วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru
<p><strong>วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ</strong><br />Journal of Academic Surindra Rajabhat<br />ISSN 2822-0870 (Print) ISSN 2822-0889 (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของวารสาร (Aims)</strong><br />วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ เป็นวารสารวิชาการสหวิทยาการที่มุ่งเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณค่าเชิงวิชาการด้านศาสตร์ว่าด้วยมนุษย์และอัตลักษณ์ในบริบทท้องถิ่นและสังคมร่วมสมัย ศาสตร์ว่าด้วยสังคม ชุมชน และการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ตลอดจนองค์ความรู้บูรณาการเพื่อการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> <p>วารสารให้ความสำคัญกับการสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ที่มีความเข้มข้นทางวิชาการ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาในระดับชุมชน ท้องถิ่น และสังคม โดยมุ่งสนับสนุนพันธกิจของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ในฐานะ “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” และส่งเสริมการเชื่อมโยงองค์ความรู้เชิงวิชาการกับบริบททางสังคมร่วมสมัยในระดับชาติและนานาชาติ</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร (Scope)</strong><br />วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการเปิดรับพิจารณาบทความวิจัยและบทความวิชาการในขอบเขตต่อไปนี้<br />1. ศาสตร์ว่าด้วยมนุษย์และอัตลักษณ์ในบริบทท้องถิ่นและสังคมร่วมสมัย<br />ครอบคลุมการศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ อัตลักษณ์ การดำรงอยู่ และการปรับตัวของมนุษย์ในบริบทท้องถิ่น สังคมไทย และสังคมร่วมสมัย โดยเน้นการวิเคราะห์เชิงแนวคิด ทฤษฎี และกรอบวิชาการ<br />2. ศาสตร์ว่าด้วยสังคม ชุมชน และการเปลี่ยนแปลง<br />ครอบคลุมการศึกษาพลวัตของสังคมและชุมชน การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความสัมพันธ์ทางสังคม โครงสร้างและกระบวนการทางสังคม รวมถึงประเด็นสังคมร่วมสมัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาชุมชนและสังคม<br />3. การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาศักยภาพมนุษย์<br />ครอบคลุมการศึกษาเกี่ยวกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต การจัดการเรียนรู้ในบริบทที่หลากหลาย การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ การเรียนรู้เชิงพื้นที่ การเรียนรู้บนฐานชุมชน และนวัตกรรมด้านการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการพัฒนาคนและสังคม<br />4. องค์ความรู้บูรณาการเพื่อการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นอย่างยั่งยืน<br />ครอบคลุมงานวิจัยและบทความเชิงบูรณาการที่ผสานองค์ความรู้จากศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนา การแก้ไขปัญหา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>ขอบเขตที่ไม่รับพิจารณา</strong><br />เพื่อให้ขอบเขตของวารสารมีความชัดเจนและไม่ซ้ำซ้อนกับวารสารเฉพาะทางอื่น วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการไม่รับพิจารณาบทความในสาขาต่อไปนี้<br />- ศิลปะและวัฒนธรรมเชิงอนุรักษ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และมรดกทางวัฒนธรรม<br />- รัฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง และนโยบายสาธารณะ<br />- นิติศาสตร์<br />- การบริหารจัดการและบริหารธุรกิจ<br />- วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงทดลอง</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ</strong> คือ<br />ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน)<br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม) <br /><strong>ทั้งนี้</strong> วารสารจะตีพิมพ์บทความ 20-30 บทความต่อฉบับ โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2569 (ค.ศ.2026) เป็นต้นไป</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong> แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Academic Article) รับตีพิมพ์บทความ ทั้ง บทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>เงื่อนไขการตีพิมพ์บทความ</strong><br />บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสองท่าน โดยบทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร ทั้งนี้ บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <p><strong>ทั้งนี้</strong> วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เฉพาะแบบปกติ และไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์แบบเร่งด่วน (Fast Track) ดังนี้<br />- บทความวิจัย/บทความวิชาการ ภาษาไทย 3,500 บาท/บทความ<br />- บทความวิจัย/บทความวิชาการ ภาษาอังกฤษ 4,500 บาท/บทความ</p> <p><strong>คำชี้แจง</strong> ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ<br />1. ขอให้ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย<br /> 1.1 บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์<br /> 1.2 แบบฟอร์มส่งบทความ จำนวน 1 ไฟล์<br />2. เมื่อไฟล์เอกสารครบถ้วนแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น ตามข้อกำหนดของวารสาร หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนการตรวจประเมินคุณภาพบทความ<br />3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสาร กำหนดให้โอนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารผ่านทางบัญชีธนาคาร โดยผู้นิพนธ์จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วารสารเท่านั้น</p> <p><strong>ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม</strong><br />ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (บกศ2)<br />ชื่อธนาคาร ธนาคารกรุงเทพ ประเภท เงินฝากออมทรัพย์<br />เลขที่บัญชี 644-0-30330-0</p> <p><strong>ทั้งนี้</strong> เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินผ่านระบบวารสาร โดยระบุ 1) ชื่อ-สกุล ผู้นิพนธ์ 2) ชื่อบทความ 3) สลิปการโอน</p> <p><strong>หมายเหตุ:</strong> การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสาร ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสองท่าน และถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์วารสารดังกล่าว</p>
ฝ่ายยุทธศาสตร์การยกรดับคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
th-TH
วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ
2822-0870
-
การละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายที่เป็นคดีละเมิดอันอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ภายใต้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3055
<p>บทความนี้เป็นบทความวิชาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความหมายและขอบเขตของหลักการว่าด้วยการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ โดยมุ่งศึกษาปัญหาการตีความและการประยุกต์ใช้หลักการดังกล่าวที่ส่งผลต่อการกำหนดเขตอำนาจระหว่างศาลปกครองกับศาลยุติธรรม ตลอดจนเสนอแนวทางในการกำหนดเขตอำนาจศาลที่มีความชัดเจนและเป็นธรรมสำหรับคดีลักษณะดังกล่าว ภายใต้ขอบเขตเนื้อหา บทความนี้ได้ศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และคำวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาลในกรณีตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งพิจารณาหลักการพื้นฐานทางกฎหมายมหาชน ได้แก่ หลักความชอบด้วยกฎหมายในการกระทำทางปกครอง และหลักการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐ เพื่อนำมาเชื่อมโยงและอธิบายปัญหาการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีวิธีการศึกษาจากเอกสารเป็นหลัก โดยผลการศึกษาพบว่า กรณีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งแล้วละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว ย่อมถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และหากการละเลยดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ย่อมเป็นคดีละเมิดทางปกครองตามมาตรา 9 (3) ของพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อศาลปกครองได้ อย่างไรก็ดี ยังปรากฏว่าการวินิจฉัยเขตอำนาจศาลในบางกรณีมีความเห็นแตกต่างกัน โดยบางกรณีถูกวินิจฉัยว่าเป็นเพียงการกระทำละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปของเจ้าหน้าที่รัฐ มิใช่การละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้คดีต้องอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ความไม่ชัดเจนดังกล่าวก่อให้เกิดความสับสนในทางกฎหมายและส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้เสียหายในการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม บทความนี้จึงเสนอให้กำหนดหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยเขตอำนาจศาลโดยพิจารณาจากลักษณะของหน้าที่ตามกฎหมายเป็นสำคัญ หากเป็นหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการ การละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้นควรอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง เพื่อสร้างความชัดเจน ความเป็นธรรม และความสอดคล้องของบรรทัดฐานทางกฎหมาย อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบกฎหมายมหาชนของประเทศ ทั้งยังสามารถนำผลการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ และเป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงกฎหมายและพัฒนากระบวนการยุติธรรมทางปกครองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
อาคม โง้นแดง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
3 6
203
214
10.65205/jasrru.2025.3055
-
ปัจจัยแห่งความสำเร็จของกลุ่มแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านกลางสามัคคี ตำบลพระแก้ว อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3074
