลผลและนำเสนอในเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1. อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. 2566 ส่งผลกระทบหลากหลายด้าน ได้แก่ ผลกระทบด้านระบบนิเวศน์ ผลกระทบด้านพืชผลทางการเกษตร และผลกระทบด้านอาคารบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน 2. แนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวหลังเกิดอุทกภัยอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป พบว่า หลังจากเกิดอุทกภัยอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป จำเป็นต้องมีแนวทางการพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวให้กลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน โดยแนวทางหลักที่ควรดำเนินการ ได้แก่ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเตรียมความพร้อมและเตือนภัย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแบบยั่งยืน และบทบาทและการมีส่วนร่วมของชุมชน แนวทางเหล่านี้จะช่วยอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปสามารถฟื้นตัวจากอุทกภัยและพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3231
การบริหารจัดการกิจกรรมนอกชั้นเรียนเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำของนิสิตในฐานะพลเมืองตื่นรู้ มหาวิทยาลัยทักษิณ
2025-11-14T10:55:45+07:00
จิดาภา สุวรรณฤกษ์
jidapa@tsu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารจัดการกิจกรรมนอกชั้นเรียนที่ส่งเสริมภาวะผู้นำของนิสิตในฐานะพลเมืองตื่นรู้ ณ มหาวิทยาลัยทักษิณ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกนิสิตแกนนำสโมสรนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ จำนวน 5 คน ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต และผู้ประสานงานรายวิชา จำนวน 2 คน รวมถึงการสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของนิสิตที่เรียนรายวิชา การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองและวิธีครูบนฐานชุมชนแห่งการเรียนรู้และพลเมือง จำนวน 60 คน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การบริหารกิจกรรมนอกชั้นเรียนที่มีประสิทธิภาพควรเน้นการมีส่วนร่วมของนิสิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผน ดำเนินงาน จนถึงการประเมินผล โดยกิจกรรมที่ส่งเสริมภาวะผู้นำได้ดี กิจกรรมจิตอาสาและบริการชุมชนที่เปิดโอกาสให้นิสิตได้แสดงบทบาทผู้นำจริงในสถานการณ์จริง การบูรณาการกับรายวิชาเรียน และการมีพี่เลี้ยงหรืออาจารย์ที่ให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยเสริมที่สำคัญ ข้อเสนอแนะ ควรพัฒนาระบบสนับสนุนและการจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนานิสิตให้เป็นผู้นำที่มีจิตสาธารณะและจิตสำนึกพลเมืองอย่างยั่งยืน</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3251
แนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสินค้าชุมชนเข้าสู่วิสาหกิจชุมชนของจังหวัดเพชรบูรณ์
2025-11-21T22:13:04+07:00
องอาจ ลานจันทร์
ongaaj@hotmail.com
อรุณ สนใจ
intira-too@hotmail.co.th
ธีรภัทร กิจจารักษ์
teeraphat.kit@pcru.ac.th
สุพรรณี ตั้งจิตเจริญกุล
intira-too@hotmail.co.th
เชาว์ เอื้อเฟื้อ
intira-too@hotmail.co.th
อินทิรา เนียมถนอม
intira-too@hotmail.co.th
พรรณนภา จีนะสอน
intira-too@hotmail.co.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของผู้ประกอบการสินค้าชุมชน ของจังหวัดเพชรบูรณ์ และเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสินค้าชุมชนเพื่อยกระดับเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของจังหวัดเพชรบูรณ์ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้ประกอบการสินค้าชุมชนเข้าสู่วิสาหกิจชุมชน จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการแบบสร้างข้อสรุป</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาและอุปสรรคของผู้ประกอบการสินค้าชุมชน ของจังหวัดเพชรบูรณ์ คือขาดทุนและการเงิน ขาดความรู้และทักษะ การเข้าถึงทรัพยากร และปัญหาด้านการบริหารจัดการ โดยได้เสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการสินค้าชุมชนเข้าสู่วิสาหกิจชุมชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ คือ ควรเพิ่มการฝึกอบรมผู้ประกอบการ ควรจัดให้มีการให้คำปรึกษาและขอรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ควรเพิ่มการเชื่อมโยงและเครือข่ายการสร้างพื้นที่ในการเรียนรู้ ควรสนับสนุนการเข้าถึงทรัพยากรที่เหมาะสมและการสร้างความต่อเนื่องยั่งยืน</p> <p> จากผลการศึกษา ยังชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของภาครัฐในการกำหนดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการพัฒนาผู้นำชุมชนให้มีภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง มีคุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารจัดการ รวมถึงส่งเสริมการสื่อสาร การประสานงาน และการตลาดแบบบูรณาการ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าชุมชนในระดับประเทศและต่างประเทศ</p> <p> งานวิจัยนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาโมเดลการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการสินค้าชุมชนของจังหวัดเพชรบูรณ์ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และเป็นต้นแบบให้กับการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป อันจะนำไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนอย่างแท้จริง</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3253
รูปแบบการจัดการองค์ความรู้เชิงบูรณาการ : กรณีศึกษาเทศบาลตำบลท่าพล เทศบาลตำบลหล่มเก่า และเทศบาลตำบลบ้านโภชน์ จังหวัดเพชรบูรณ์
2025-11-22T21:30:11+07:00
สุพรรณี ตั้งจิตเจริญกุล
supannee.tan@pcru.ac.th
ธีรภัทร กิจจารักษ์
teeraphat.kit@pcru.ac.th
กมลวิช ลอยมา
supannee.tan@pcru.ac.th
อรุณ สนใจ
supannee.tan@pcru.ac.th
สุภชัย ตรีทศ
supannee.tan@pcru.ac.th
องอาจ ลานจันทร์
supannee.tan@pcru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บริบทของการจัดการองค์ความรู้เชิงบูรณาการ เพื่อศึกษาองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการองค์ความรู้เชิงบูรณาการ และเสนอรูปแบบการจัดการองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์องค์กรและตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษานี้ใช้วิธีวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ยกกรณีศึกษาเทศบาลตำบลท่าพล เทศบาลตำบลหล่มเก่า และเทศบาลตำบลบ้านโภชน์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื่องจากระบบการจัดการความรู้ของเทศบาลทั้ง 3 แห่ง มีความโดดเด่นและมีการเผยแพร่องค์ความรู้ที่สามารถสืบค้น เช่น เว็บไซด์ของหน่วยงานซึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม แต่ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นการบริหารภายในและขาดการเชื่อมโยงกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่าง “องค์ความรู้ที่มี” กับ “องค์ความรู้ที่จำเป็น” ในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลเชิงกลยุทธ์ เช่น ความต้องการของประชาชนและผลการประเมินความพึงพอใจ ยังไม่ถูกนำมาใช้ในการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ</p> <p>จากการศึกษารูปแบบการจัดการองค์ความรู้เชิงบูรณาการ กรณีศึกษาเทศบาลตำบลท่าพล เทศบาลตำบลหล่มเก่า และเทศบาลตำบลบ้านโภชน์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ผลการศึกษาพบว่าการจัดการองค์ความรู้ของเทศบาลในจังหวัดเพชรบูรณ์ยังคงอยู่ในลักษณะการปฏิบัติตามข้อบังคับ มากกว่าการใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่น แม้จะมีความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีและการจัดทำคลังความรู้ดิจิทัล แต่ยังขาดการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์องค์กรและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การสังเคราะห์ผลการศึกษาได้นำไปสู่การพัฒนา “รูปแบบการจัดการองค์ความรู้เชิงบูรณาการเพชรบูรณ์ (Phetchabun IKM Model)” ซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) การเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์และผลการดำเนินงาน (2) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ (3) กระบวนการจัดการความรู้สองราง ทั้งความรู้ชัดแจ้งและความรู้ฝังลึก (4) วัฒนธรรมและแรงจูงใจในการเรียนรู้ร่วม และ (5) วงจรการเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง รูปแบบนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้เชิงยุทธศาสตร์” ที่สามารถสร้างคุณค่าร่วมและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชนและส่งเสริมการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3238
บันทึกการเข้าร่วมโครงการ Seminar on Smart Manufacturing Application and Management for Belt and Road Countries ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน Record of participation in the Seminar on Smart Manufacturing Application and Management for Belt and Road Countries in the People's Republic of China
2025-11-16T07:36:03+07:00
ณัฐภัทร์ รักวงศ์วาน
