https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jmdr/issue/feed วารสาร มจร ทวารวดีปริทรรศน์ 2026-06-29T13:16:51+07:00 พระเจริญพงษ์ วิชัย, ผศ.ดร. jaroen1phong@gmail.com Open Journal Systems <p><span style="font-weight: 400;">วารสาร มจร ทวารวดีปริทรรศน์ (Journal of MCU Dvravati Review) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความวิจารณ์หนังสือ และบทความปริทัศน์ ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ ศาสนาประยุกต์ ปรัชญา ศิลปศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์<br /></span><span style="font-weight: 400;">เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </span></p> https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jmdr/article/view/3167 ผลกระทบต่อการคุกคามโดยใช้อำนาจของผู้บังคับบัญชาในสถานประกอบการอุตสาหกรรมไทยในด้านความเป็นอยู่และการทำงานของพนักงาน 2025-11-08T11:47:34+07:00 ภคพร กุลจิรันธร bhakaporn@gmail.com <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการคุกคามโดยใช้อำนาจของผู้บังคับบัญชาต่อความเป็นอยู่และการทำงานของพนักงานในสถานประกอบการอุตสาหกรรมไทย โดยอาศัยกรอบแนวคิดทฤษฎีการอนุรักษ์ทรัพยากร และทฤษฎีการแลกเปลี่ยนทางสังคม การเก็บข้อมูลใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลจำนวน 30 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ พนักงานปฏิบัติการ 18 คน หัวหน้างาน 6 คน และผู้แทนจากฝ่ายทรัพยากรบุคคล อาชีวอนามัย และสหภาพแรงงาน 6 คน และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงหัวข้อแบบผสมผสานอุปนัย–นิรนัย และการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าโดยตรวจสอบกับผู้ให้ข้อมูล และการประชุมร่วมในการตีความรหัสข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>รูปแบบการคุกคามโดยใช้อำนาจ 4 มิติหลัก ได้แก่ (1) คำพูดดูหมิ่นและทำร้ายจิตใจ (2) ภาระงานเกินควร (3) การกีดกันทางสังคม และ (4) การข่มขู่คุกคาม นอกจากนี้ยังพบมิติใหม่คือการตำหนิหรือประจานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลซึ่งขยายขอบเขตและความรุนแรงของผลกระทบให้กว้างขึ้น ผลกระทบในระดับบุคคล ได้แก่ ความเหนื่อยหน่าย ความเครียด พฤติกรรมเงียบและถอนตัว การลาป่วยและการขาดงาน และในระดับองค์กร ได้แก่ การรับรู้ความเป็นธรรมและความปลอดภัยที่ลดลง ความผูกพันต่อองค์กรถดถอย ความตั้งใจลาออกสูงขึ้น และคุณภาพการทำงานลดลง ผลการศึกษาชี้ให้เห็นกระบวนการสูญเสียทรัพยากรส่วนบุคคล และพบว่าการรายงานเหตุการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากความกลัวการตอบโต้และการขาดหลักฐาน โดยเฉพาะการคุกคามผ่านสื่อดิจิทัล สะท้อนความจำเป็นของมาตรการเชิงระบบเพื่อป้องกันการคุกคามโดยใช้อำนาจและส่งเสริมความเป็นอยู่ สมรรถนะการทำงานของพนักงานในภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน</p> <h2>ผลการวิจัยพบรูปแบบหลัก 4 มิติ ได้แก่ (1) คำพูดดูหมิ่นและทำร้ายจิตใจ (2) ภาระงานเกินควร (3) การกีดกันทางสังคม และ (4) การข่มขู่คุกคาม พร้อม “มิติใหม่เชิงดิจิทัล” คือการตำหนิผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ผลกระทบปรากฏทั้งระดับบุคคล (ความเหนื่อยหน่าย ความเครียด ความเงียบ การลาป่วย ขาดงาน) และระดับทีม–องค์การ (ความเป็นธรรมและจิตวิทยาความปลอดภัยลดลง ความผูกพันลดลง ความตั้งใจลาออกสูงขึ้น และคุณภาพงานถดถอย) กลไกเชิงทฤษฎีชี้การรั่วไหลของทรัพยากรส่วนบุคคลและการแตกร้าวของความยุติธรรมในการแลกเปลี่ยนทางสังคม อีกทั้งยังพบการรายงานต่ำกว่าความเป็นจริงเพราะความกลัวการตอบโต้/ขาดหลักฐาน</h2> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร ทวารวดีปริทรรศน์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jmdr/article/view/3169 ปัจจัยที่ส่งผลต่อจิตวิญญาณความเป็นครูของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 2025-11-02T10:25:25+07:00 เจตนิพัทธิ์ กิ่งนาระ jadeniphat202@gmail.com สถิรพร เชาวน์ชัย jadeniphat202@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับจิตวิญญาณความเป็นครูของครู 2) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อจิตวิญญาณความเป็นครูของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อจิตวิญญาณความเป็นครูของครู 4) สร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อจิตวิญญาณความเป็นครูของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 291 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน โดยทำการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนของกลุ่มโรงเรียน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อจิตวิญญาณความเป็นครูของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียรสัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบปกติ (Enter Multiple Regression Analysis)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับจิตวิญญาณความเป็นครูของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อจิตวิญญาณความเป็นครูของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรพยากรณ์ที่ส่งผลต่อจิตวิญญาณความเป็นครูของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 พบว่า มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.40 – 0.59 และ 4) ผลการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ถดถอยพหุคูณแบบปกติของปัจจัยที่ส่งผลต่อ จิตวิญญาณความเป็นครูของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 4 ตัว ได้แก่ ปัจจัยด้านแรงบันดาลใจในการเป็นครู (X<sub>1</sub>) ปัจจัยด้านบุคคลต้นแบบในการเป็นครู (X<sub>2</sub>) ปัจจัยด้านประสบการณ์ส่วนบุคคล (X<sub>4</sub>) และปัจจัยด้านความผูกพันระหว่างครูกับศิษย์ (X<sub>5</sub>) &nbsp;โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.72 มีอำนาจพยากรณ์ (R<sup>2</sup>) ได้ร้อยละ 52.00 มีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน เท่ากับ 0.15เขียนสมการได้ ดังนี้</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;Y&nbsp; &nbsp;= 1.30 + 0.20 (X<sub>1</sub>) + 0.11 (X<sub>2</sub>) + 0.14 (X<sub>4</sub>) + 0.15 (X<sub>5</sub>)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Z<sub>y</sub>&nbsp;&nbsp; = 0.24 (X<sub>1</sub>) + 0.16 (X<sub>2</sub>) + 0.18 (X<sub>4</sub>) + 0.23 (X<sub>5</sub>)</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร ทวารวดีปริทรรศน์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jmdr/article/view/3259 ภาวะผู้นำเชิงพหุวัฒนธรรมบนฐานแนวคิดความฉลาดทางอารมณ์ที่ส่งผลต่อการส่งเสริม ความสุขของครูในบริบทสถานศึกษา 2026-01-29T11:36:57+07:00 ณฏฐพร สิงห์สร natataporn1223@gmail.com ณัฐพัชร สายเสนา natataporn1223@gmail.com เริงวิชญ์ นิลโคตร natataporn1223@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงพหุวัฒนธรรมบนฐานแนวคิดความฉลาดทางอารมณ์ 2) ศึกษาการส่งเสริมความสุขของครูในบริบทสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงพหุวัฒนธรรมบนฐานแนวคิดความฉลาดทางอารมณ์กับการส่งเสริมความสุขของครูในบริบทสถานศึกษา และ 4) สร้างสมการณ์พยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงพหุวัฒนธรรมบนฐานแนวคิดความฉลาดทางอารมณ์ที่ส่งผลต่อการส่งเสริมความสุขของครูในบริบทสถานศึกษา เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 191 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงพหุวัฒนธรรมบนฐานแนวคิดความฉลาดทางอารมณ์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก &nbsp;(= 4.42, S.D.=0.52) 2. การส่งเสริมความสุขของครูในบริบทสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก &nbsp;(= 4.52, S.D.=0.31) 3. ความสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะผู้นำเชิงพหุวัฒนธรรมบนฐานแนวคิดความฉลาดทางอารมณ์ที่ส่งผลต่อการส่งเสริมความสุขของครูในบริบทสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงและระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4. สมการณ์พยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงพหุวัฒนธรรมบนฐานแนวคิดความฉลาดทางอารมณ์ที่ส่งผลต่อการส่งเสริมความสุขของครูในบริบทสถานศึกษา คือ= 1.870+.703 X<sub>5</sub> และในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ y = .788 Z<sub>x5</sub> องค์ความรู้ค้นพบคือภาวะผู้นำควรเน้นถึงความสุข และควรส่งเสริมนโยบายที่มุ่งเน้นสัมพันธภาพในองค์กรเพื่อสร้างความสุของค์กร</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร ทวารวดีปริทรรศน์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jmdr/article/view/3359 นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอารยธรรมทวารวดี ในเขตวัดพระประโทณเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม 2026-02-17T09:34:43+07:00 มานะ วิบูลย์วงศรี becausen.6@gmail.com <p>บทความวิจัยเรื่อง “นวัตกรรมการท่องเที่ยวอารยธรรมทวารวดีในเขตวัดพระประโทณเจดีย์อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยวภายในวัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม, 2) เพื่อศึกษาศักยภาพการท่องเที่ยวในวัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม 3) เพื่อประยุกต์ใช้นวัตกรรมคิวอาร์โค้ดในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในวัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้การเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depthinterview) <br />กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key informant) กับศึกษาจากตำรา หนังสือและเอกสารหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งด้านบุคคลและโบราณสถานและโบราณวัตถุของวัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เน้นด้านประวัติศาสตร์นับแต่สร้างวัดจนถึงปัจจุบัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม สร้างขึ้นในสมัยทวารวดีคาดว่าอยู่ในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 11–16 (พ.ศ. 1,1๐๐–1,5๐๐) เป็นวัดที่นักโบราณคดีหลายท่านให้ความเห็นว่าที่นี่คือจุดศูนย์กลางเมืองนครไชยศรีมีการขุดพบโบราณวัตถุที่สำคัญมากมาย เช่น เศียรพระพุทธรูป เหรียญโบราณ ธงพระกระบี่ธุชครุฑพ่าห์น้อย</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร ทวารวดีปริทรรศน์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jmdr/article/view/3237 แนวคิดเชิงบูรณาการพุทธจริยธรรมเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ ในหลักสูตรสุขศึกษาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา 2026-03-04T09:19:12+07:00 เอกรัก ไชยสถาน eakarak63@gmail.com <p>ปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่นทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่ากังวล ความยืดหยุ่นทางจิตใจจึงเป็นทักษะสำคัญในการรับมือกับวิกฤต อย่างไรก็ตามหลักสูตรสุขศึกษาปัจจุบันมักเน้นการจัดการสุขภาพกายและประยุกต์ใช้จิตวิทยาตะวันตกที่มุ่งแก้ปัญหาปลายเหตุ ทำให้ขาดแกนยึดเหนี่ยวทางจิตวิญญาณ บทความวิชาการนี้<br />จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางจิต ซึ่งเป็นผลจากการสังเคราะห์องค์ความรู้ของผู้เขียน โดยผสานแนวคิดจิตวิทยาความยืดหยุ่นตะวันตกเข้ากับรากฐานพุทธจริยธรรม ผลการสังเคราะห์แนวคิดชี้ให้เห็นว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจที่ยั่งยืนสามารถขับเคลื่อนผ่านกลไกพุทธธรรม 2 มิติหลัก ได้แก่ 1) มิติการสร้างภูมิคุ้มกันระดับบุคคล ผ่านหลักไตรสิกขาโดยอาศัย<br />ศีล สร้างฐานความปลอดภัย สมาธิ เป็นเครื่องมือกำกับอารมณ์ และใช้ ปัญญา พัฒนาทักษะการแก้ปัญหา<br />และ 2) มิติการสร้างดุลยภาพทางสังคม ผ่านหลักพรหมวิหาร 4 เพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพเชิงบวก<br />และความมั่นคงทางอารมณ์ ผู้เขียนได้จัดระบบความสัมพันธ์ดังกล่าวผ่านตารางสังเคราะห์เชิงบูรณาการ<br />พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ในวิชาสุขศึกษาที่เป็นรูปธรรม องค์ความรู้สำคัญจากบทความนี้ คือการนำเสนอนวัตกรรมทางความคิดที่ช่วยยกระดับวิชาสุขศึกษา จากการสอนที่เน้นความรู้ไปสู่กระบวนการบ่มเพาะทักษะชีวิตเชิงรุก กรอบแนวคิดดังกล่าวถือเป็นการมอบเครื่องมือทางปัญญาสากลที่ไม่ผูกติดกับความเชื่อทางศาสนา