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท การดำเนินงาน และปัจจัยแห่งความสำเร็จของกลุ่มแปลงใหญ่เมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านกลางสามัคคี ตำบลพระแก้ว อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามสมาชิกกลุ่มจำนวน 90 คน และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสนทนากลุ่มผู้ให้ข้อมูล 10 คน เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.902) มีค่า Pearson’s <em>r </em>= 0.99 <em>(</em><em>p </em>< 0.001<em>)</em> วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพื้นฐานและเชิงบรรยาย ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มมีโครงสร้างคณะกรรมการและการบริหารงานชัดเจน เน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดำเนินกิจกรรมภายในกลุ่ม ได้รับการความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐและเอกชน การดำเนินกิจกรรมกลุ่มสามารถลดต้นทุนการผลิตลงร้อยละ 17.32 กลุ่มสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่ได้รับการรับรอง GAP และสมาชิกบางส่วนได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์ มีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์และข้าวสารอินทรีย์ภายใต้แบรนด์ของกลุ่ม และการขยายช่องทางตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ อย่างไรก็ตาม กลุ่มยังประสบปัญหาด้านข้อจำกัดด้านสถานที่เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ การพึ่งพาตลาดบางช่องทาง และโครงสร้างสมาชิกที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก ปัจจัยแห่งความสำเร็จมาจากการสนับสนุนทรัพยากรที่เพียงพอ กระบวนการบริหารจัดการที่เป็นระบบ และการมีส่วนร่วมของสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คุณภาพเมล็ดพันธุ์สูงขึ้น ต้นทุนลดลง และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน</p>
ธีรนันท์ สุขพราว
จรรยา สิงห์คำ
วันเพ็ญ ชลอเจริญยิ่ง
นิอร งามฮุย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-16
2025-12-16
3 6
1
14
10.65205/jasrru.2025.3074
-
การศึกษาพัฒนาการความเชื่อและพิธีกรรมการสะเดาะเคราะห์ต่ออายุ ของชาวพุทธจังหวัดสุรินทร์
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/1025
<p>การศึกษาพัฒนาการความเชื่อและพิธีกรรมการสะเดาะเคราะห์ต่ออายุ วัตถุประสงค์การศึกษา (1)เพื่อศึกษาพัฒนาการของความเชื่อและพิธีกรรมการสะเดาะเคราะห์ต่ออายุ (2) เพื่อศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมการสะเดาะเคราะห์ต่ออายุ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสังเกต การมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์ กลุ่มเป้าหมายจำนวน 15 คน</p> <p> ผลการศึกษา</p> <p> พัฒนาการของความเชื่อและพิธีกรรมการสะเดาะเคราะห์ต่ออายุมีรากฐานมาจากความหวาดกลัวต่อภัยธรรมชาติในระยะเริ่มต้นของมนุษย์ จากนั้นจึงพัฒนามาสู่ความหวาดกลัวต่อวิญญาณของบรรพบุรุษและบุคคลที่กล้าหาญในชุมชนซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ความหวาดกลัวนี้นำไปสู่การบวงสรวงและการเซ่นไหว้ เพื่อเป็นการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่ามีอำนาจเหนือธรรมชาติ ความเชื่อแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) ความเชื่อดั้งเดิม ที่สืบทอดอยู่ในชุมชน (2) ความเชื่อที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม คติความเชื่อสามารถอธิบายได้ว่าเป็นการยอมรับในหลักการบางอย่างหรือบุคคลซึ่งเชื่อว่ามีอำนาจเหนือมนุษย์ สิ่งเหนือธรรมชาติ และวิญญาณ ในบริบทของดินแดนแถบนี้ ความเชื่อเรื่องวิญญาณยังคงฝังแน่นในวิถีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในพิธีกรรมหรือประเพณีท้องถิ่น ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย ความเชื่อและพิธีกรรมการสะเดาะเคราะห์ต่ออายุ มนุษย์มีความเชื่อและความหวังว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออำนาจเหนือธรรมชาติจะสามารถมีอิทธิพลต่อชีวิตของตนเองได้ จึงได้ปฏิบัติตามความเชื่อนี้ด้วยวิธีการต่างๆ ในยุคโบราณ ความเชื่อเหล่านี้แสดงออกผ่านการบูชาเทพเจ้า หรือสิ่งที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยมีจุดประสงค์ให้ตนเองรอดพ้นจากภัยพิบัติและมีชีวิตยืนยาว</p>
ยโสธารา ศิริภาประภากร
สุริยา คลังฤทธิ์
เกริกวุฒิ กันเที่ยง
น้ำฝน จันทร์นวล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-17
2025-12-17
3 6
15
32
10.65205/jasrru.2025.1025
-
การบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/2962
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา (2) เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา (3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา วิธีการศึกษาใช้รูปแบบผสมผสาน ระหว่างเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา จำนวน 2,013 คน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 323 คน จำแนกเป็น ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 40 คน และครู จำนวน 283 คน โดยกำหนดขนาดของตัวอย่างตามตารางของเครจซี่ และมอร์แกน (2513) ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการสัมภาษณ์ จำนวน 6 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 3 คน และครู จำนวน 3 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .98 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ดังนี้ ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์<br />การทดสอบที (t-test) การทดสอบเอฟ (F-test) และการทดสอบความแตกต่างรายคู่ โดยใช้วิธีของ Scheffé ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.38) ตามเกณฑ์ (บุญชม ศรีสะอาด, 2560) ทั้งนี้เพราะผู้บริหารสถานศึกษา มีความตระหนักและให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารงานบุคคล เนื่องจากบุคลากรเป็นทรัพยากรหลักในการขับเคลื่อนการศึกษา โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มประสิทธิภาพใน<br />การทำงาน ซึ่งช่วยให้บุคคลสามารถเข้าถึงข้อมูลและทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและสะดวก อีกทั้งการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานย่อมส่งผลให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และช่วยให้สถานศึกษาบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ <br />2) การเปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง และประสบการณ์ในการทำงาน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนจำแนกขนาดสถานศึกษาพบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ได้ผลดังนี้ 1) ด้านการวางแผนอัตรากำลังและกำหนดตำแหน่ง ควรใช้เทคโนโลยีใน<br />การวางบุคคลให้เหมาะสมกับความต้องการของสถานศึกษา 2) ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง ควรใช้ระบบออนไลน์ในการคัดเลือกและจัดเก็บข้อมูลอย่างมีระบบ 3) ด้านการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ ควรส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากร ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และเครื่องมือดิจิทัลในการสร้างแรงจูงใจติดตามความก้าวหน้าและสนับสนุนการอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ 4) ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน ควรส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีในการประเมินผลการปฏิบัติงาน การพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนและการประเมิน วิทยฐานะ 5) ด้านวินัยและการรักษาวินัย ควรใช้เทคโนโลยีในการส่งเสริมให้ความรู้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในด้านวินัยและการรักษาวินัย สร้างความตระหนักในการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลและการประพฤติตนตามระเบียบวินัยและจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด</p>
รัชนี ท้าวมา
ธิดารัตน์ จันทะหิน
ชวนคิด มะเสนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-17
2025-12-17
3 6
33
52
10.65205/jasrru.2025.2962
-
การปฏิสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาระหว่างไทยและศรีลังกาในพุทธศตวรรษที่ 24
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3035
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ 1) ศึกษาการพระพุทธศาสนาของไทยในพุทธศตวรรษที่ 24 2) ศึกษาการพระพุทธศาสนาของศรีลังกาในพุทธศตวรรษที่ 24 และ 3) ศึกษาการปฏิสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาระหว่างไทยและศรีลังกาในพุทธศตวรรษที่ 24 การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวิธีการเก็บและรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ตำรา บทความวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิ แล้วนำมาสรุปวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การพระพุทธศาสนาของไทยในพุทธศตวรรษที่ 24 ชี้ให้เห็นว่าสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระสงฆ์จำนวนมากพากันประพฤติผิดพระธรรมวินัย จนสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องชำระอธิกรณ์หลายครั้ง พร้อมตรากฎหมายหลายฉบับเพื่อควบคุมพฤติกรรมของพระสงฆ์ บทบาทเด่นชัดของสถาบันกษัตริย์คือการสังคายนาพระไตรปิฎกและการจัดการศึกษา เพื่อเป็นคู่มือสำหรับสั่งสอนพระสงฆ์สามเณร ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติและการค้ารุ่งเรือง สมัยนี้พระสงฆ์ศรีลังกาหลายรูปเดินทางมาสืบการพระศาสนาในไทย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้ส่งพระสงฆ์ไทยเดินทางไปศรีลังกา เพื่อสืบข่าวการพระศาสนา 2) การพระพุทธศาสนาของศรีลังกาในพุทธศตวรรษที่ 24 พบว่าช่วงแรกเกิดความบาดหมางระหว่างกษัตริย์ทมิฬราชวงศ์นายักกร์และพสกนิกรชาวสิงหล เป็นเหตุให้ชาวสิงหลชักชวนอังกฤษเข้ายึดครองอาณาจักรแคนดี ช่วงท้ายตรงกับสมัยอังกฤษเข้าปกครองเกาะลังกา แม้เบื้องต้นอังกฤษจะออกกฎหมายคุ้มครองพระพุทธศาสนา แต่ก็ให้อิสระแก่นักบวชชาวคริสต์สามารถเผยแผ่ศาสนาได้อย่างเสรี พร้อมสนับสนุนให้ก่อตั้งโรงเรียนเพื่อสอนลูกหลานชาวสิงหลให้เข้ารีตเป็นคริสต์ และ 3) การปฏิสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาระหว่างไทยและศรีลังกาในพุทธศตวรรษที่ 24 พบว่าไทยต้องการทราบการพระพุทธศาสนาในศรีลังกา โดยเฉพาะวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์และประเพณีอันดีงามของชาวพุทธศรีลังกา พร้อมต้องการยืมคัมภีร์หายากมาคัดลอก ส่วนศรีลังกาต้องการความสนับสนุนการเดินทางและการบวชในคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย</p>
พระมหาพจน์ สุวโจ
พระครูศรีปัญญาวิกรม
ไว ซึรัมย์
ชยาภรณ์ สุขประเสริฐ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-18
2025-12-18
3 6
53
66
10.65205/jasrru.2025.3035
-
การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อเสริมสร้างทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ เรื่องสถิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3149
