วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru <p><strong>วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ</strong><br />Journal of Academic Surindra Rajabhat<br />ISSN 2822-0870 (Print) ISSN 2822-0889 (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของวารสาร (Aims)</strong><br />วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ เป็นวารสารวิชาการสหวิทยาการที่มุ่งเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณค่าเชิงวิชาการด้านศาสตร์ว่าด้วยมนุษย์และอัตลักษณ์ในบริบทท้องถิ่นและสังคมร่วมสมัย ศาสตร์ว่าด้วยสังคม ชุมชน และการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ตลอดจนองค์ความรู้บูรณาการเพื่อการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> <p>วารสารให้ความสำคัญกับการสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ที่มีความเข้มข้นทางวิชาการ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาในระดับชุมชน ท้องถิ่น และสังคม โดยมุ่งสนับสนุนพันธกิจของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ในฐานะ “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” และส่งเสริมการเชื่อมโยงองค์ความรู้เชิงวิชาการกับบริบททางสังคมร่วมสมัยในระดับชาติและนานาชาติ</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร (Scope)</strong><br />วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการเปิดรับพิจารณาบทความวิจัยและบทความวิชาการในขอบเขตต่อไปนี้<br />1. ศาสตร์ว่าด้วยมนุษย์และอัตลักษณ์ในบริบทท้องถิ่นและสังคมร่วมสมัย<br />ครอบคลุมการศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ อัตลักษณ์ การดำรงอยู่ และการปรับตัวของมนุษย์ในบริบทท้องถิ่น สังคมไทย และสังคมร่วมสมัย โดยเน้นการวิเคราะห์เชิงแนวคิด ทฤษฎี และกรอบวิชาการ<br />2. ศาสตร์ว่าด้วยสังคม ชุมชน และการเปลี่ยนแปลง<br />ครอบคลุมการศึกษาพลวัตของสังคมและชุมชน การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความสัมพันธ์ทางสังคม โครงสร้างและกระบวนการทางสังคม รวมถึงประเด็นสังคมร่วมสมัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาชุมชนและสังคม<br />3. การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาศักยภาพมนุษย์<br />ครอบคลุมการศึกษาเกี่ยวกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต การจัดการเรียนรู้ในบริบทที่หลากหลาย การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ การเรียนรู้เชิงพื้นที่ การเรียนรู้บนฐานชุมชน และนวัตกรรมด้านการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการพัฒนาคนและสังคม<br />4. องค์ความรู้บูรณาการเพื่อการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นอย่างยั่งยืน<br />ครอบคลุมงานวิจัยและบทความเชิงบูรณาการที่ผสานองค์ความรู้จากศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนา การแก้ไขปัญหา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ</strong> คือ<br />ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน)<br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม) <br /><strong>ทั้งนี้</strong> วารสารจะตีพิมพ์บทความ 20-30 บทความต่อฉบับ โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2569 (ค.ศ.2026) เป็นต้นไป</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong> แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Academic Article) รับตีพิมพ์บทความ ทั้ง บทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>เงื่อนไขการตีพิมพ์บทความ</strong><br />บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสองท่าน โดยบทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร ทั้งนี้ บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <p><strong>ทั้งนี้</strong> วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เฉพาะแบบปกติ และไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์แบบเร่งด่วน (Fast Track) ดังนี้<br />- บทความวิจัย/บทความวิชาการ ภาษาไทย 3,500 บาท/บทความ<br />- บทความวิจัย/บทความวิชาการ ภาษาอังกฤษ 4,500 บาท/บทความ</p> <p><strong>คำชี้แจง</strong> ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ<br />1. ขอให้ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย<br /> 1.1 บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์<br /> 1.2 แบบฟอร์มส่งบทความ จำนวน 1 ไฟล์<br />2. เมื่อไฟล์เอกสารครบถ้วนแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น ตามข้อกำหนดของวารสาร หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนการตรวจประเมินคุณภาพบทความ<br />3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสาร กำหนดให้โอนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารผ่านทางบัญชีธนาคาร โดยผู้นิพนธ์จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วารสารเท่านั้น</p> <p><strong>ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม</strong><br />ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (บกศ2)<br />ชื่อธนาคาร ธนาคารกรุงเทพ ประเภท เงินฝากออมทรัพย์<br />เลขที่บัญชี 644-0-30330-0</p> <p><strong>ทั้งนี้</strong> เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินผ่านระบบวารสาร โดยระบุ 1) ชื่อ-สกุล ผู้นิพนธ์ 2) ชื่อบทความ 3) สลิปการโอน</p> <p><strong>หมายเหตุ:</strong> การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสาร ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสองท่าน และถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์วารสารดังกล่าว</p> ฝ่ายยุทธศาสตร์การยกรดับคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ th-TH วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ 2822-0870 ความมั่นคงไซเบอร์ในยุคโลกาภิวัตน์ : นโยบายและมาตรการรับมือของประเทศไทย https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3037 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิดด้านความมั่นคงไซเบอร์ในบริบทของรัฐศาสตร์ โดยเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีความมั่นคงแบบดั้งเดิม (Traditional Security) ความมั่นคงแบบไม่ใช่ทางทหาร (Non-traditional Security) และแนวคิด Cybersecurity กับปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ (globalization) ที่ส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจและความเปราะบางของรัฐ การศึกษาพบว่า ภัยคุกคามไซเบอร์ไม่เพียงกระทบด้านเทคนิคหรือเศรษฐกิจ แต่ยังสัมพันธ์กับอำนาจรัฐและอธิปไตย โดยอาจเกิดจากรัฐอื่น กลุ่มผู้เล่นที่ไม่ใช่รัฐ หรือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ตัวอย่างที่เห็นชัด ได้แก่ การโจมตีมัลแวร์ WannaCry ในระดับสากล และเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ในประเทศไทย เช่น การโจมตีระบบโรงพยาบาลและธนาคาร การวิเคราะห์เชิงทฤษฎีชี้ให้เห็นว่ากรอบ Realism, Liberalism และ Constructivism สามารถอธิบายกลยุทธ์การป้องกันและการสร้างมาตรการร่วมระหว่างประเทศ รวมถึงการกำหนดบรรทัดฐานความมั่นคงไซเบอร์ในเวทีโลก ในบริบทของประเทศไทย รัฐได้ออกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เพื่อสร้างกลไกและมาตรการป้องกันภัยคุกคามที่กระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและความมั่นคงของรัฐ ทั้งนี้ การกำหนดนโยบายไซเบอร์ของไทยสะท้อนถึงความพยายามสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความมั่นคงของรัฐและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพพลเมือง ผลการศึกษาเน้นย้ำว่าความมั่นคงไซเบอร์ในยุคโลกาภิวัตน์เป็นทั้งความท้าทายเชิงนโยบายและสมรภูมิทางการเมืองใหม่ รัฐไทยจำเป็นต้องออกแบบมาตรการที่ครอบคลุมทั้งด้านอำนาจ กติกา และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงที่สอดคล้องกับบริบทโลกดิจิทัล</p> อนุกูล ไชยโคตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 4 1 e3037 e3037 10.65205/jasrru.2026.e3037 แนวคิดสำนักสังคมวิทยากฎหมายของโรสโค พาวด์กับการสร้างความเป็นธรรมและความเสมอภาคในสังคมไทย https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3224 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การประยุกต์ใช้แนวคิดสังคมวิทยากฎหมายของโรสโค พาวด์ (Roscoe Pound) โดยเฉพาะทฤษฎี “วิศวกรรมสังคม” (Social Engineering) เพื่อเป็นกลไกในการสร้างความเป็นธรรมและความเสมอภาคในบริบทของสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวมในหลายมิติ การศึกษานี้ใช้วิธีรวบรวมเอกสารและวิเคราะห์ผ่านกรณีศึกษาสำคัญ 4 ประเด็นผลการศึกษาพบว่า แนวคิดของพาวด์ ที่เน้นการชั่งน้ำหนักส่วนได้เสียและการใช้กฎหมายเพื่อประสานประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน สามารถนำมาปรับใช้ได้ดังนี้ (1) แรงงานนอกระบบ การสร้างวิศวกรรมทางกฎหมายเพื่อขยายขอบเขตความคุ้มครองทางสังคมให้ครอบคลุมแรงงานที่ไม่อยู่ในระบบจ้างงานเดิมเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต (2) การสมรสเท่าเทียม การรับรองสิทธิก่อตั้งครอบครัวของบุคคลทุกเพศสภาพ ถือเป็นการปรับปรุงโครงสร้างสังคมให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ในยุคสมัยใหม่ (3) การปล่อยเช่าห้องชุดระยะสั้น กฎหมายต้องทำหน้าที่ประนีประนอมระหว่างสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินของเจ้าของห้องชุดกับสิทธิในความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ ดังนั้นการสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทยผ่านมุมมองของพาวด์คือการออกแบบกฎหมายให้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเชิงรุกในการจัดระเบียบสังคม เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของผู้คนในสังคมให้ได้มากที่สุดโดยสูญเสียทรัพยากรน้อยที่สุด</p> รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน นนทวัฒน์ สุวรรณ วัลลภ ห่างไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 4 1 e3224 e3224 10.65205/jasrru.2026.e3224 แนวคิดวัตถุประสงค์และผลลัพธ์สำคัญ (OKRs) ที่ส่งเสริมการพัฒนางานการบริหารวิชาการในโรงเรียน https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3045 <p>แนวคิดวัตถุประสงค์และผลลัพธ์สำคัญ (Objectives and Key Results: OKRs) ที่ส่งเสริม การพัฒนางานการบริหารวิชาการในโรงเรียน เป็นแนวคิดที่เน้นการกำหนดวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ ที่ชัดเจนและสอดคล้องกับเป้าหมายของการบริหารงาน สามารถวัด ติดตาม และประเมินผลได้อย่างเป็นระบบ ผลักดันการดำเนินงานขององค์กรเป็นไปตามเป้าหมายโดยใช้ระยะเวลาสั้น ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 2 ประการ ได้แก่ วัตถุประสงค์ที่มีลักษณะท้าทายและเป็นเป้าหมายเชิงคุณภาพ และผลลัพธ์สำคัญที่เป็นตัวชี้วัดวัดผลเชิงปริมาณที่มีความเฉพาะเจาะจง ชัดเจน และตรวจสอบได้ ทั้งนี้ แนวคิดข้างต้นมีหลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ การตั้งเป้าหมาย การกำหนดผลลัพธ์สำคัญ การลงมือปฏิบัติและการประเมินผล การนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ในการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการพัฒนางาน ขององค์กรให้มีความก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานการบริหารวิชาการ อันเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารสถานศึกษาที่เสริมสร้างให้ผู้เรียนมีคุณภาพ ช่วยให้การบริหารงานวิชาการมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมการบริหารตามขอบข่ายวิชาการและมีกระบวนการที่สนับสนุนให้เกิดระบบที่เอื้ออำนวย ส่งเสริมให้การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนมีประสิทธิผลเป็นไปตามบริบทของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง บทความนี้จึงมุ่งอธิบายและสังเคราะห์การประยุกต์ใช้แนวคิดวัตถุประสงค์และผลลัพธ์สำคัญกับการพัฒนางานบริหารวิชาการในโรงเรียน</p> เกศรินทร์ หาญดำรงค์รักษ์ สุภัทรา เอื้อวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 4 1 e3045 e3045 10.65205/jasrru.2026.e3045 การจัดการองค์กร การบริหารการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กร ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานประเมินราคาหลักประกันของพนักงาน ธ.ก.ส. https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3042 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการจัดการองค์กร การบริหารการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กร ต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานประเมินราคาหลักประกันของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนล่าง โดยมุ่งเน้น 3 ตัวแปรสำคัญ ได้แก่ การจัดการองค์กร การบริหารการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ จากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน ใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยทั้งสามมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาสรุปว่า การส่งเสริมพฤติกรรมการทำงานที่เกินกว่าหน้าที่ การปลูกฝังค่านิยมการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมองค์กร และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานประเมินราคาหลักประกัน ผลการวิจัยนี้มีนัยสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการทฤษฎี POLC การบริหารการเปลี่ยนแปลง และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กร (OCB) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การจัดการบุคลากรในสถาบันการเงินและองค์กรภาครัฐที่ต้องเผชิญแรงกดดันด้านเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างขององค์กรในยุคดิจิทัล</p> ไพรัช พนมศักดิ์ พรพิมล กะชามาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-26 2026-04-26 4 1 e3042 e3042 10.65205/jasrru.2026.e3042 ผลของการจัดการเรียนรู้จากภูมิปัญญาทางภาษาไทยโดยใช้เกมปริศนาคำทาย https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3053 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้จากภูมิปัญญาทางภาษาไทยโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบเกม (Game-based Learning : GBL) 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่ได้จากการจัดการเรียนรู้แบบเกม (Game-based Learning : GBL) กลุ่มเป้าหมายที่ใช้เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านตาดโตน (คุรุประชาสามัคคี) จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 3 แผน 2) แบบประเมินคุณภาพ แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ 1) ค่าเฉลี่ย 2) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3) สถิติ t-test (dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้จากภูมิปัญญาทางภาษาไทยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบเกม (Game-based Learning : GBL) มีผลการประเมินผลคุณแผนการจัดการเรียนรู้โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅= 4.00) 2) การพัฒนาผลสัมฤทธิ์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่ได้จากการจัดการเรียนรู้แบบเกม (Game-based Learning : GBL) พบว่ากลุ่มเป้าหมายมีความสามารถในการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> เจนจิรา ดวงศิริ ฐิติรดา เปรมปรี รมย์รวินท์ วงค์เวียน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-26 2026-04-26 4 1 e3053 e3053 10.65205/jasrru.2026.e3053 รูปแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ยะลา https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3060 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาล และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับชั้นปับรูปแบบการเรียนรู้ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักศึกษาพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 1-4 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ยะลา ที่ลงทะเบียนเรียนในปีการศึกษา 2568 จำนวน 339 คน โดยผู้วิจัยทำการศึกษาจากประชากรทั้งหมดด้วยวิธีสำมะโน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามรูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดของกราส์ซา และไรซ์แมน ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .916 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และทดสอบความสัมพันธ์ด้วยการทดสอบ ไคสแควร์ (Chi-Square Test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้โดยรวมของนักศึกษาพยาบาลส่วนใหญ่เป็นรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ (ร้อยละ 57.8) รองลงมาคือ มีรูปแบบการเรียนรู้หลายรูปแบบ (ร้อยละ 20.9) และรูปแบบการเรียนรู้แบบพึ่งพา (ร้อยละ 13.6) 2) ระดับชั้นปีมีความสัมพันธ์กับรูปแบบการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>X<sup>2</sup></em> = 33.873, <em>p</em> = .001) โดยพบว่าเมื่อนักศึกษามีชั้นปีสูงขึ้น สัดส่วนของรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่สัดส่วนของการมีรูปแบบการเรียนรู้แบบหลายรูปแบบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น</p> <p> ดังจะเห็นได้ว่าอาจารย์ผู้สอนควรออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน และสำหรับนักศึกษาชั้นปีสูงขึ้นควรจัดรูปแบบการสอนที่หลากหลายเพื่อตอบสนองต่อความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้น</p> สาธิมาน มากชูชิต กมลวรรณ สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-26 2026-04-26 4 1 e3060 e3060 10.65205/jasrru.2026.e3060 การพัฒนาผู้ประกอบการชุมชนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา จังหวัดสุรินทร์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3168 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ทักษะ ขีดความสามารถทางการค้า ตลอดจนเพื่อพัฒนาชุมชนที่จะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าในพื้นที่ชายแดนไทย– กัมพูชา จังหวัดสุรินทร์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ประชาชนบ้านโคกเมือง ตำบลบ้านจารย์ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 20 คน แบบเจาะจง ดำเนินการเก็บข้อมูลจำนวน 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ทักษะและขีดความสามารถทางการค้า และระยะที่ 2 การพัฒนาชุมชนและการเพิ่มขีดความสามารถทางการค้า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะและองค์ความรู้ด้านการผลิตผลิตภัณฑ์ชองชุมชนชายแดนไทย-กัมพูชามีความชำนาญเป็นอย่างมาก ซึ่งได้รับเทคนิคการจักสานและความรู้เรื่องวัตถุดิบจากภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนานจากบรรพบุรุษ ทักษะด้านการบริหารจัดการยังไม่มีการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งยังขาดความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการต้นทุนในการผลิต ทักษะด้านการตลาดและการค้า ความสามารถในการเข้าถึงตลาดนั้นส่วนใหญ่เป็นการจำหน่ายในตลาดหลักคือท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นการนำไปขายโดยตรง และชาวบ้านส่วนใหญ่ขาดทักษะด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย สำหรับขีดความสามารถทางการค้าของชุมชน พบว่า จุดแข็งสำคัญคือภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนาน สามารถต่อยอดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสินค้า และบริการในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาได้ 2) แนวทางการพัฒนาชุมชนที่จะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถทางการค้า ประกอบด้วย 3 มิติ ได้แก่ (1) การยกระดับผลิตภัณฑ์และคุณภาพ (2) การเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการจัดการ และ (3) การขยายตลาด ถือเป็นกระบวนการพัฒนาที่มีลักษณะบูรณาการทั้งด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการใช้ความรู้สมัยใหม่</p> พิมภัสสร ชูตระกูล วิมลกานต์ นิธิศิริวริศกุล ทรงกลด พลพวก สมชาย ชายสำอางค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-26 2026-04-26 4 1 e3168 e3168 10.65205/jasrru.2026.e3168 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรในอำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3171 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลังในตำบลภูน้ำหยด จำนวน 159 ราย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2567/68 โดยใช้แบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การจัดเรียงลำดับ และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรผู้ปลุกมันสำปะหลังมีอายุเฉลี่ย 52 ปี มีพื้นที่ผลิตมันสำปะหลังเฉลี่ย 13.42 ไร่ รายได้จากการผลิตมันสำปะหลังเฉลี่ย 7,567.10 บาท/ไร่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง ร้อยละ 76.10 เลือกท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ที่อายุ 8 - 12 เดือน ร้อยละ 78.20 พ่นสารกำจัดวัชพืชก่อนงอกทันทีหลังปลูก ปัญหาในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร ด้านท่อนพันธุ์ไม่ต้านทานต่อโรคพืช ขาแรงงานในการผลิต และน้ำไม่เพียงพอในการผลิต ข้อเสนอแนะในการเพิ่มประสิทธิภาพควรส่งเสริมเกษตรกรทำแปลงมันสำปะหลังสะอาดสำหรับทำท่อนพันธุ์ เพื่อให้เกษตรกรมีท่อนพันธุ์สะอาดไว้ใช้เองและมีท่อนพันธุ์เพียงพอต่อการผลิตมันสำปะหลังในรอบปีการผลิตถัดไป</p> นารีรัตน์ สีระสาร พรรณนิดา อรุณดี บำเพ็ญ เขียวหวาน พิมพรรณ พิมลรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-26 2026-04-26 4 1 e3171 e3171 10.65205/jasrru.2026.e3171 การใช้เทคนิคสตอรี่ไลน์ร่วมกับบทบาทสมมติเพื่อเสริมสร้างทักษะทางสังคม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3195 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยการบูรณาการเทคนิคสตอรี่ไลน์และบทบาทสมมติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในรายวิชาหน้าที่พลเมือง 2) ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมดังกล่าว ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) เปรียบเทียบทักษะทางสังคมของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนสิงหพาหุประสานมิตรอุปถัมภ์ จังหวัดลพบุรี จำนวน 39 คน ได้มาด้วยการสุ่มแบบกลุ่ม การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลองโดยใช้รูปแบบการทดลองกลุ่มเดียววัดก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 15 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ และ 3) แบบประเมินทักษะทางสังคม จำนวน 25 ข้อ ข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมในระดับมาก 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05) และ 3) ทักษะทางสังคมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการบูรณาการเทคนิคสตอรี่ไลน์และบทบาทสมมติเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผล ช่วยพัฒนาความเข้าใจทางวิชาการและทักษะทางสังคมของผู้เรียนได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังส่งเสริมคุณลักษณะของพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ มีเหตุผล และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสันติ สอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อความเป็นพลเมืองในศตวรรษที่ 21</p> วีรวิชญ์ บุญส่ง ธนพัฒน์ เณรน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 4 1 e3195 e3195 10.65205/jasrru.2026.e3195 การพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจต่อการเรียนรายวิชา การจัดกิจกรรมทางศิลปะระดับการศึกษาปฐมวัยของนักศึกษาครูสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยชั้นปีที่ 2 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3267 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 2) เปรียบเทียบสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา การจัดกิจกรรมทางศิลปะระดับการศึกษาปฐมวัยก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาครูสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยชั้นปีที่ 2 ที่มีต่อรายวิชา การจัดกิจกรรมทางศิลปะระดับการศึกษาปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาครูสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 50 คน ซึ่งได้มาแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนการสอน (มคอ.3) รายวิชาการจัดกิจกรรมทางศิลปะระดับการศึกษาปฐมวัย 2) แบบประเมินสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการของนักศึกษาครูสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยด้วยกิจกรรมศิลปะระดับการศึกษาปฐมวัย 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา การจัดกิจกรรมทางศิลปะระดับการศึกษาปฐมวัย และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนรายวิชาการจัดกิจกรรมทางศิลปะระดับการศึกษาปฐมวัย สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษา มีสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) นักศึกษามีสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้กิจกรรมทางศิลปะระดับการศึกษาปฐมวัยสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักศึกษา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนรายวิชา การจัดกิจกรรมทางศิลปะระดับการศึกษาปฐมวัยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักศึกษา มีความพึงพอใจต่อรายวิชา การจัดกิจกรรมทางศิลปะระดับการศึกษาปฐมวัย อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ธนพร แถวไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 4 1 e3267 e3267 10.65205/jasrru.2026.e3267 การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้บูรณาการตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3320 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหน่วยการเรียนรู้บูรณาการตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหน่วยการเรียนรู้ ตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสร้างแก้ว ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 9 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) หน่วยการเรียนรู้ 2) แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ โดยมีขั้นตอนการพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ ดังนี้ 1) การจัดทำหน่วยการเรียนรู้ 2) การจัดการเรียนรู้ และ 3) การประเมินหน่วยการเรียนรู้ สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ สถิติทดสอบฟรีดแมนและวิลคอกซอน ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ เป็นการบูรณาการระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์และสุขศึกษามีองค์ประกอบดังนี้ ชื่อหน่วยการเรียนรู้บูรณาการ มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้(จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน) ชิ้นงานหรือภาระงาน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ โดยมีผลการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด(คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 4.64 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.58) 2) นักเรียนมีความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (พฤติกรรมบ่งชี้ที่ 1 ค่า Z = 44, พฤติกรรมบ่งชี้ที่ 2 ค่า Z = 45, พฤติกรรมบ่งชี้ที่ 3 ค่า Z = 41, พฤติกรรมบ่งชี้ที่ 4 ค่า Z = 42, พฤติกรรมบ่งชี้ที่ 5 ค่า Z = 45) 3) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Z = 45) และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อหน่วยการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.32 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.77)</p> รัตติยากรณ์ ธงไชย ภควัฒน์ วงศ์วรรณวัฒนา ปริญา ปริพุฒ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 4 1 e3320 e3320 10.65205/jasrru.2026.e3320 องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3510 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษากับองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา 4) เพื่อศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 220 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นเกณฑ์ จากนั้นทำการสุ่มอย่างง่ายโดยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบวิธีการเลือกแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก มาก (= 4.30, S.D. = 0.46) 2) ระดับความเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.37, S.D. = 0.47) 3) ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษาในระดับสูง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) = .896 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 โดยภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาทุกด้านส่งผลต่อการเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ได้ร้อยละ 80.20</p> <p> สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ ได้ดังนี้</p> <p> = .396 + .158X<sub>1</sub> + .213X<sub>6 </sub> + .118X<sub>2 </sub>+.153X<sub>5</sub> + .146X<sub>4</sub> +.134X<sub>3</sub></p> <p> และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้</p> <p> <sub>y</sub> = .190<sub> </sub>+ .236<sub> </sub> + .171 + .175 + .139 + .136</p> อนงค์นาถ เสริมศิริ นวรัตน์วดี ชินอัครวัฒน์ พนา จินดาศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 4 1 e3510 e3510 10.65205/jasrru.2026.e3510 องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตตรวจราชการที่ 13 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3516 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการของผู้บริหารสถานศึกษาและประสิทธิผลของสถานศึกษา 4) สร้างสมการพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษา วิธีการศึกษาใช้รูปแบบการวิจัยเชิงประมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตตรวจราชการที่ 13 จำนวนทั้งสิ้น 218 คน แบ่งเป็นผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 14 คน และครูผู้สอนจำนวน 204 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วนของประชากรและใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐานการวิจัย ได้แก่ สถิติวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากขึ้นไปทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการสร้างนวัตกรรม ด้านการทำงานเชิงรุก ด้านการยอมรับความเสี่ยง และด้านการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ตามลำดับ (2) ระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากขึ้นไปทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านสภาพแวดล้อมในโรงเรียน ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านคุณลักษณะของผู้เรียน และด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตามลำดับ (3) ภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r = 0.871) แสดงว่าภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของสถานศึกษาในระดับสูง (4) ภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการของผู้บริหารสถานศึกษาทุกด้านร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษา ได้ร้อยละ 79.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า ตัวแปรพยากรณ์สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรเกณฑ์ได้ในระดับสูง โดยด้านการยอมรับความเสี่ยง มีอำนาจพยากรณ์สูงสุด รองลงมา คือ ด้านการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการสร้างนวัตกรรม และด้านการทำงานเชิงรุก ตามลำดับ ผลการพยากรณ์ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการของผู้บริหารจะส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มประสิทธิผลของสถานศึกษาในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญเชิงปฏิบัติ และสามารถสร้างสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ Ŷ = .330 + .184X<sub>2</sub> + .237X<sub>4 </sub>+ .218X<sub>1 </sub>+ .175X<sub>5</sub> + .118X<sub>3</sub> และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ = .212ZX<sub>2 </sub>+ .233ZX<sub>4</sub> + .265ZX<sub>1</sub> + .240ZX<sub>5</sub> + .115ZX<sub>3</sub> </p> วิชญาดา แกล้วกล้า นวรัตน์วดี ชินอัครวัฒน์ พนา จินดาศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 4 1 e3516 e3516 10.65205/jasrru.2026.e3516 องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3527 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ4) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษา จากภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 218 คน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นเกณฑ์ จากนั้นทำการสุ่มอย่างง่ายโดยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบวิธีการเลือกแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.50, S.D. = 0.28) 2) ระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.55, S.D. = 0.27) 3) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กับประสิทธิของสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) = .607 แสดงว่าตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง และ4) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาทุกด้านร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ได้ร้อยละ 56.30</p> <p> Ŷ = 2.421 + .113X<sub>1</sub> + .111X<sub>5 </sub> + .113X<sub>3 </sub>+.076X<sub>4</sub> + .066X<sub>2</sub></p> <p> และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้</p> <p> <sub>y</sub> = .224+ .227+ .200+ .157 + .147</p> พิชาพัทธ์ นามวงษา นวรัตน์วดี ชินอัครวัฒน์ พนา จินดาศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 4 1 e3527 e3527 10.65205/jasrru.2026.e3527 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบของจำนวนนับโดยใช้แผนภาพต้นไม้ร่วมกับเกม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3503 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบของจำนวนนับ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนภาพต้นไม้ร่วมกับเกม และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบของจำนวนนับ โดยใช้แผนภาพต้นไม้ร่วมกับเกม กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านซับพระไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนจัดการเรียนรู้ เรื่อง การแยกตัวประกอบของจำนวนนับโดยใช้แผนภาพต้นไม้ร่วมกับเกม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 5 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน-หลังเรียน เรื่อง การแยกตัวประกอบของจำนวนนับ<br />โดยใช้แผนภาพต้นไม้ร่วมกับเกม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนภาพต้นไม้ร่วมกับเกมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบของจำนวนนับโดยใช้แผนภาพต้นไม้ร่วมกับเกม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีดังนี้ ก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้เรื่อง การแยกตัวประกอบของจำนวนนับโดยใช้แผนภาพต้นไม้ร่วมกับเกม นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการแยกตัวประกอบของจำนวนนับเฉลี่ย เท่ากับ 7.45 คะแนน และหลังได้รับการจัดการเรียนรู้เรื่อง การแยกตัวประกอบของจำนวนนับโดยใช้แผนภาพต้นไม้ร่วมกับเกม นักเรียนมีคะแนน ความสามารถในการแยกตัวประกอบของจำนวนนับเฉลี่ยเท่ากับ 15 คะแนน โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อยู่ที่ 3.47 และ 2.68 ตามลำดับ ซึ่งคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> โดยผลสำรวจความพึงพอใจ พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ที่ 3.76 ซึ่งคะแนนเฉลี่ยอยู่ระดับพึงพอใจมาก (3.51 – 4.50)</p> สุภาพร ถีสูงเนิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 4 1 e3503 e3503 10.65205/jasrru.2026.e3503 Teachers’ Perceptions of the impact of the Double Reduction Policy on the Teaching and Learning Process: A case of a School in Kunming https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3374 <p>This study investigated teachers’ perceptions of the impact of China’s “Double Reduction” Policy on instructional practices and professional development at Kunming Foreign Language School. This study employed a mixed-methods approach with an explanatory sequential design. The quantitative phase comprised a questionnaire administered to 131 teachers, selected by using the Yamane sampling formula, with data analysed in SPSS (Cronbach’s α = 0.91). The qualitative phase comprised semi-structured interviews with 8 teachers selected by purposive sampling. Interview transcripts were analysed thematically using Litchman’s “3Cs” (Codes, Categories, Concepts) framework. The findings indicate that the policy has positively influenced teaching practices by shifting focus towards homework quality, classroom efficiency, and pedagogical innovation.(e.g., Item 8, = 3.63, SD = 1.3). However, it has also introduced significant challenges. Two core concepts were identified: a disjunction between policy ideals and institutional realities, particularly regarding assessment reform, and an imbalance between heightened professional demands on teachers and the support actually provided. The study concludes that while the policy has initiated meaningful changes, its full effectiveness depends on complementary reforms in evaluation systems, enhanced teacher training, fair compensation for extended duties, and improved policy communication.</p> Binqing Shi Anchalee Chayanuvat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 4 1 e3374 e3374 10.65205/jasrru.2026.e3374 ผลของการจัดโปรแกรมสุขศึกษาร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคมต่อการรับรู้และพฤติกรรมของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน ตำบลประทัดบุ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3397 <p>การป้องกันและควบคุมอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานในระดับปฐมภูมิถือเป็นภารกิจสำคัญทางสาธารณสุข โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูงที่หากขาดการจัดการที่เหมาะสมจะมีโอกาสพัฒนาไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างรวดเร็ว การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคมที่มีต่อการรับรู้ พฤติกรรมสุขภาพ และระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานในพื้นที่ตำบลประทัดบุ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือกลุ่มเสี่ยงสูงโรคเบาหวาน จำนวน 35 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมสุขศึกษา "โรงเรียนเบาหวานวิทยา" ซึ่งจัดกิจกรรมผ่าน 5 ฐานการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ บูรณาการร่วมกับการสร้างเครือข่ายแรงสนับสนุนทางสังคมโดยอาสาสมัครสาธารณสุขและระบบติดตามผลต่อเนื่องผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ เครื่องมือรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ และแบบบันทึกผลการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดปลายนิ้ว วิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ด้านสุขภาพและคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ การออกกำลังกาย การบริโภคอาหาร และการผ่อนคลายความเครียด สูงขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยพบการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ชัดเจนในด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย ขณะที่การรับรู้อุปสรรคมีความสัมพันธ์อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.107) ส่วนระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากค่าเฉลี่ยก่อนอบรมเท่ากับ 114.26 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ค่าเฉลี่ยหลังอบรมเท่ากับ 96.43 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (p &lt; 0.001) และอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมร่วมกับการให้ความรู้ที่เน้นการปฏิบัติจริงสามารถปรับเปลี่ยนการรับรู้และพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเป้าหมายได้เป็นรูปธรรม ข้อค้นพบนี้สามารถนำไปใช้เป็นรูปแบบต้นแบบในการจัดการกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานในชุมชนอื่น ๆ เพื่อความยั่งยืนของการจัดการสุขภาพในระดับท้องถิ่นต่อไป</p> นารีรัตน์ ทวีฉลาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 4 1 e3397 e3397 10.65205/jasrru.2026.e3397 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายอำเภอปราสาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์เขต 3 https://so10.tci-thaijo.org/index.php/jasrru/article/view/3557 <p>ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาและตอบสนองต่อการปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษที่ 21 การศึกษาวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายหลัก 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายอำเภอปราสาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ดำเนินการศึกษาวิจัยด้วยรูปแบบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) สำหรับการศึกษานี้ได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่เครือข่ายอำเภอปราสาท ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 รวมทั้งสิ้น 269 ราย โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามชนิดประมาณค่า 5 ระดับ (Likert Scale) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณดำเนินการผ่านสถิติพรรณนา ได้แก่ การกระจายความถี่ การคำนวณค่าร้อยละ การหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นอกจากนี้ยังได้บูรณาการการค้นคว้าเชิงคุณภาพด้วยเทคนิคการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) จากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจำนวน 5 ท่าน พร้อมทั้งสรุปผลด้วยวิธีการวิเคราะห์แก่นสาระ (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1.ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายอำเภอปราสาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ในภาพรวมปรากฏผลอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.08, S.D. = 0.57) 2.แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายอำเภอปราสาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ประกอบด้วย 4 ด้าน รวมทั้งสิ้น 30 แนวทางพัฒนา ได้แก่ 1) การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ มี 6 แนวทางพัฒนา 2) การสร้างแรงบันดาลใจ มี 7 แนวทางพัฒนา 3) การกระตุ้นทางปัญญา มี 11 แนวทางพัฒนา และ 4) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล มี 6 แนวทางพัฒนา ผลการวิจัยนี้ช่วยให้หน่วยงานต้นสังกัดและผู้บริหารสถานศึกษาได้เล็งเห็นถึงจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถนำแนวทางพัฒนาทั้ง 30 ข้อไปใช้เป็นต้นแบบในการจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรหรือหลักสูตรฝึกอบรมภาวะผู้นำเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการบริหารงานสถานศึกษาและส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างยั่งยืน</p> อันธิกา เย็นสำราญ ชัชชญา พีระธรณิศร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชภัฏสุรินทร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 4 1 e3557 e3557 10.65205/jasrru.2026.e3557