faasnpr@ku.ac.th
พัชรา จตุรโกมล
papaisud@hotmail.com
<p>โครงการ Seminar on Smart Manufacturing Application and Management for Belt and Road Countries (SMBC) เป็นโครงการพัฒนาบุคลากรภาครัฐในกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ ข้อริเริ่มเข็มขัดและเส้นทาง (Belt and Road Initiative หรือ BRI) โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ CIFAL Shanghai โดยการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Ministry of Commerce) ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Ministry of Foreign Affairs)</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3072
บริการสาธารณะในยุคดิจิทัล: เส้นทางของรัฐบาลไทยสู่ความเป็นรัฐบาลดิจิทัล
2025-09-30T17:32:49+07:00
วิสุทธิณี ธานีรัตน์
twisuttinee@gmail.com
<p>ที่ผ่านมาภาครัฐไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาและการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด และเมื่อโลกเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางความคิดในทุกภาคส่วนจึงเกิดขึ้น โดยเฉพาะภาครัฐไทยได้เริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ ตลอดจนได้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริหารราชการไทย ทั้งด้านการให้บริการแก่ประชาชน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ในหลากหลายมิติไม่ว่าจะเป็นการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ การเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน การเข้าถึงบริการของภาครัฐ ดังนั้น เพื่อให้ภาครัฐได้รับประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีดิจิทัล หน่วยงานภาครัฐจึงมีความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันพัฒนาและยกระดับภาครัฐในภาพรวมให้ก้าวสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน และก้าวทันความเปลี่ยนแปลงในเวทีโลกได้</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3131
“ความจน” ในวาทกรรมรัฐ: การวิเคราะห์การสร้างความชอบธรรมของนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
2025-10-15T10:49:02+07:00
อเนก สุขดี
political.psru@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กระบวนการสร้างความชอบธรรมของนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านปัญหาการใช้วาทกรรมความยากจนที่รัฐเป็นผู้ผลิตและสื่อสารออกมา การศึกษาใช้วิธีการวิเคราะห์ วาทกรรมแนวหลังโครงสร้างนิยม ผลการศึกษาพบว่า รัฐสร้างวาทกรรมที่นิยามความจนว่า เป็นปัญหาและความรับผิดชอบส่วนบุคคลซึ่งทำให้กระบวนการคัดกรองผู้มีคุณสมบัติกลายเป็นเรื่องชอบธรรมและส่งผลให้นโยบายได้รับการยอมรับโดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง ข้อเสนอแนะที่สำคัญคือ ควรมีการทบทวนวาทกรรมดังกล่าว และเปลี่ยนมุมมองต่อนโยบายสวัสดิการจากการให้ความช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไขไปสู่การยืนยันสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐาน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระยะยาว</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/3205
นโยบายโทษประหารชีวิตในบริบทที่เปลี่ยนแปลง: บทวิเคราะห์กรณีเปรียบเทียบนอร์เวย์กับไทย
2025-11-05T19:26:05+07:00
ไพศาล บรรจุสุวรรณ์
pisan.b@psu.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ (1) เพื่อศึกษาสถานการณ์และบริบทนโยบายโทษประหารชีวิตในประเทศไทย (2) วิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายการลงโทษผู้กระทำผิดอาญาร้ายแรงระหว่างไทยกับนอร์เวย์โดยเฉพาะกรณีแอนเดอร์ส เบห์ริง เบรวิก ผู้ก่อเหตุสังหารหมู่ 77 ราย แต่ได้รับโทษจำคุกสูงสุด 21 ปี และ (3) เสนอแนะเชิงนโยบายต่อประเทศไทยในประเด็นโทษประหารชีวิต บทความตั้งคำถามถึงหลักสิทธิมนุษยชน ระบบยุติธรรม และเป้าหมายของการลงโทษในบริบทวัฒนธรรมและการเมืองที่ต่างกันอย่างมาก ผลการศึกษาชี้ว่า วิธีคิดที่ต่างกันเกี่ยวกับ “ความยุติธรรม” และ “การลงโทษ” นำไปสู่แนวนโยบายที่แตกต่าง การปฏิรูปนโยบายโทษประหารชีวิตจึงควรเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของรัฐและสังคมต่ออาชญากรรมและการลงโทษ โดยมุ่งสู่แนวทางสากลที่เน้นการฟื้นฟูมากกว่าการตอบโต้ด้วยความรุนแรง ข้อเสนอแนะคือรัฐควรยึดหลักสิทธิมนุษยชน กระบวนการยุติธรรมในแบบสากล โดยส่งเสริมความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมทั้งพัฒนานโยบายลงโทษทางเลือกแทนการประหารชีวิต เพื่อป้องกันอาชญากรรมอย่างยั่งยืน</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย