วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru <p><strong>วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ</strong><br />Journal of Academic Surindra Rajabhat<br />ISSN 2822-0870 (Print) ISSN 2822-0889 (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของวารสาร (Aims)</strong><br />วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ เป็นวารสารวิชาการสหวิทยาการที่มุ่งเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณค่าเชิงวิชาการด้านศาสตร์ว่าด้วยมนุษย์และอัตลักษณ์ในบริบทท้องถิ่นและสังคมร่วมสมัย ศาสตร์ว่าด้วยสังคม ชุมชน และการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ตลอดจนองค์ความรู้บูรณาการเพื่อการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> <p>วารสารให้ความสำคัญกับการสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ที่มีความเข้มข้นทางวิชาการ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาในระดับชุมชน ท้องถิ่น และสังคม โดยมุ่งสนับสนุนพันธกิจของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ในฐานะ “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” และส่งเสริมการเชื่อมโยงองค์ความรู้เชิงวิชาการกับบริบททางสังคมร่วมสมัยในระดับชาติและนานาชาติ</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร (Scope)</strong><br />วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการเปิดรับพิจารณาบทความวิจัยและบทความวิชาการในขอบเขตต่อไปนี้<br />1. ศาสตร์ว่าด้วยมนุษย์และอัตลักษณ์ในบริบทท้องถิ่นและสังคมร่วมสมัย<br />ครอบคลุมการศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ อัตลักษณ์ การดำรงอยู่ และการปรับตัวของมนุษย์ในบริบทท้องถิ่น สังคมไทย และสังคมร่วมสมัย โดยเน้นการวิเคราะห์เชิงแนวคิด ทฤษฎี และกรอบวิชาการ<br />2. ศาสตร์ว่าด้วยสังคม ชุมชน และการเปลี่ยนแปลง<br />ครอบคลุมการศึกษาพลวัตของสังคมและชุมชน การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความสัมพันธ์ทางสังคม โครงสร้างและกระบวนการทางสังคม รวมถึงประเด็นสังคมร่วมสมัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาชุมชนและสังคม<br />3. การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาศักยภาพมนุษย์<br />ครอบคลุมการศึกษาเกี่ยวกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต การจัดการเรียนรู้ในบริบทที่หลากหลาย การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ การเรียนรู้เชิงพื้นที่ การเรียนรู้บนฐานชุมชน และนวัตกรรมด้านการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการพัฒนาคนและสังคม<br />4. องค์ความรู้บูรณาการเพื่อการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นอย่างยั่งยืน<br />ครอบคลุมงานวิจัยและบทความเชิงบูรณาการที่ผสานองค์ความรู้จากศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนา การแก้ไขปัญหา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ</strong> คือ<br />ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน)<br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม) <br /><strong>ทั้งนี้</strong> วารสารจะตีพิมพ์บทความ 20-30 บทความต่อฉบับ โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2569 (ค.ศ.2026) เป็นต้นไป</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong> แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Academic Article) รับตีพิมพ์บทความ ทั้ง บทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>เงื่อนไขการตีพิมพ์บทความ</strong><br />บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสองท่าน โดยบทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร ทั้งนี้ บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <p><strong>ทั้งนี้</strong> วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เฉพาะแบบปกติ และไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์แบบเร่งด่วน (Fast Track) ดังนี้<br />- บทความวิจัย/บทความวิชาการ ภาษาไทย 3,500 บาท/บทความ<br />- บทความวิจัย/บทความวิชาการ ภาษาอังกฤษ 4,500 บาท/บทความ</p> <p><strong>คำชี้แจง</strong> ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ<br />1. ขอให้ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย<br /> 1.1 บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์<br /> 1.2 แบบฟอร์มส่งบทความ จำนวน 1 ไฟล์<br />2. เมื่อไฟล์เอกสารครบถ้วนแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น ตามข้อกำหนดของวารสาร หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนการตรวจประเมินคุณภาพบทความ<br />3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสาร กำหนดให้โอนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารผ่านทางบัญชีธนาคาร โดยผู้นิพนธ์จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วารสารเท่านั้น</p> <p><strong>ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม</strong><br />ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (บกศ2)<br />ชื่อธนาคาร ธนาคารกรุงเทพ ประเภท เงินฝากออมทรัพย์<br />เลขที่บัญชี 644-0-30330-0</p> <p><strong>ทั้งนี้</strong> เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินผ่านระบบวารสาร โดยระบุ 1) ชื่อ-สกุล ผู้นิพนธ์ 2) ชื่อบทความ 3) สลิปการโอน</p> <p><strong>หมายเหตุ:</strong> การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสาร ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสองท่าน และถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์วารสารดังกล่าว</p> ฝ่ายยุทธศาสตร์การยกรดับคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ th-TH วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ 2822-0870 การพัฒนาโปรแกรมการพูดแสดงความคิดเห็นโดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นสำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3145 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างโปรแกรมพัฒนาทักษะการพูดแสดงความคิดเห็น จากวรรณกรรมท้องถิ่น 2) เพื่อพัฒนาทักษะการพูดแสดงความคิดเห็นของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เข้าเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาทักษะการพูดแสดงความคิดเห็นจากวรรณกรรมท้องถิ่น ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนสุนทรวัฒนา จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 22 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมพัฒนาทักษะการพูดแสดงความคิดเห็นจากวรรณกรรมท้องถิ่น 2) แบบประเมินคุณภาพโปรแกรมพัฒนาทักษะการพูดแสดงความคิดเห็น และ 3) แบบประเมินทักษะการพูด สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านผลการวิเคราะห์คุณภาพโปรแกรมพัฒนาทักษะการพูดแสดงความคิดเห็นจากวรรณกรรมท้องถิ่น โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.73) 2) ด้านการพัฒนาทักษะการพูดแสดงความคิดเห็นของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากวรรณกรรมท้องถิ่นพบว่ากลุ่มตัวอย่างผ่านการประเมินทักษะ การพูดผ่านเกณฑ์ร้อยละ 85.59</p> สุริยาพร รอดสันเทียะ ฐิติรดา เปรมปรี กิตตินันท์ พัฒภูเขียว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-26 2026-07-26 4 2 e3145 e3145 10.65205/jasrru.2569.e3145 ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานในบริษัทอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งหนึ่ง ในจังหวัดสงขลา https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3244 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการปฏิบัติงานจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และการศึกษาแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานในบริษัทอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พนักงานของบริษัทอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 165 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t การทดสอบค่า F การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.79, SD = 0.39) 2) การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการปฏิบัติงานจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า พนักงานที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษาสูงสุด ระดับรายได้ ตำแหน่งงาน และอายุงานแตกต่างกัน มีระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) แรงจูงใจด้านความสำเร็จในการทำงาน ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่ง และด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยแรงจูงใจสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 60.50 (R² = 0.605)</p> รัสรินทร์ หิรัณย์กัลยกร ชุติมา สีคง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-26 2026-07-26 4 2 e3244 e3244 10.65205/jasrru.2569.e3244 การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนของการผลิตน้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วย: การประเมินเชิงบัญชีต้นทุนและเศรษฐศาสตร์การผลิต ในบริบทเกษตรอินทรีย์รายใหม่ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3422 <p> </p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ต้นทุนการผลิตน้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วยตามหลักการบัญชีต้นทุน 2) ประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ 3) เปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนระหว่างกรณีรวมบรรจุภัณฑ์และไม่รวมบรรจุภัณฑ์ และ 4) เสนอข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจผลิตและนำไปใช้ของเกษตรอินทรีย์รายใหม่ในบริบทจังหวัดน่าน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบกรณีศึกษา (Case Study) โดยเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากผู้เข้าร่วมโครงการในพื้นที่อำเภอภูเพียงและอำเภอเมือง จังหวัดน่าน รวมจำนวน 793 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบบันทึกต้นทุน (Cost Recording Form) ที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยสังเกตและจดบันทึกต้นทุนจริงเชิงปริมาณ (Real-time Recording) ในกระบวนการผลิตน้ำหมักสูตรขยาย (70 ลิตร) จากการจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการรวม 9 รุ่น การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) โดยจำแนกต้นทุนเป็นวัตถุดิบทางตรง ค่าแรงทางตรง และค่าใช้จ่ายในการผลิต พร้อมทั้งประเมินความคุ้มค่าด้วยกำไรขั้นต้นและอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)</p> <p> ผลการวิจัยสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตตามหลักการบัญชีต้นทุน พบว่า ต้นทุนรวมกรณีรวมบรรจุภัณฑ์มีมูลค่า 4,236.25 บาท (เฉลี่ย 60.52 บาทต่อลิตร) และกรณีไม่รวมบรรจุภัณฑ์มีมูลค่า 2,356.88 บาท (เฉลี่ย 33.67 บาทต่อลิตร) 2) การประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ พบว่าการผลิตมีความคุ้มค่าสูง โดยสร้างกำไรขั้นต้นได้ 6,263.75 ถึง 8,143.13 บาท และมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ระหว่างร้อยละ 147.86 ถึง 345.51 รวมทั้งได้กากหน่อกล้วยเป็นผลพลอยได้ 3) การเปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทน พบว่า กรณีไม่รวมบรรจุภัณฑ์ (เพื่อใช้เอง) ช่วยลดต้นทุนลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นจากร้อยละ 59.65 เป็นร้อยละ 77.55 และ 4) การเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ พบว่า การตัดต้นทุนบรรจุภัณฑ์เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลตอบแทนสูงสุด ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ช่วยให้เกษตรกรรายใหม่มั่นใจในการตัดสินใจผลิตปัจจัยทดแทนสารเคมีเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน</p> ปิยะนุช สินันตา อรัณพงศ์ ทนันไชย พรรณพร กุลมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-26 2026-07-26 4 2 e3422 e3422 10.65205/jasrru.2569.e3422 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาของบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3451 <p>การวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยที่มีส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาของบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ มีวัตถุประสงคเพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และ2) เปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาของบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โดยใช้วิธีการวิจัยแบบเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่บุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 186 คน ได้มาจากตารางขนาดของกลุ่มตัวอย่างของเครซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใชในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยมีค่า IOC = 0.91 สถิติที่ใชในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างของปัจจัยด้วยการใช้สถิติ Friedman Test ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาของบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.50, S.D.=0.27) ส่วนการเปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อ ระดับบัณฑิตศึกษาของบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ความแตกต่างของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาของบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ( = 18.58, df = 5, p = .002) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน และความน่าเชื่อถือของสถาบัน เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจศึกษาต่ออาจเป็นเพราะมีความต้องการพัฒนาตนเองในเชิงวิชาการและวิชาชีพ จึงให้ความสำคัญกับคุณภาพของหลักสูตรที่ทันสมัย มีความยืดหยุ่นในการจัดเวลาเรียน และคุณภาพของอาจารย์ผู้สอนเพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพการศึกษาและการยอมรับของสังคม</p> ทินนิกร เสมอโชค กฤษณา พัฒเพ็ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-26 2026-07-26 4 2 e3451 e3451 10.65205/jasrru.2569.e3451 การศึกษาทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3504 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ (1) ศึกษาทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และ(2) เปรียบเทียบทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โดยใช้วิธีการวิจัยแบบเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จำนวน 364 คน ได้จากตารางเครซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใชในการวิจัย คือ แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ที่ชื่อว่า TCT-DP สถิติที่ใชในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และสถิติแบบไม่ใช้พารามิเตอร์ พบว่า (1) ทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 44.44 จากคะแนนเต็ม 72 คะแนน และ(2) การเปรียบเทียบวิเคราะห์ทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ระหว่างข้อมูลส่วนบุคล กับทักษะความความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษา พบว่า เพศหญิงมีความคล่องแคล่วทางความคิดมากกว่าเพศชายอย่างมีนัยสำคัญ ด้านอายุและชั้นปีไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านสังกัดแม้จะไม่แตกต่างกันทางสถิติ แต่คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มีแนวโน้มคะแนนสูงกว่าในหลายด้าน โดยรวมแล้วผลการวิจัยชี้ว่าทักษะความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้ขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานของผู้เรียนอย่าง อายุ หรือสังกัดคณะมากนัก แต่ตัวแปรด้านเพศมีความแตกต่างอยู่บ้างในบางทักษะ ทั้งนี้ ผู้วิจัยเสนอว่าปัจจัยที่อาจส่งผลต่อทักษะความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนในเชิงที่ควรศึกษาต่อไป คือรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานวิจัยนี้มิได้วัดตัวแปรดังกล่าวโดยตรง จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความสัมพันธ์ดังกล่าว</p> ทินนิกร เสมอโชค กฤษณา พัฒเพ็ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-26 2026-07-26 4 2 e3504 e3504 10.65205/jasrru.2569.e3504 ภาวะผู้นำทางวิชาการยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นโรงเรียนอัจฉริยะ ในสหวิทยาเขต 4 ศรีสำโรง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3591 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาความเป็นโรงเรียนอัจฉริยะ และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นโรงเรียนอัจฉริยะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 14 คน และข้าราชการครู 177 คน รวมทั้งสิ้น 191 คน ในสหวิทยาเขต 4 ศรีสำโรง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วนของประชากรและใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยแบบสอบถามภาวะผู้นำทางวิชาการยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (r) อยู่ระหว่าง .22 - .70 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .88 และแบบสอบถามความเป็นโรงเรียนอัจฉริยะ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (r) อยู่ระหว่าง .22 - .74 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐานการวิจัย ได้แก่ สถิติวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำทางวิชาการยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา (X) โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยเลขคณิตจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการเป็นผู้นำที่เสริมสร้างศักยภาพและวัฒนธรรมดิจิทัล (X<sub>3</sub>), มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกัน (X<sub>5</sub>), ด้านการสนับสนุนความเสมอภาคและการเป็นพลเมืองดิจิทัล (X<sub>1</sub>), ด้านการวางแผนกำหนดวิสัยทัศน์ดิจิทัล (X<sub>2</sub>) และด้านการออกแบบเชิงระบบ (X<sub>4</sub>) ตามลำดับ</li> <li>ความเป็นโรงเรียนอัจฉริยะ (Y) โดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยเลขคณิตจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Y<sub>1</sub>), มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับบุคลากรครูและนักเรียน (Y<sub>2</sub>) และด้านสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ทันสมัย (Y<sub>3</sub>) ตามลำดับ</li> <li>ภาวะผู้นำทางวิชาการยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา (X) ส่งผลต่อความเป็นโรงเรียนอัจฉริยะ (Y) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยตัวแปรภาวะผู้นำทางวิชาการยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่สามารถพยากรณ์ความเป็นโรงเรียนอัจฉริยะ ได้ดีที่สุดจำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกัน (X<sub>5</sub>), ด้านการวางแผนกำหนดวิสัยทัศน์ดิจิทัล (X<sub>2</sub>) และด้านการออกแบบเชิงระบบ (X<sub>4</sub>) ตามลำดับ โดยมีอำนาจพยากรณ์ได้ร้อยละ 74.30 มีสมการการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานตามลำดับ ดังนี้</li> </ol> <p>Y′ = 1.602 + 0.244(X<sub>5</sub>) + 0.230(X<sub>2</sub>) + 0.138(X<sub>4</sub>)</p> <p>Z′ = 0.367(Z<sub>X5</sub>) + 0.347(Z<sub>X2</sub>) + 0.202(Z<sub>X4</sub>)</p> ปัณณ์ติยา เงางาม เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม อัครชัย ทับสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-26 2026-07-26 4 2 e3591 e3591 10.65205/jasrru.2569.e3591