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อเสริมสร้างทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ 2) ศึกษาทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ระหว่างเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วย แผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้เชิงรุก 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก 4) ศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรม การเรียนรู้เชิงรุก กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านวังสะแบง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 21 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือในการวิจัยคือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อเสริมสร้างทักษะ การเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ มี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นวางแผน ขั้นปฏิบัติ ขั้นนำเสนอความรู้ ขั้นประยุกต์ใช้ โดยมีผลการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับ มากที่สุด</li> <li>ผลการศึกษาทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ระหว่างเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อเสริมสร้างทักษะการเชื่อมโยงภายในคณิตศาสตร์ พบว่านักเรียนทุกคนมีผลการประเมินสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70</li> <li>ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก พบว่า นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อเสริมสร้างทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด</li> </ol>
เจนวิทย์ หิปะนัด
สมถวิล ขันเขตต์
ปริญา ปริพุฒ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-22
2025-12-22
3 6
67
76
10.65205/jasrru.2025.3149
-
นโยบายประชานิยมของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร : กรณีศึกษาเงินดิจิทัลวอลเล็ต
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3215
<p>วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับนโยบายประชานิยมรัฐบาลแพทองธาร: กรณีศึกษาเงินดิจิทัลวอลเล็ต 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนานโยบายประชานิยมรัฐบาลแพทอง : กรณีศึกษาเงินดิจิทัลวอลเล็ต เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูล โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากประชาชน 388 คน ในตำบลตรมไพร อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.915 และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 14 คน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <ol> <li>ประชาชนในชุมชนมีความคิดเห็นต่อระดับนโยบายประชานิยมรัฐบาลแพทองธาร: กรณีศึกษาเงินดิจิทัลวอลเล็ต โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (= 3.59, S.D.= 0.746) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านความเหมาะสมของกลุ่มเป้าหมาย เป็นด้านที่มีระดับสูงที่สุด (= 3.73, S.D. = 0.758) รองลงมา คือ ด้านความสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ( = 3.70, S.D. = 0.861) ด้านความเข้าใจในนโยบาย ( = 3.53, S.D. = 0.853) ด้านความคุ้มค่าและผลกระทบทางเศรษฐกิจ ( = 3.50, S.D. = 0.850) ตามลำดับ และสุดท้าย คือ ด้านความโปร่งใสและการบริหารจัดการ ( = 3.50, S.D. = 0.850)</li> <li>เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับนโยบายประชานิยมรัฐบาลแพทองธาร: กรณีศึกษาเงินดิจิทัลวอลเล็ต โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และการลงทะเบียนเพื่อของรับสิทธิ์เงินดิจิทัลวอลเล็ต พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ แตกต่างกันมีระดับความคิดเห็นต่อระดับนโยบายประชานิยมรัฐบาลแพทองธาร: กรณีศึกษาเงินดิจิทัลวอลเล็ต โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน และการลงทะเบียนเพื่อของรับสิทธิ์เงินดิจิทัลวอลเล็ต แตกต่างกันมีระดับมีระดับความคิดเห็นต่อระดับนโยบายประชานิยมรัฐบาลแพทองธาร: กรณีศึกษาเงินดิจิทัลวอลเล็ต แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญสถิติที่ระดับ 0.05 จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้</li> <li>3. แนวทางการพัฒนานโยบายประชานิยมรัฐบาลแพทอง : กรณีศึกษาเงินดิจิทัลวอลเล็ต ได้แก่ (1) เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารและการเข้าถึงสิทธิ์ (2) กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนและจำเพาะ (3) บูรณาการกับนโยบายพัฒนาอาชีพระยะยาว (4) เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการ และ (5) เปลี่ยนจากการแจกเงินชั่วคราวเป็นการเสริมศักยภาพอย่างยั่งยืน</li> </ol>
สุนิสา โพธิ์ศรี
ศศิธร ศูนย์กลาง
ชัย สมรภูมิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-22
2025-12-22
3 6
77
90
10.65205/jasrru.2025.3215
-
การศึกษาปัญหาการออกเสียงของผู้เรียนในการเน้นเสียงที่เป็นลักษณะเสียงเหนือระดับหน่วยเสียง และทัศนคติของผู้เรียนที่มีต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกเสียง: กรณีศึกษาผู้เรียนภาษาอังกฤษระดับกลาง
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/2883
<p>งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์คือระบุปัญหาการออกเสียงของผู้เรียนภาษาอังกฤษระดับกลางในด้านการเน้นเสียง(stress) ของลักษณะเสียงที่อยู่เหนือระดับหน่วยเสียง (suprasegmental features) นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกเสียง ผู้เข้าร่วมในการศึกษาครั้งนี้คือผู้เรียนภาษาอังกฤษระดับกลางจำนวน12 คนจากโรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่งในเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเฉพาะกรณีใช้การสุ่มแบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิดพร้อมทั้งการอธิบายผลในเชิงปริมาณ เครื่องมือแรกคือแบบทดสอบการเน้นเสียงในคำที่มีสองพยางค์ สามพยางค์ สี่พยางค์ การรวมคำ และการเน้นเสียงในระดับประโยค โดยผลลัพธ์แสดงเป็นร้อยละ เครื่องมือที่สองคือแบบสอบถามทัศนคติของผู้เรียนต่อปัจจัยที่มีผลต่อการออกเสียง ผลการวิจัยพบว่าผู้เรียนระดับกลางมีความสามารถจำกัดในการเน้นเสียงอย่างถูกต้องโดยเฉพาะในคำกริยาที่ มีสามพยางค์ คำคุณศัพท์ที่มีสี่พยางค์ (เช่น คำที่ลงท้ายด้วย -gy, -ic และ -ical) การรวมกันของคำคุณศัพท์กับคำนาม รวมถึงการเน้นเสียงในคำเนื้อหาในประโยค เช่น คำนามเฉพาะ (โดยเฉพาะชื่อบุคคล) และคำกริยาวิเศษณ์ ส่วนในด้านปัจจัยที่มีผลต่อการออกเสียง ผู้เรียนชี้ให้เห็นว่าปัจจัยหลักคือ อิทธิพลจากภาษาแม่ สภาพแวดล้อมในการเรียน การได้รับคำแนะนำด้านการออกเสียงอย่างเหมาะสม และความสามารถในการจดจำ</p>
Yoon Wut Yee Kyaw
Anchalee Chayanuvat
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-25
2025-12-25
3 6
91
108
10.65205/jasrru.2025.2883
-
ผลของการใช้สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ดิจิทัลตามแนวคอนสตรัคติวิสต์เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ เรื่องตัวแปรสุ่มและการแจกแจงความน่าจะเป็น ในรายวิชาสถิติสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3124
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการคิดเชิงคำนวณ และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการคิดเชิงคำนวณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วยสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ดิจิทัลตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณในรายวิชาสถิติ เรื่องตัวแปรสุ่มและการแจกแจงความน่าจะเป็น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีธาตุพิทยาคม จำนวน 25 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ดิจิทัลตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบวัดการคิดเชิงคำนวณแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และวิเคราะห์สมการถดถอย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนการคิดเชิงคำนวณหลังเรียนด้วยสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ดิจิทัลฯ ของนักเรียน 25 คน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ทั้งสิ้น 19 คน คิดเป็นร้อยละ 76 ของนักเรียนทั้งหมด และ2) ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนที่ได้จากแบบวัดการคิดเชิงคำนวณและคะแนนที่ได้จากแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ได้ค่า r<sup>2</sup> เท่ากับ 0.2476 ซึ่งมีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก แสดงให้เห็นว่าคะแนนการคิดเชิงคำนวณไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อาจจะมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นปัจจัยส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการคิดเชิงคำนวณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน</p>
ธนกร กลางประพันธ์
อนุชา โสมาบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-25
2025-12-25
3 6
109
120
10.65205/jasrru.2025.3124
-
การประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์และสังคมของโครงการ ADVOCATE เพื่อการพัฒนาทักษะบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในชุมชน กรณีศึกษาพื้นที่นำร่อง 8 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3154
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์และสังคมของโครงการ ADVOCATE ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาทักษะบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในชุมชน และ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาทักษะบุคลากรท้องถิ่นกับคุณภาพชีวิตและการมีส่วนร่วมของผู้สูงวัยในระดับชุมชน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แกนนำชุมชน และผู้สูงวัย จำนวน 400 คน จากพื้นที่นำร่อง 8 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ ขณะที่การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การคัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้บริหารท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการ และแกนนำผู้สูงวัย จำนวน 30 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามประเมินทักษะบุคลากรและคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน และการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) โครงการ ADVOCATE สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์และสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่าอัตราผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) เท่ากับ 2.27 ต่อ 1 สะท้อนถึงความคุ้มค่าของการลงทุนในการพัฒนาทักษะบุคลากรท้องถิ่น และ 2) การพัฒนาทักษะบุคลากรท้องถิ่นด้านการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ และการบริหารจัดการ มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับคุณภาพชีวิตและการมีส่วนร่วมของผู้สูงวัยในระดับชุมชน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาทุนมนุษย์ภาครัฐท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงการพัฒนาองค์กรกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและทุนทางสังคมของผู้สูงวัยอย่างเป็นระบบ และสามารถใช้เป็นฐานหลักฐานเชิงนโยบายในการออกแบบและขยายผลโครงการพัฒนาสังคมผู้สูงวัยในระดับพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน</p>
อภิญญา ศรีเงินยวง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-25
2025-12-25
3 6
121
134
10.65205/jasrru.2025.3154
-
การสร้างแบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/2998
<p>สภาพสังคมไทยในปัจจุบันตกอยู่ในสภาพวิกฤต อันเป็นผลมาจากความอ่อนแอทางความคิดส่งผลให้บุคคลในสังคมขาดการตรวจสอบความจริง และตีความสถานการณ์ต่าง ๆ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพของผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดขั้นสูง เพื่อให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้สำหรับการตัดสินใจ และสามารถหาวิธีแก้ไขปัญหา ได้อย่างถูกต้อง การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างแบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการแก้ปัญหา 2) ตรวจสอบคุณภาพแบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการแก้ปัญหา 3) สร้างเกณฑ์ปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ จำนวน 807 คน เครื่องมือเป็นแบบวัด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และคะแนนมาตรฐานทีแบบ แจกแจงปกติ ผลการวิจัยพบว่า มีดัชนีวัดระดับความกลมกลืนระหว่างโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ได้ค่าไคสแควร์ ไม่มีนัยสำคัญทางสถิต ( = 210.47, df = 187, p–value =0.12, = 1.13 <em>และค่า </em>RMSEA = 0.02 ค่า GFI = 0.94 ค่า AGFI = 0.90 ค่า RMA = 0.045 แสดงว่า โมเดลมีความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง มีเกณฑ์ปกติในรูปคะแนน T ปกติ อยู่ระหว่าง T20 ถึง T77 ได้สมการเส้นตรงดังนี้ = 1.196X - 39.33 แสดงว่าระดับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการแก้ปัญหา อยู่ในระดับอ่อนถึงระดับดีมาก ส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี</p> <p> การวิจัยที่ตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดช่วยให้เครื่องมือมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือมีคุณภาพในการวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการแก้ปัญหา สามารถประเมินทักษะผู้เรียนเป็นรูปธรรมมากขึ้น หรือใน การพัฒนาการเรียนการสอน และการตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การพัฒนาทักษะเหล่านี้เกิดขึ้นจริง และตอบโจทย์สังคมปัจจุบัน และสร้างเกณฑ์ปกติสามารถแปลความหมายคะแนนของนักเรียนมีความชัดเจน มีความเป็นมาตรฐาน ผู้สอนสามารถใช้เกณฑ์ดังกล่าวในการประเมินระดับความสามารถของผู้เรียนได้อย่างเป็นธรรมและถูกต้อง ผลการประเมินสามารถนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาการเรียนการสอนและติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ปัญณพร ยามา
อรนุช ศรีคำ
สุชาติ หอมจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
3 6
135
148
10.65205/jasrru.2025.2998
-
คุณภาพการบริการอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการใช้บริการเยี่ยมผู้ต้องขังของญาติผู้ต้องขังในเรือนจำ เขต 4
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3115
<p> ภายใต้นโยบายราชทัณฑ์ดิจิทัล การให้บริการเยี่ยมผู้ต้องขังผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้ต้องขัง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์และผลกระทบระหว่างคุณภาพบริการอิเล็กทรอนิกส์กับความเชื่อมั่นของญาติผู้ต้องขังที่ใช้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ในเรือนจำ เขต 4 การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากญาติผู้ต้องขังที่ใช้บริการเยี่ยมญาติผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 294 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์พหุคูณและการถดถอยแบบพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพการบริการอิเล็กทรอนิกส์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเชื่อมั่นของญาติผู้ต้องขังที่ใช้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01และผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า คุณภาพการบริการอิเล็กทรอนิกส์ ด้านการติดต่อหลังการบริการ ด้านความเป็นส่วนตัว ด้านการทำให้บรรลุเป้าหมาย และด้านการตอบสนองผู้รับบริการ มีผลกระทบเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นในการใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยตัวแปรอิสระทั้งหมดสามารถอธิบายความแปรปรวนของความเชื่อมั่นในการใช้บริการได้ร้อยละ 75.80 (R<sup>2</sup>=0.758) ขณะที่ด้านประสิทธิภาพการใช้งาน ด้านความพร้อมของระบบ และด้านการชดเชย ไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาคุณภาพการบริการอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนอง ความเป็นส่วนตัว การติดตามหลังการให้บริการและการบรรลุเป้าหมายในการใช้บริการ มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของญาติผู้ต้องขัง และสามารถนำไปกำหนดแนวทางพัฒนาระบบบริการเยี่ยมผู้ต้องขังผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้นโยบายราชทัณฑ์ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
พิมลพร นาใจรีบ
เสาวลักษณ์ จิตติมงคล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
3 6
149
168
10.65205/jasrru.2025.3115
-
การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/2979
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบสภาพการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน (3) ศึกษาแนวทางพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน<br />เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 329 คน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test) การทดสอบเอฟ (F-test) และการทดสอบความแตกต่างรายคู่โดยวิธีการของ Scheffe’</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบสภาพการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่งและวุฒิการศึกษา แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และจำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษา ได้แก่ 1) ด้านการบริหารวิชาการ ควรส่งเสริมให้มีการจัดการวัดประเมินผลในรูปแบบออนไลน์และเปลี่ยนห้องเรียนธรรมดาสู่สนามแห่งการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 2) ด้านการบริหารงบประมาณ ควรส่งเสริมให้ครูเข้ารับการอบรมและพัฒนาทักษะโปรแกรมเพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความแม่นยำของการบันทึกข้อมูลการเบิกจ่าย 3) ด้านการบริหารบุคคล ควรสนับสนุนการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษาตามบริบทของโรงเรียน และ 4) ด้านการบริหารทั่วไป ควรส่งเสริมให้ครูพัฒนาและใช้คลังสื่อดิจิทัลเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ และสนับสนุนระบบบริหารจัดการและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างสถานศึกษา ครู ผู้เรียน และผู้ปกครอง</p>
กฤตรดี อาจสาลี
อรรถพร วรรณทอง
ชวนคิด มะเสนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
3 6
169
186
10.65205/jasrru.2025.2979
-
การประเมินหลักสูตรสถานศึกษา โครงการห้องเรียนพิเศษภาษาจีนและภาษาอังกฤษ (ICE) โรงเรียนเลยพิทยาคม พุทธศักราช 2566 โดยใช้รูปแบบซิปป์ (CIPP MODEL)
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3214
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินหลักสูตรสถานศึกษาโครงการห้องเรียนพิเศษภาษาจีนและภาษาอังกฤษ (ICE) โรงเรียนเลยพิทยาคม พุทธศักราช 2566 โดยใช้รูปแบบซิปป์ (CIPP Model)ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้างานพัฒนาหลักสูตร หัวหน้ากลุ่มสาระ ครูผู้สอน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 รวมทั้งสิ้น 96 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพื้นฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ด้านบริบท มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (=4.85, S.D.=0.27) หลักสูตรมีโครงสร้างชัดเจน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียนและแนวทางการพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 2) ด้านปัจจัยนำเข้า มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (=4.80, S.D.=0.25) โรงเรียนมีผู้บริหารและครูบุคลากรที่มีคุณภาพ มีงบประมาณและแหล่งเรียนรู้เพียงพอ ส่งเสริมการดำเนินงานของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) ด้านกระบวนการ มีความเหมาะสมในระดับมาก (=4.74, S.D.=0.37) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีความหลากหลาย สอดคล้องกับเป้าหมายของหลักสูตร มีการวัดผลประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และได้รับการนิเทศติดตามอย่างเป็นระบบ และ 4) ด้านผลผลิต พบว่า 4.1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คิดเป็นร้อยละ 87.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 4.2) นักเรียนมีผลการสอบวัดระดับภาษาจีน (HSK) ผ่านตามเกณฑ์ทุกระดับชั้น 4.3) นักเรียนมีผลการสอบภาษาอังกฤษ (CU-TEP) อยู่ในระดับ Low Intermediate ขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 100 และ 4.4) นักเรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์อยู่ในระดับผ่านขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 100 ผลการวิจัยโดยภาพรวมสรุปได้ว่าหลักสูตรห้องเรียนพิเศษภาษาจีนและภาษาอังกฤษ (ICE) โรงเรียนเลยพิทยาคมมีความเหมาะสมและประสิทธิภาพในระดับมากที่สุด สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะทางภาษาจีนและภาษาอังกฤษได้อย่างสอดคล้องกับเป้าหมายของหลักสูตรฐานสมรรถนะและนโยบายการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</p>
ชัชค์ณุชานนท์ จิณธกาญจน์
จิตรทิวัส แก้วดี
กรรณิการ์ สีแดง
อธิพงษ์ นาชัยโชติ
สิทธิพล อาจอินทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
3 6
187
202
10.65205/jasrru.2025.3214