วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru <div>วารสารฯ มี วัตถุประสงค์ <span lang="TH">1) เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่วิทยาการ ความรู้ ความคิดทางวิชาการ และวิชาชีพ</span>สาขาวิชาบริหารธุรกิจ บัญชี นิเทศศาสตร์ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การจัดการท่องเที่ยวและบริการ เศรษฐศาสตร์ ระบบสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 2) <span lang="TH">เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาด้านวิทยาการจัดการที่จะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษา คณาจารย์ และผู้สนใจทั่วไป โดยรับพิจารณาบทความวิจัย บทความวิชาการ ที่มีคุณค่าทางวิชาการ สามารถใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงทฤษฏีและเชิงปฏิบัติได้อย่างกว้างขวาง</span> </div> คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี th-TH วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี 2697-5823 แรงจูงใจ สภาพแวดล้อมในการทำงาน และนวัตกรรมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสังกัดสำนักงานทรัพยากรน้ำพื้นที่ภาคเหนือ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/3562 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นด้านแรงจูงใจ สภาพแวดล้อมในการทำงาน นวัตกรรม และประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสังกัดสำนักงานทรัพยากรน้ำพื้นที่ภาคเหนือ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านแรงจูงใจ สภาพแวดล้อมในการทำงาน และนวัตกรรมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสังกัดสำนักงานทรัพยากรน้ำพื้นที่ภาคเหนือ กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรสังกัดสำนักงานทรัพยากรน้ำพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 155 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม ใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติอนุมาน วิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบ Enter</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นด้านแรงจูงใจส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสังกัดสำนักงานทรัพยากรน้ำพื้นที่ภาคเหนือมีความสำคัญอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน มีความสำคัญอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านนวัตกรรม มีความสำคัญอยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ 2) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบ Enter พบว่าด้านแรงจูงใจ ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน และด้านนวัตกรรมส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสังกัดสำนักงานทรัพยากรน้ำพื้นที่ภาคเหนือ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากผลดังกล่าว สามารถทำนายประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสังกัดสำนักงานทรัพยากรน้ำพื้นที่ภาคเหนือ ได้ร้อยละ 72.8</p> จิตสุภา เอี่ยมวิจารณ์ ธนกร สิริสุคันธา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 8 1 1 19 การออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารยั่งยืนในบางกระสอบ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/3242 <p> การวิจัยแบบผสมผสานนี้ มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ (1) เพื่อวิเคราะห์สภาพแวดล้อมแหล่งท่องเที่ยวเชิงอาหาร (2) เพื่อออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารอย่างยั่งยืน และ (3) เพื่อศึกษาความพร้อม และความเป็นไปได้ของชุมชนในการมีส่วนร่วมพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารอย่างยั่งยืน ตำบลบางกระสอบ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้มาโดยการเลือกแบบผสมผสาน ประกอบด้วย (1) นักศึกษาหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จำนวน 18 คน (2) นักท่องเที่ยวชาวไทย จำนวน 19 คน และ (3) ชุมชน จำนวน 11 คน รวมทั้งสิ้น 48 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม แบบสอบถามความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว และแบบการประเมินตนเองของชุมชนตำบลบางกระสอบที่มีส่วนร่วมในการจัดเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอาหาร โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหานำข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวนำร่อง และแบบประเมินตนเองของชุมชนบางกระสอบ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ มาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การท่องเที่ยวเชิงอาหารในตำบลบางกระสอบสามารถเสริมสร้างประสบการณ์ ที่หลากหลายให้กับนักท่องเที่ยว และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวทางด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารอย่างยั่งยืน ตำบลบางกระสอบ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ในภาพรวมพบว่า มีความพึงพอใจมากที่สุด ( x̅ = 4.6, SD = 0.12) นอกจากนี้ ชุมชนมีความพร้อม และมีความเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารอย่างยั่งยืน การประเมินตนเองทางด้านความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวในภาพรวมของชุมชนในการมีส่วนร่วมพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารอย่างยั่งยืน พบว่า มีความพร้อมมาก ( x̅ = 4.2, SD = 0.18) การวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอาหารในพื้นที่อื่นๆและเป็นแนวทางในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น</p> ณัฐนรี สมิตร ลลิตา ชัยเพชร ธชธรรม แซ่โค้ว นิรุตติ เฟื่องขจร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 8 1 20 35 การรับรู้และความพร้อมของประชาชนไทยต่อระบบข้อความแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินระดับชาติของภาครัฐในการจัดการภัยพิบัติ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/3456 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อสำรวจทัศนคติและความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติของประเทศไทยในปัจจุบัน 2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารภัยพิบัติของประชาชนไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครจำนวน 1,230 กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ทัศนคติและความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติของประเทศไทยในปัจจุบัน ความคิดเห็นต่อความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติในภาพรวม ประชาชนส่วนใหญ่ขาดความเชื่อมั่นในศักยภาพการรับมือภัยพิบัติของประเทศ ความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ ไม่พร้อม ร้อยละ 52.4 ประเทศไทยไม่มีความพร้อมด้านภัยแผ่นดินไหว ไม่พร้อมร้อยละ 51.1 สึนามิ ไม่พร้อม ร้อยละ 50.7 พายุน้ำป่าไหลหลาก ไม่พร้อม ร้อยละ 51.8 ในส่วนของความคิดเห็นต่อระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินในด้านระบบแจ้งเตือน ร้อยละ 49.4 ระบบส่งข้อความเตือนภัยฉุกเฉินระดับชาติจากภาครัฐ ไม่มีความพร้อม ร้อยละ 48.7 และความเข้าใจของประชาชนถึงความเข้าใจในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ พบว่า ไม่มีความพร้อม/ไม่เข้าใจ ร้อยละ 48.7 2. พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารภัยพิบัติของประชาชนไทย ช่องทางการรับข่าวสาร หากเกิดภัยพิบัติ ช่องทางที่ประชาชนจะใช้ติดตามข่าวสารมากที่สุดคือ Facebook ร้อยละ 46.2 X (Twitter) ร้อยละ 35.6 Instagram (IG) ร้อยละ 35.4 ในขณะที่ช่องทางการสื่อสารในอดีตได้รับความนิยมน้อยกว่า เช่น วิทยุกระจายเสียง ร้อยละ 25.8 และระบบส่งข้อความเตือนภัยฉุกเฉินระดับชาติจากภาครัฐ ร้อยละ 25.5 ความต้องการยกระดับระบบแจ้งเตือน ร้อยละ 68.5 เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ภาครัฐควรยกระดับการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพ</p> ดรุษ ประดิษฐ์ทรง สิงห์ สิงห์ขจร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 8 1 36 46 ปัจจัยการตลาดดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่ การวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้าง https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/3484 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดสอบแบบจำลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยการตลาดดิจิทัลกับพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยใช้การวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าออนไลน์จำนวน 420 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม AMOS</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ²/df = 1.87, CFI = .96, TLI = .95, RMSEA = .045) โดยประสบการณ์ผู้ใช้ (β = .44) และ ความน่าเชื่อถือออนไลน์ (β = .38) มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ คุณภาพเนื้อหา (β = .21) มีอิทธิพลทางตรงในระดับปานกลาง และ การตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลทางอ้อมผ่านความน่าเชื่อถือออนไลน์ (β = .41)</p> <p> ในเชิงทฤษฎี ผลการวิจัยช่วยขยายองค์ความรู้ด้านพฤติกรรมผู้บริโภคในบริบทดิจิทัล โดยยืนยันบทบาทของความน่าเชื่อถือออนไลน์ในฐานะตัวแปรสื่อกลางที่สำคัญระหว่างกิจกรรมการตลาดและการตัดสินใจซื้อ ขณะที่ในเชิงปฏิบัติ องค์กรควรให้ความสำคัญกับการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้และการสร้างความไว้วางใจควบคู่กับการพัฒนาเนื้อหาที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลในระยะยาว</p> <p> </p> ธีรเดช ทิวถนอม ดิศพงษ์ จิตร์บำรุง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 8 1 47 62 การพัฒนาเกมดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/3274 <p> การจัดทำวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาเกมดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 2) เพื่อประเมินคุณภาพของเกมดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ ด้านการออกแบบ ด้านเนื้อหา และด้านการเล่นและแก้ปัญหาภายในเกม โดยเกมที่พัฒนาขึ้นเป็นเกมในรูปแบบเกมปริศนา ใช้กลไกการลากตัวอักษรเพื่อสะกดคำ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติของผู้เรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เกมดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และแบบประเมินคุณภาพของเกมดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านการศึกษา จำนวน 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา จำนวน 3 ท่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เกมดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.12, S.D. = 0.27) เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า ด้านการออกแบบภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅ = 4.58, S.D. = 0.20) ด้านเนื้อหาภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.33, S.D. = 0.37) ด้านการเล่นและแก้ปัญหาภายในเกมภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 3.80, S.D. = 0.36) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าเกมดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมต่อการนำไปใช้เป็นสื่อสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับผู้เรียนระดับประถมศึกษา โดยเฉพาะการส่งเสริมการเรียนรู้คำศัพท์และทักษะการสะกดคำผ่านกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ</p> พัทธนันท์ อ่ำดำ สุเมธ ใจเย็น พิทักษ์พงษ์ คมพุดซา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 8 1 63 79 การพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่าย กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนผู้สูงอายุกลุ่มสตรี คลองตะเค็ดฝั่งตะวันตก จังหวัดสมุทรปราการ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/2783 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพช่องทางการจัดจำหน่ายเครื่องประดับหินนำโชคของกลุ่ม (2) พัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายเครื่องประดับหินนำโชครูปแบบใหม่ และ (3) ถ่ายทอดกระบวนการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายเครื่องประดับหินนำโชครูปแบบใหม่ของวิสาหกิจชุมชนผู้สูงอายุกลุ่มสตรีคลองตะเค็ดฝั่งตะวันตก จังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประชากรเชิงปริมาณคือผู้บริโภคที่สนใจเครื่องประดับหินนำโชค กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ได้มาจากการคำนวณด้วยสูตรของ Cochran และใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ส่วนกลุ่มเป้าหมายเชิงคุณภาพคือ กรรมการวิสาหกิจชุมชนฯ จำนวน 10 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงจากผู้มีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี เก็บข้อมูลด้วยเทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการจัดกลุ่มประเด็นและพรรณนาความ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพช่องทางการจัดจำหน่ายเครื่องประดับหินนำโชคเดิม มี 2 ประเภท คือ ช่องทางทางตรงผ่านหน้าร้าน 2 แห่ง และช่องทางทางอ้อมผ่านการขายส่ง โดยกลุ่มยังมีปัญหาขาดความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล 2) การพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายเครื่องประดับหินนำโชครูปแบบใหม่ ได้ผลลัพธ์เป็นช่องทางออนไลน์ 1 ช่องทาง คือแอปพลิเคชัน Shopee และ 3) การถ่ายทอดกระบวนการพัฒนาช่องทางจัดจำหน่ายดำเนินการผ่านการสนทนากลุ่ม (Focus Group) และการฝึกปฏิบัติจริง (Workshop) โดยสอนสมาชิกกลุ่มให้สามารถดาวน์โหลด สมัครใช้งาน ลงรูปภาพสินค้า และเขียนคำอธิบายรายละเอียดเครื่องประดับหินมงคลในแอปพลิเคชัน Shopee ได้อย่างถูกต้อง</p> มงคล เทียมถนอม ปฐมพงษ์ บำเริบ วสุธิดา นักเกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 8 1 80 98 การพัฒนาสื่อมัลติมีเดีย เรื่อง “ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการสูบบุหรี่” https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/3466 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์และออกแบบ 2) พัฒนา และ 3) ประเมินคุณภาพสื่อมัลติมีเดีย เรื่อง “ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการสูบบุหรี่” การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงประเมินที่ใช้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลคือผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและด้านสื่อมัลติมีเดีย จำนวน 5 ท่าน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง “ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการสูบบุหรี่” และ 2) แบบประเมินคุณภาพสื่อมัลติมีเดียโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วยข้อคำถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และข้อคำถามปลายเปิด แบบประเมินได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์และออกแบบสื่อมัลติมีเดีย ผู้วิจัยได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มเยาวชนและวัยทำงาน ออกแบบสื่อในรูปแบบแอนิเมชัน 2 มิติ ความยาว 3.47 นาที โดยแบ่งโครงสร้างเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บทนำ ช่วงกลาง และบทสรุป 2) ผลการพัฒนาสื่อมัลติมีเดีย พบว่า สื่อที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียงบรรยาย และเสียงประกอบ และภายหลังการทดสอบเบื้องต้น ผู้วิจัยได้ปรับปรุงตัวสะกด ระดับเสียง ภาพกระตุก และระยะเวลาในการนำเสนอก่อนนำไปประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ และ 3) ผลการประเมินคุณภาพสื่อมัลติมีเดีย พบว่า คุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.57, S.D. = 0.50) โดยด้านเนื้อหา ด้านเสียงและภาษา และด้านภาพนิ่งอยู่ในระดับมากที่สุด ขณะที่ด้านการนำเสนอข้อมูล ด้านภาพเคลื่อนไหว และด้านตัวอักษรและข้อความอยู่ในระดับมาก ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนว่า สื่อมีจุดเด่นด้านความถูกต้องและความชัดเจนของเนื้อหา การใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และความสอดคล้องระหว่างภาพกับเสียงบรรยาย</p> ลัดดา ศรีโสภา แอนนา พายุพัด วรรณพร จิตรสังวรณ์ นพรัตน์ ปัญญาดิลกพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 8 1 99 117 การศึกษาปัจจัยและแนวทางการบริหารจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษาชุมชนกุฎีจีน https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/3634 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยองค์ประกอบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกรณีศึกษาชุมชนกุฎีจีน 2) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกรณีศึกษาชุมชนกุฎีจีน โดยใช้ ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมายซึ่งประกอบด้วยผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ผู้นำชุมชนจำนวน 6 คน กลุ่มที่ 2 ผู้ประกอบการในชุมชนกุฎีจีนจำนวน 8 คน และกลุ่มที่ 3 นักท่องเที่ยวระดับคุณภาพจำนวน 12 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนกุฎีจีนมีศักยภาพสูงในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยมีจุดแข็งในด้านมรดกทางวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตของชุมชน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ ได้แก่ การขาดโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการบริหารจัดการการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ การขาดพื้นที่สำหรับจัดแสดงสินค้าและบริการ และการขาดแผนงานที่สนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมเศรษฐกิจของชุมชนในระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว การจัดตั้งศูนย์กลางชุมชนจึงถูกเสนอให้เป็นแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในชุมชนกุฎีจีน โดยศูนย์กลางแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานด้านการท่องเที่ยว พื้นที่จัดแสดงสินค้าและบริการของชุมชน และแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของกุฎีจีน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ชุมชนสามารถจัดการทรัพยากรของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว</p> อัศวิน ใช่วิวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 8 1 118 128 แนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการออมเงินของครัวเรือนในระดับชุมชน กรณีศึกษาชุมชนพร้อมจิตร อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/3651 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการออมของครัวเรือนในระดับชุมชน บูรณาการทฤษฎีวงจรชีวิต (Life-Cycle Hypothesis: LCH) และทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) เพื่ออธิบายพฤติกรรมการออมของครัวเรือน และนำเสนอแนวทางส่งเสริมการออมที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนพร้อมจิตร เทศบาลตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ บทความนี้ใช้การศึกษาเชิงเอกสารและการวิเคราะห์เชิงแนวคิด โดยสังเคราะห์องค์ความรู้จากหนังสือ ตำรา บทความวิชาการ งานวิจัย และรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมการออมของครัวเรือนได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ปัจจัยเชิงพฤติกรรม และปัจจัยด้านทุนทางสังคมของชุมชน โดยรายได้ การวางแผนตามช่วงชีวิต ทัศนคติ บรรทัดฐานทางสังคม การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม และความรู้ทางการเงิน ล้วนมีบทบาทต่อการตัดสินใจออมของครัวเรือน นอกจากนี้การสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน และสถาบันการเงินในท้องถิ่นยังช่วยเสริมสร้างวินัยและความต่อเนื่องในการออม บทความนี้เสนอว่า การส่งเสริมพฤติกรรมการออมควรดำเนินการแบบบูรณาการทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ พฤติกรรม และทุนทางสังคมของชุมชน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือนและความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นแนวทางในการพัฒนามาตรการส่งเสริมการออมที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน</p> สุวรรณา รุจิโมระ ฎายิน พรยุทธพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 8 1 129 142