วารสารครุศาสตร์อภิวัฒน์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jott <p><strong>วารสารครุศาสตร์อภิวัฒน์ </strong>มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การวิจัย วารสารมุ่งเน้นบทความทางด้านการสอนภาษาไทย ด้านการศึกษา นวัตกรรมการศึกษา หลักสูตรและการสอน การศึกษาเชิงประยุกต์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์ ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> th-TH boonmee.pan@mcu.ac.th (ผศ.ดร.บุญมี พรรษา) giggoodvachira@gmail.com (Vachiravich Pattarakiattinan) Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 จากใบงานสู่แบบฝึกทักษะ: การยกระดับกิจกรรมแนะแนว https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jott/article/view/3021 <p>ครูแนะแนวใช้ใบงานเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดกิจกรรมแนะแนว เพื่อสร้างประสบการณ์และทักษะชีวิตแก่ผู้เรียน แต่เน้นเพียงแค่การให้ข้อมูลผ่านการปฏิบัติกิจกรรมตามใบงาน โดยไม่ได้สร้างโอกาสให้ผู้เรียนฝึกทักษะและประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง จึงไม่สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 บทความนี้เสนอการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้แบบฝึกทักษะที่มีโครงสร้างสามส่วน คือ ส่วนให้ความรู้ ส่วนฝึกปฏิบัติให้ชำนาญ และส่วนประเมินผล ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกวิเคราะห์ ตัดสินใจ และประยุกต์ใช้จนเกิดความชำนาญ</p> <p>แบบฝึกทักษะสามารถพัฒนาทักษะชีวิตและถ่ายโอนการเรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ได้ดีกว่าใบงาน ครูแนะแนวควรนำมาใช้ในบริการแนะแนวทั้ง 5 บริการ บทความเสนอกระบวนการนำไปใช้ 3 จังหวะ ได้แก่ การเตรียมความพร้อมและสร้างแรงบันดาลใจ การฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลอง และการยืนยันและถ่ายโอนสู่ชีวิตจริง พร้อมแนวทางการออกแบบ การทดลองใช้ และการประเมินผลที่เป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพการแนะแนวจากการรับข้อมูลสู่การพัฒนาทักษะชีวิตที่ถ่ายโอนได้จริง</p> เจษฎา บุญมาโฮม (ผู้แต่ง); พรพรรณ เผือกผ่อง, นลินทิพย์ คชพงษ์, เอกชัย ไวยโสภี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์อภิวัฒน์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jott/article/view/3021 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความเข้าใจมโนมติกระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบทำนาย-สังเกต–อธิบาย https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jott/article/view/2949 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบความเข้าใจมโนมติกระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ และ 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจมโนมติกระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบทำนาย-สังเกต–อธิบาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง อำเภอวังสามหมอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี จำนวน 24 คน ใช้แบบแผนการวิจัยกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบทำนาย-สังเกต–อธิบาย เรื่อง กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ จำนวน 4 แผน 2) แบบทดสอบความเข้าใจมโนมติกระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบ t-test for Dependent Samples และ Chi-Square แบบ McNemar ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความเข้าใจมโนมติกระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศหลังเรียน (=26.08 คิดเป็นร้อยละ 72.45) สูงกว่าก่อนเรียน (=10.71 คิดเป็นร้อยละ 29.75) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01, และ 2) นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจมโนมติหลังเรียนจากไม่สอดคล้องกับแนวคิดวิทยาศาสตร์เป็นสอดคล้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์มากกว่าจากสอดคล้องกับแนวคิดวิทยาศาสตร์เป็นไม่สอดคล้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์</p> เฉลิมวุฒิ วิชัยศรี, จันทร์จิรา จูมพลหล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์อภิวัฒน์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jott/article/view/2949 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ENHANCING การส่งเสริมความเข้าใจมโนมติการอนุรักษ์พลังงานและความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jott/article/view/2931 <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบความเข้าใจมโนมติการอนุรักษ์พลังงาน และ 2) ศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักศึกษาโดยการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ประเภทพาณิชกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี จำนวน 19 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เป็นการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน จำนวน 4 แผน แบบวัดความเข้าใจมโนมติการอนุรักษ์พลังงาน และแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สถิติที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบไปด้วย ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบ t-test for dependent sample และ Chi-Square แบบ McNemar ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความเข้าใจมโนมติหลังเรียน (=17.79 คิดเป็นร้อยละ 74.12) สูงกว่าก่อนเรียน (= 6.26 คิดเป็นร้อยละ 26.10) นักศึกษาส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงระดับความเข้าใจมโนมติสูงขึ้น แต่นักศึกษาส่วนน้อยมีการเปลี่ยนแปลงระดับความเข้าใจมโนมติที่เท่าเดิมและต่ำลง และนักศึกษามีความมารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียน (=15.00 คิดเป็นร้อยละ 75.00) สูงกว่าก่อนเรียน (=10.20 คิดเป็นร้อยละ 51.10)</p> พสชนัน ฤทธิ์อินทร์, จันทร์จิรา จูมพลหล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์อภิวัฒน์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jott/article/view/2931 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกับปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jott/article/view/2920 <h1>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบดังกล่าวในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน และออกแบบการวิจัยเชิงพัฒนา กลุ่มเป้าหมายหลักคือครูโรงเรียนพรตพิทยพยัตจำนวน 30 คน พร้อมด้วยผู้บริหาร หัวหน้ากลุ่มสาระ และผู้เชี่ยวชาญด้านการนิเทศและเทคโนโลยีเพื่อประเมินและตรวจสอบรูปแบบ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสำรวจ แบบประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ ระบบ AI สำหรับการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการนิเทศที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ กรอบแนวคิดการนิเทศแบบบูรณาการ กระบวนการนิเทศ 4 ขั้นตอน ระบบ PLC ที่เสริมพลัง เครื่องมือ AI ที่ใช้งานง่าย และกลไกการประเมินปรับปรุงต่อเนื่อง ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.52, S.D. = 0.54) การทดลองใช้เบื้องต้นกับครูแสดงให้เห็นว่าครูมีพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งด้านความเข้าใจการนิเทศ ทักษะการใช้เทคโนโลยี และการทำงานร่วมกันใน PLC รวมถึงมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.25, S.D. = 0.61) ขณะเดียวกัน ระบบ AI โดยเฉพาะ Dashboard System ได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้การนิเทศมีความต่อเนื่อง รวดเร็ว และเป็นเชิงพัฒนามากขึ้น สอดคล้องกับการวิเคราะห์เชิงคุณภาพที่สะท้อนถึงการยอมรับเทคโนโลยี AI การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อการทำงานของ PLC และพฤติกรรมการนิเทศที่มุ่งเน้นการพัฒนามากกว่าการตรวจสอบ แม้ยังมีข้อท้าทายด้านการฝึกอบรมและความเสถียรของระบบ แต่โดยรวมรูปแบบนี้ถือว่ามีศักยภาพสูงต่อการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างยั่งยืน</h1> ศิวาพัชญ์ บำรุงเศรษฐพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์อภิวัฒน์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jott/article/view/2920 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 Conceptual Understanding of Evol ความเข้าใจมโนทัศน์วิวัฒนาการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบอุปนัยเสริมด้วยแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jott/article/view/2935 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความเข้าใจมโนทัศน์วิวัฒนาการ ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบอุปนัยเสริมด้วยแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลางแห่งหนึ่งสังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนทั้งหมด 32 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง การวิจัยครั้งนี้ใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนจัดการจัดการเรียนรู้แบบอุปนัยเสริมด้วยแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง วิวัฒนาการ และ 2) แบบวัดความเข้าใจมโนทัศน์วิวัฒนาการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ทดสอบสมมติฐานเปรียบเทียบความเข้าใจมโนทัศน์วิวัฒนาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนโดยการทดสอบ t-test for dependent sample และการเปลี่ยนแปลงมโนทัศนวิวัฒนาการ โดยการทดสอบ Chi-Square แบบ McNemar ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจมโนทัศน์วิวัฒนาการระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน จากมีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนไปเป็นมีมโนทัศน์ที่ถูกต้องมากกว่าเปลี่ยนแปลงจากมีมโนทัศน์ที่ถูกต้อง ไปเป็นมีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน และมีความเข้าใจมโนทัศน์วิวัฒนาการหลังเรียน (X = 20.09/ 66.97%) สูงกว่าก่อนเรียน (X = 6.25/ 20.83%)</p> ปาริชาติ ภูงามทอง, ดวงสมร กิจโกศล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์อภิวัฒน์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jott/article/view/2935 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การส่งเสริมความเข้าใจมโนมติ ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบปรากฏการณ์เป็นฐาน https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jott/article/view/2932 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจมโนมติและความสอดคล้องและไม่สอดคล้องของความเข้าใจมโนมติปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบปรากฏการณ์เป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษแห่งหนึ่ง อำเภอบ้านดุง สังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานีเขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม การวิจัยครั้งนี้มีแบบแผนการทดลองกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ปรากฏการณ์เป็นฐาน เรื่อง ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ จำนวน 4 แผน และ 2) แบบทดสอบความเข้าใจมโนมติปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ เปรียบเทียบคะแนนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการทดสอบ t-test for dependent sample และเปรียบเทียบความสอดคล้องและไม่สอดคล้องของความเข้าใจมโนมติปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศกับแนวคิดวิทยาศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนด้วยการแจกแจงตาราง Crosstab ทดสอบโดย Chi-Square แบบ McNemar Test ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความเข้าใจมโนมติปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ หลังเรียน ( X = 25.93 or 54.02%) สูงกว่าก่อนเรียน ( X =5.63 or 11.73%) และนักเรียนมีทิศทางการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจมโนมติปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศเปลี่ยนไปในทิศทางบวก โดยก่อนเรียนนักเรียนส่วนมากมีความเข้าใจมโนมติที่ไม่สอดคล้องกับแนนคิดวิทยาศาสตร์ และหลังเรียนนักเรียนมีความเข้าใจมโนมติที่สอดคล้องกับแนวคิดวิทยาศาสตร์เป็นส่วนมาก</p> <p><strong>คำสำคัญ:&nbsp; </strong>การเรียนรู้แบบปรากฏการณ์เป็นฐาน, ความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์, ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ</p> รัฐ ประทุมวรรณ์, จันทร์จิรา จูมพลหล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์อภิวัฒน์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jott/article/view/2932 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาต้นแบบการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาในอุดมศึกษาไทย สำหรับ การพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยไทย https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jott/article/view/3132 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาในอุดมศึกษาไทย 2) พัฒนาต้นแบบการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาในอุดมศึกษาไทยสำหรับการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยไทย และ 3) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของต้นแบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยใช้ รูปแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยมีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา จำนวน 10 คน และการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามกับอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 400 คน เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเนื้อหา (Content Validity)<br>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาในมหาวิทยาลัยไทยยังมุ่งเน้นเอกสารมากกว่ากระบวนการ และขาดการเชื่อมโยงผลการประเมินกับการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล จึงได้พัฒนาต้นแบบ HEQA Model (Higher Education Quality Assessment Model) ที่ประกอบด้วย 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการ ด้านกระบวนการเรียนการสอน ด้านผลลัพธ์ทางการศึกษา และด้านระบบข้อมูลและการประเมินคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ผลการประเมินความเหมาะสมของต้นแบบโดยผู้เชี่ยวชาญและผู้ตอบแบบสอบถามอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 4.48–4.72) และผลการวิเคราะห์องค์ประกอบยืนยัน (CFA) พบว่าต้นแบบมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ งานวิจัยนี้สร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านการประเมินคุณภาพการศึกษาเชิงบูรณาการที่สามารถนำไปใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนและการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยไทยอย่างเป็นระบบ รวมถึงเสนอแนวทางการพัฒนาต้นแบบการประเมินเชิงดิจิทัลและการประเมินผลต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ยั่งยืน</p> พระธีรวัฒน์ อั้นเต้ง (ผู้แต่ง); พระปลัดยุทธนา มาลาวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์อภิวัฒน์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jott/article/view/3132 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700