https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/issue/feed วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี 2025-12-30T00:00:00+07:00 สำนักงานกองบรรณาธิการวารสารฯ ms_journal@dru.ac.th Open Journal Systems <div>วารสารฯ มี วัตถุประสงค์ <span lang="TH">1) เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่วิทยาการ ความรู้ ความคิดทางวิชาการ และวิชาชีพ</span>สาขาวิชาบริหารธุรกิจ บัญชี นิเทศศาสตร์ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การจัดการท่องเที่ยวและบริการ เศรษฐศาสตร์ ระบบสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 2) <span lang="TH">เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาด้านวิทยาการจัดการที่จะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษา คณาจารย์ และผู้สนใจทั่วไป โดยรับพิจารณาบทความวิจัย บทความวิชาการ ที่มีคุณค่าทางวิชาการ สามารถใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงทฤษฏีและเชิงปฏิบัติได้อย่างกว้างขวาง</span> </div> https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/2929 วัฒนธรรมองค์การแห่งการเรียนรู้กับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล: กรอบแนวคิดบูรณาการและข้อเสนอเชิงทฤษฎี 2025-09-12T15:10:00+07:00 Wang Donghui donghuiwang72@gmail.com ธนกร สิริสุคันธา noithonglek@hotmail.com สุรชัย กังวล surachai_k@mju.ac.th <p> บทความนี้มีความสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างในงานวิจัยที่มีอยู่ โดยแม้ว่าจะมีการศึกษาเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และวัฒนธรรมองค์การแห่งการเรียนรู้ มาแล้ว แต่ยังขาดการเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในองค์การ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ในการสังเคราะห์และบูรณาการองค์ความรู้จากหลายมุมมอง เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนเกี่ยวกับการนำวัฒนธรรมองค์การแห่งการเรียนรู้และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมาประยุกต์ใช้ในบริบทยุคดิจิทัล โดยเน้นถึงบทบาทของผู้นำในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างความสามารถขององค์การในการปรับตัว บทความเสนอกรอบแนวคิดบูรณาการที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมองค์การแห่งการเรียนรู้กับภาวะผู้นำ การเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยเน้นการพัฒนาผู้นำที่มีทักษะในการจัดการความรู้และกระตุ้นการสร้างนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของพนักงานในลักษณะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ผ่านกระบวนการที่เน้นการเรียนรู้และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ในเชิงวิชาการ บทความนี้เปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การแห่งการเรียนรู้และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งช่วยขยายขอบเขตความรู้เดิมในด้านการจัดการองค์การและพฤติกรรมผู้นำการเปลี่ยนแปลงในเชิงปฏิบัติ การประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดที่เสนอจะช่วยให้องค์การสามารถจัดการความรู้และเสริมสร้างนวัตกรรมในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถปรับตัวได้ดีขึ้นในยุคดิจิทัลและบรรลุความสำเร็จอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/3218 การพัฒนารูปแบบและองค์ประกอบกระบวนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ: กรณีศึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านงานฝีมือบ้านผาหนาม ตำบลป่าไผ่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน 2025-11-17T01:35:12+07:00 กนกพร เอกกะสินสกุล kanokporn@lpru.ac.th พรนภา บุญนำมา phornnaphaboon@gmail.com สยุมภู อุนยะพันธ์ mist_white23@hotmail.com เบญจวรรณ ดิษฐชาวนา benchawan@g.lpru.ac.th ปัทมา อภิชัย pattama.apic@gmail.com <p> </p> <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบและองค์ประกอบกระบวนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน บ้านงานฝีมือบ้านผาหนาม และเพื่อประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบและองค์ประกอบกระบวนการสื่อสารในการทำงานของกลุ่ม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากประชากรซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทุกคน จำนวน 25 คน ใช้เทคนิคการทำสัมภาษณ์เชิงลึก เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการจำแนกและจัดระบบข้อมูล (typology and taxonomy) และการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) รูปแบบการสื่อสารในการทำงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน บ้านงานฝีมือบ้านผาหนาม มี 5 รูปแบบ คือ การสื่อสารแบบบนลงล่าง การสื่อสารแบบล่างขึ้นบน การสื่อสารแบบทแยง การสื่อสารแบบแนวนอน และการสื่อสารแบบวงกลม 2) การสร้างรูปแบบและองค์ประกอบกระบวนการสื่อสารในการทำงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน พบว่า สมาชิกระดับปฏิบัติการ มีความเข้าใจองค์ประกอบการติดต่อสื่อสารอย่างมาก และมีการนำรูปแบบการสื่อสารทั้ง 5 รูปแบบไปใช้ในการสื่อสารทำงานของกลุ่ม 3) การประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบและองค์ประกอบกระบวนการสื่อสารในการทำงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน บ้านงานฝีมือบ้านผาหนาม พบว่า รูปแบบกระบวนการสื่อสารที่มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อการทำงานของกลุ่มมากที่สุด คือ ด้านการสื่อสารแบบบนลงล่าง เพราะมีความรวดเร็ว งานถูกต้อง สำเร็จตามเวลาช่วยลดอุปสรรคการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรูปแบบการสื่อสารที่มีความเหมาะสมน้อยที่สุดคือ ด้านการสื่อสารแบบวงกลม เพราะ สมาชิกทุกคนมีโอกาสกระจายข่าวสารเท่ากัน โอกาสที่เนื้อหาสารจะบิดเบือนสูง สอดคล้องกับโครงสร้างหน่วยงานที่มีประธานเพียงคนเดียว</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/2004 การประเมินความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ ในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี 2025-02-11T09:44:54+07:00 กมลศักดิ์ วงศ์ศรีแก้ว kamolsak.w@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นและเสนอแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพในศตวรรษที่ 21 ให้กับนักศึกษา กรณีศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี กลุ่มตัวอย่างคือ อาจารย์จำนวน 154 คนที่ปฏิบัติการสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลด้านความต้องการจำเป็น และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 3 คน ได้แก่ หัวหน้าหลักสูตร คณบดี และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ค่าสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสถิติ t และค่า PNI ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 57.14) มีอายุ 41–50 ปี (ร้อยละ 44.81) และมีประสบการณ์สอน 11–15 ปี (ร้อยละ 29.22) จบการศึกษาระดับปริญญาโท (ร้อยละ 69.48) ในด้านความต้องการจำเป็น พบว่าค่าเฉลี่ยของระดับการปฏิบัติจริงต่ำกว่าระดับที่คาดหวังในทุกประเด็นย่อย ซึ่งเป็นองค์ประกอบของการสอนเพื่อพัฒนาทักษะผู้เรียนสู่การทำงานและการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยพบว่าค่า PNI สูงสุดในด้านการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เกิดทักษะการเข้าสังคมของผู้เรียน (PNI=0.758) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างมีความต้องการพัฒนาการสอนในทุกประเด็นให้ดียิ่งขึ้น</p> <p> แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่ได้จากการสัมภาษณ์ ได้แก่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบทำงานเป็นกลุ่ม การกระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นและตั้งเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งการจัดอบรมผู้สอนให้มีความรู้ในวิธีสอนที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นของผู้เรียน และการบูรณาการทักษะเหล่านี้ลงในรายวิชาศึกษาทั่วไปของมหาวิทยาลัย</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/2314 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP จังหวัดสมุทรปราการให้ยั่งยืนด้วยการบริหารความเสี่ยง ด้านการตลาด ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภายใต้ชีวิตวิถีใหม่ 2025-03-06T13:34:19+07:00 กรวิทย์ ต่ายกระทึก gronravit.t@dru.ac.th <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาและประเมินความเสี่ยงด้านการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ OTOP จังหวัดสมุทรปราการ ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทของชีวิตวิถีใหม่ 2) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการความเสี่ยงด้านการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ OTOP จังหวัดสมุทรปราการ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทของชีวิตวิถีใหม่ และ 3) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงด้านการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ OTOP จังหวัดสมุทรปราการ ให้มีความยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทของชีวิตวิถีใหม่ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้ทั้งวิธีการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ประกอบการ OTOP ในจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 382 ราย และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 16 ราย ซึ่งแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการ OTOP 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด 3) บุคลากรภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และ 4) ผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ OTOP เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 และค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่าความเสี่ยงด้านการตลาดในภาพรวมอยู่ในระดับต่ำ (ค่าเฉลี่ย = 4.18) โดยความเสี่ยงด้านการสร้างภูมิคุ้มกันมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านความรู้ ด้านความมีเหตุผล ด้านความพอประมาณ และด้านคุณธรรม ตามลำดับ ส่วนผลการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่า ตัวแบบการจัดการความเสี่ยงมีความสมบูรณ์ ควรปรับลดจำนวนข้อคำถามในแบบประเมินความเสี่ยงจากเหลือด้านละ 3 ข้อ รวมเป็น 15 ข้อ เพื่อให้เหมาะสมและง่ายต่อการตอบ และแนวทางการพัฒนา OTOP จังหวัดสมุทรปราการให้ยั่งยืน ด้วยการบริหารความเสี่ยงด้านการตลาด ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ชีวิตวิถีใหม่ จากการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลเห็นพ้องกันว่า ควรมีแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP เช่น การสร้างมูลค่าเพิ่มการพัฒนาออกแบบตราสินค้า (Branding) ให้เป็นที่รู้จัก บรรจุภัณฑ์มีความทันสมัยมากเพิ่มขึ้น รวมถึงการจดสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ หรือเครื่องหมายการค้า</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/2955 การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ผงโรยข้าวผักเคลเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ของวิสาหกิจชุมชนพัฒนาสาครบุรี 2025-08-29T15:49:18+07:00 จีรภรณ์ กิจเจริญ Jeeraporn.ki@bsru.ac.th นิตยา มณีวงศ์ msnittaya@bsru.ac.th วิชุณี สารสุวรรณ wichunee.sa@bsru.ac.th อภิญญา นุชนารถ apinya.nu@bsru.ac.th พรรณพิชญา อัญชันภาติ panpichaya.an@bsru.ac.th สุพรรณิการ์ ชาคำรุณ supannikar.ch@bsru.ac.th มนชนก จุลสิกขี Manachanok.J@bsru.ac.th <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) ซึ่งผสมผสาน ทั้งวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาผลิตภัณฑ์ผงโรยข้าวผักเคลเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพของวิสาหกิจชุมชนพัฒนาสาครบุรี 2) ศึกษาการยอมรับของผู้บริโภค และ 3) วิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ กระบวนการวิจัยเริ่มต้นจากการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ร่วมกับชุมชนจำนวน 2 สูตร คือ สูตรที่ 1 ผสมธัญพืช และสูตรที่ 2 ผสมธัญพืชและเนื้อปลา จากนั้นทำการประเมินการยอมรับจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคที่เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 100 คน โดยใช้เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สูตรที่ 2 ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=3.96; S.D.=0.75) ซึ่งสูงกว่า สูตรที่ 1 (x̅=3.60; S.D.=0.79) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านรสชาติ (x̅=4.13; S.D.= 0.72) สำหรับ ผลการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์สูตรที่ 2 ที่ได้รับเลือก พบว่าการบริโภค 1 ซอง (6 กรัม) ให้พลังงาน 30 กิโลแคลอรี และโซเดียมเพียง 130 มิลลิกรัม คิดเป็นประมาณร้อยละ 6 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะต่อผู้บริโภคต่อการใส่ใจสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ผงโรยข้าวเคลจึงถือว่าเป็นนวัตกรรมอาหารทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ทั้งสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่วิสาหกิจชุมชนต่อไป</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/1928 อิทธิพลของการรับรู้คุณค่าต่อความตั้งใจซื้อซ้ำโปรตีนจากพืชของผู้บริโภคเจเนอเรชั่น Y ในจังหวัดพิษณุโลก 2025-02-03T15:08:46+07:00 ณฐวัฒน์ พระงาม nathawat1417@gmail.com ถนัด ดาวเวียง tongthanat@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้คุณค่า และความตั้งใจซื้อซ้ำโปรตีนจากพืชของผู้บริโภคเจเนอเรชั่น Y ในจังหวัดพิษณุโลก และ 2) ศึกษาอิทธิพลของการรับรู้คุณค่าที่มีต่อความตั้งใจซื้อซ้ำโปรตีนจากพืชของผู้บริโภคเจเนอเรชั่น Y ในจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคือ ผู้บริโภคเจเนอเรชั่น Y ในจังหวัดพิษณุโลกที่เคยซื้อโปรตีนจากพืช จำนวน 385 ราย โดยใช้วิธีการสุ่มแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมระดับการรับรู้คุณค่าของผู้บริโภคเจเนอเรชั่น Y ในจังหวัดพิษณุโลก อยู่ในระดับมาก ( x̅ = 3.77) ความตั้งใจซื้อซ้ำโปรตีนจากพืชของผู้บริโภคเจเนอเรชั่น Y ในจังหวัดพิษณุโลก อยู่ในระดับมาก (x̅ = 3.73) ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณรายด้าน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 พบว่า ความตั้งใจซื้อซ้ำเกิดจากอิทธิพลของการรับรู้คุณค่า ตัวแปรที่มีอำนาจพยากรณ์สูงสุดคือ ด้านความเสี่ยงที่รับรู้ (β = .525, Sig = .000) รองลงมาคือ ด้านคุณภาพที่รับรู้ (β = .368, Sig = .017) และด้านคุณประโยชน์ที่รับรู้ (β = .112, Sig = .000) โดยทั้ง 3 ตัวแปรร่วมกันพยากรณ์ความตั้งใจซื้อซ้ำโปรตีนจากพืชของผู้บริโภคได้ร้อยละ 66.20 (R<sup>2</sup> = 66.2) ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชให้ตรงกับการรับรู้คุณค่าของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย</p> <p> </p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/2021 การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการทางการเคลื่อนไหว ในพื้นที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ 2025-02-13T10:00:38+07:00 นุชรา แสวงสุข enyouseeh@hotmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการทางการเคลื่อนไหวในพื้นที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อพัฒนากิจกรรมนันทนาการเพื่อการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการทางการเคลื่อนไหวตามเส้นทางการท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ และ3) เพื่อประเมินเส้นทางการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการทางการเคลื่อนไหวในพื้นที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักท่องเที่ยวผู้สูงอายุและคนพิการทางการเคลื่อนไหวที่มีประสบการณ์ในการเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่นี้ จำนวน 8 ท่าน มีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แนวทางการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุและคนพิการทางการเคลื่อนไหว จำนวน 400 ท่าน มีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการท่องเที่ยว ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยว จำนวน 13 ท่าน มีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินเส้นทางการท่องเที่ยว วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และผู้วิจัยดำเนินการสำรวจแหล่งท่องเที่ยวโดยใช้แบบสำรวจข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> เส้นทางการท่องเที่ยว มีลักษณะเป็นการท่องเที่ยวแบบค้างคืนจำนวน 2 วัน 1 คืน โดยประกอบไปด้วย 7 จุด ได้แก่ 1) วัดเอี่ยมประชานิมิต (วัดแหลมฟ้าผ่า) 2) ศาลเจ้าพ่อปากอ่าว 3) วัดไตรมิตรวราราม 4) ป้อมพระจุลจอมเกล้า จากนั้นเดินทางพักค้างแรมโฮมสเตย์ที่ 5) ชุมชนบ้านขุนสมุทรจีน จากนั้นเข้าสู่วันที่ 2 เดินทางสู่ 6) วัดขุนสมุทราวาส และ 7) ศาลเจ้าพ่อโกมินทร์</p> <p> กิจกรรมนันทนาการในแต่ละแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่ 1) กิจกรรมถ่ายรูป ไหว้พระ และชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมต่าง ๆ 2) กิจกรรมสักการะ ขอพร และชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามริมแม่น้ำ 3) กิจกรรมไหว้พระ ชมทิวทัศน์ริมน้ำ 4) กิจกรรมชมทิวทัศน์ที่สวยงามบนสะพานที่ยื่นออกไปริมน้ำ มีทางลาดขึ้นสู่สะพาน สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชมพิพิธภัณฑ์ ป้อมปราการ และชมความสวยงามภายนอกของเรือหลวงแม่กลอง 5) กิจกรรมชมบรรยากาศชุมชนริมทะเลอ่าวไทยจากระเบียงห้องพักโฮมสเตย์ วิถีชีวิตชุมชนประมง กิจกรรมประดิษฐ์พวงกุญแจจากขยะทะเล สักการะศาลเจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชาย ชมพิพิธภัณฑ์บ้านขุนสมุทรจีน และรับประทานอาหารทะเล รวมถึงอาหารพื้นถิ่น 6) กิจกรรมไหว้พระ และชมวิวทิวทัศน์ริมทะเล และ 7) กิจกรรมสักการะ ขอพร และชมวิวทิวทัศน์ริมแม่น้ำ</p> <p> ผลการประเมินเส้นทางการท่องเที่ยว พบว่า ระดับความเหมาะสมของเส้นทางการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการทางการเคลื่อนไหวในพื้นที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ มีผลการประเมินมีค่าเฉลี่ยของระดับความเหมาะสมมากกว่า 3.51 ทุกข้อ สอดคล้องกับเกณฑ์การนำผลการประเมิน มาปรับปรุง คือ การนำรายการที่ผลการประเมินมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 3.51 มาปรับปรุงพัฒนา และยอมรับรายการที่ผลการประเมินมีค่าเฉลี่ยมากกว่า 3.51</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/2926 การสร้างสรรค์คอนเทนต์อาหารท้องถิ่นผ่านติ๊กต็อก กรณีศึกษา เบลล่า วิถีไทย 2025-08-20T10:39:51+07:00 พันธกานต์ ทานนท์ phanthakan.tha@dpu.ac.th อานนท์ บัวภา arnon.bua@dpu.ac.th ปารินทร์ เจือสุวรรณ์ Prakodkarn59@gmail.com <p> แอปพลิเคชันติ๊กต็อกเข้ามาแปลงโฉมภูมิทัศน์สื่อดิจิทัลของประเทศไทย ส่งผลต่อกระบวนทัศน์และสถานะของผู้ใช้สื่อให้กลายเป็นติ๊กต็อกเกอร์ที่สามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้หลากหลายและง่ายดาย เบลล่า วิถีไทย เป็นอีกหนี่งกรณีศึกษาที่ได้รับความนิยมกับการนำเสนอคอนเทนต์ด้านอาหารท้องถิ่น จึงเป็นที่มาของบทความวิจัยนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการนำเสนอด้านรูปแบบและเนื้อหา ผ่านการวิเคราะห์เนื้อหาจากคลิปวิดีโอในปี พ.