แต่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้เยาวชนเกิดความเข้าใจ ปล่อยวาง<br />และฟื้นตัวจากอุปสรรคได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร ทวารวดีปริทรรศน์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jmdr/article/view/3271 ภาวะผู้นำเชื่อมรุ่นกับความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชัน 2026-01-07T15:36:54+07:00 สถิรพร เชาวน์ชัย sathirapornc@nu.ac.th วิชชา รามศิริ witcha44@gmail.com พงศ์พิชญ์ เฮ้าปาน phonhpeteh68@nu.ac.th <p>บทความนี้นำเสนอการวิเคราะห์บทบาทภาวะผู้นำเชื่อมรุ่นภายใต้ความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชันในบริบทการศึกษาไทย ซึ่งกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของศตวรรษที่ 21 ที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสโลกาภิวัตน์และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นต้องมีความสามารถในการทำความเข้าใจและบริหารบุคลากรจากหลายช่วงวัย ได้แก่ Baby Boomers, Generation X, Generation Y และ Generation Z ที่มีค่านิยม แรงจูงใจ และรูปแบบการทำงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ภาวะผู้นำเชื่อมรุ่นจึงเป็นแนวคิดที่มุ่งสร้างการประสานความเข้าใจระหว่างวัย ส่งเสริมการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และเสริมพลังการเรียนรู้ระหว่างรุ่นเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้นำในยุคใหม่ต้องมีทักษะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม ความเข้าใจเจเนอเรชัน การเสริมพลังงานบุคลากร และความสามารถในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับความหลากหลาย เพื่อพัฒนาโรงเรียนให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ผลการวิเคราะห์ตอกย้ำความสำคัญของภาวะผู้นำเชื่อมรุ่นในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเจเนอเรชันภายในองค์กรการศึกษา</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร ทวารวดีปริทรรศน์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jmdr/article/view/3039 รัฐบาลแรกแห่งสยามกับรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 2026-02-12T19:21:35+07:00 สิริยากร คนบุญ cebiscuit@hotmail.com สตฤน ทัศทอง cebiscuit@hotmail.com อานนท์ รอดผุย cebiscuit@hotmail.com พินธกร นามดี cebiscuit@hotmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและนโยบายของคณะรัฐบาลชุดแรกที่ถูกตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2475 ที่สัมพันธ์กับรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 โดยการรวบรวมข้อมูลทั้งเอกสารชั้นต้นและเอกสารชั้นรอง ที่เกี่ยวข้อง ผลของการศึกษาพบว่า รัฐบาลชุดแรกที่ถูกจัดตั้งขึ้นหลังการปฏิวัติใน พ.ศ. 2475 เป็นรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการวางรากฐานระบอบประชาธิปไตยแทนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีการจำกัดอำนาจของพระมหากษัตริย์ และมอบอำนาจอธิปไตยให้กับปวงชนชาวสยามตามหลักการ "อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร" การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนั้นมีลักษณะของการประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่า แม้คณะราษฎรจะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ไม่สามารถควบคุมอำนาจรัฐได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2475 ได้กำหนดแนวนโยบายสำคัญในการพัฒนาประเทศตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ได้แก่ หลักเอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยที่มีความเสมอภาค และความมั่นคงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การบริหารงานภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างอำนาจและอิทธิพลของกลุ่มอนุรักษนิยม ส่งผลให้กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยเป็นไปอย่างล่าช้า และมีความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร ทวารวดีปริทรรศน์