ศ. 2567 ที่มียอดการรับชมมากที่สุดในแต่ละเดือน จำนวน 12 คลิป</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์สามารถนำเสนอเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านรูปแบบและเนื้อหา โดยในด้านรูปแบบการนำเสนอ มีการใช้เทคนิคการถ่ายทำ การตัดต่อ การใช้เสียง และการใช้ภาษาท้องถิ่นที่สอดคล้องกับลักษณะของแพลตฟอร์มและความต้องการของผู้ชมในยุคดิจิทัล ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศและกระตุ้นอารมณ์ร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนด้านเนื้อหา พบว่า ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ได้ให้ความสำคัญกับการเลือกหัวข้อที่เชื่อมโยงกับวัตถุดิบท้องถิ่น การรักษาโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ชัดเจน และการนำเสนอคุณค่าความเป็นไทยอย่างเรียบง่ายและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้ชม โดยผสมผสานความบันเทิงเข้ากับการสื่อสารวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว ส่งผลให้ช่องมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น และสามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชมได้ในวงกว้าง ทั้งในแง่ของการเข้าถึงอารมณ์และการจดจำคอนเทนต์ในระยะยาว</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/msdru/article/view/3019 กลยุทธ์การสร้างอัตลักษณ์แบรนด์บุคคลเพื่อการสื่อสารการตลาดดิจิทัล กรณีศึกษา “จูดี้ จารุกิตติ์” 2025-10-09T09:09:52+07:00 วรพงษ์ ปลอดมูสิก worapong.plo@dpu.ac.th ปัณณ์ ณัฐพงษ์ แสงสุวรรณ punnnatthapong.san@dpu.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสร้างอัตลักษณ์แบรนด์บุคคลของ “จูดี้ จารุกิตติ์” และเพื่อสังเคราะห์กลยุทธ์ด้านการสร้างแบรนด์บุคคลที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานด้านการสื่อสารการตลาดดิจิทัล เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 4 คน ร่วมกับการวิจัยเอกสารจากสื่อดิจิทัลจำนวน 4 แพลตฟอร์ม ตามแนวคิดของ Scott (1990; 2006) ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการสร้างอัตลักษณ์แบรนด์บุคคลของจูดี้มีกระบวนการผสานความจริงใจความสม่ำเสมอและบุคลิกภาพที่แตกต่าง โดยใช้องค์ประกอบด้านการสร้างอัตลักษณ์บุคคลที่สื่อสารผ่านทางภาพลักษณ์ น้ำเสียง และพฤติกรรม ผสมผสานกับการสื่อสารอัตลักษณ์ผ่านหลายแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยจากข้อมูลผู้ติดตามทั้ง 4 แพลตฟอร์มรวมมากกว่า 1,545,800 คน พบว่า อินสตาแกรมมีสัดส่วนผู้ติดตามสูงสุดคิดเป็น 41.15% รองลงมาคือติ๊กต๊อกจำนวน 26.38% ส่วนเฟซบุ๊กจำนวน 23.29% และ ยูทูบจำนวน 9.18% ตามลำดับ การใช้สื่อหลากหลายแพลตฟอร์มดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างการเชื่อมโยงและความสอดประสานของอัตลักษณ์แบรนด์บุคคลให้มีความต่อเนื่อง เลือกใช้กลยุทธ์การสร้างแบรนด์บุคคลด้วยกลยุทธ์การสื่อสารตัวตน กลยุทธ์ด้านการสร้างสรรค์เนื้อหาและกลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง วางจุดขายหลักเน้นการนำเสนอความสนุก อารมณ์ขันและความอบอุ่น สร้างภาพลักษณ์ที่สดใสเข้าถึงง่ายและจริงใจ มุ่งออกแบบเนื้อหาให้เหมาะสมกับแต่ละแพลตฟอร์ม สร้างอัตกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีการผสมผสานความธรรมดาของชีวิตประจำวันกับความพิเศษ โดยวางตำแหน่งตนเองเป็นเพื่อนหรือคนในครอบครัวของผู้ติดตาม ทำให้เกิดอัตลักษณ์ที่น่าเชื่อถือและใกล้ชิดผู้ติดตาม ส่งผลให้มีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดตามอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ผลของการสร้างและสื่อสารตัวตนสามารถต่อยอดสู่บทบาทของผู้ร่วมสร้างคอนเทนต์และพรีเซนเตอร์กับแบรนด์ต่าง ๆ และยังสามารถแบรนด์สินค้าของตนเองได้สำเร็จอีกด้วย</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี