https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/issue/feed วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก 2026-06-29T13:38:35+07:00 นายวิรัตน์ เศรษฐสถาพร ivee@technicrayong.ac.th Open Journal Systems <p> จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ ค้นคว้าข้อมูลด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการนำผลวิจัยไปบูรณาการในการจัดการเรียนการสอนและการฝึกอบรมวิชาชีพ และส่งเสริม สนับสนุนให้ นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ นักวิชาการ และผู้สนใจ เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และผลงานวิจัย รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิดเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรม สื่อสิ่งประดิษฐ์ และเทคโนโลยี อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอาชีวศึกษา และการศึกษา เพื่อนำไปสู่การพัฒนา ชุมชน สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติ</p> <p> </p> https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/2835 การศึกษาอิทธิพลของการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อผลการดำเนินงานและมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มหุ้นยั่งยืน 2026-04-07T11:37:37+07:00 ศิววิชญ์ สวนอินทรชิต siwawhich.acc@technicprachin.ac.th นันท์นภัส มะลิทองพงศ์ Nunnaphat.lk@gmail.com ภณิชชา เนื่องขันตี Pingpong198@gmail.com ชญาภา นัยนิตย์ siwawhich.acc@technicprachin.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอิทธิพลของการเปิดเผยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่มีต่อมูลค่ากิจการ (Tobin’s Q) อัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE) อัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ (ROA) เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกลุ่มหุ้นยั่งยืน จำนวน 379 กลุ่มตัวอย่าง โดยเก็บข้อมูลในช่วงปี พ.ศ. 2566-2567 ผลการศึกษาพบว่าการเปิดเผยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 (Scope 1) มีอิทธิพลเชิงลบต่อมูลค่ากิจการ เมื่อบริษัทปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 มากขึ้น มูลค่าของกิจการจะมีแนวโน้มลดลง ขณะที่การเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซในขอบเขตที่ 2 (Scope 2) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทน มีอิทธิพลเชิงบวกต่อมูลค่ากิจการ แสดงถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่มีนัยสำคัญทางสถิติต่ออัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ (ROA) ซึ่งเป็นการวัดผลการดำเนินงานระยะสั้นด้วยเหตุนี้ การบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจ ที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ไม่เพียงเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ตลาดทุนยุคใหม่ แต่ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์องค์กร และเพิ่มศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน </p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/3270 การพัฒนาและหาประสิทธิภาพเครื่องคัดแยกฝาด้วยปัญญาประดิษฐ์ 2026-05-18T13:35:48+07:00 ประจักษ์ ปราโมทย์ prajak.p@technicrayong.ac.th ธนิต เพ็ชรฉกรรจ์ Tanit.p@technicrayong.ac.th สุมิตรา ฉิมฉาย sumitra.ch@technicrayong.ac.th คฑายุทธ ดิญชวัฒน์ kathayut.di@technicrayong.ac.th กัญญาพัชร ถมยา khanyapat.t@technicrayong.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเครื่องคัดแยกฝาด้วยปัญญาประดิษฐ์ 2) หาประสิทธิภาพเครื่องคัดแยกฝาด้วยปัญญาประดิษฐ์ ในการคัดแยกฝาถังน้ำมันด้วยปัญญาประดิษฐ์ ของ บริษัท ด๊อกเตอร์ โบลโมลดิ้ง จำกัด ผลการวิจัยพบว่า 1) เครื่องคัดแยกฝาด้วยปัญญาประดิษฐ์มีขนาด 1000 มิลลิเมตร กว้าง 120 มิลลิเมตร และมีการทำงานโดยแบ่งเป็นชุดเครื่องคัดแยกฝาด้วยปัญญาประดิษฐ์และชุดรายงานผลที่เก็บข้อมูลบน Google sheet สามารถวิเคราะห์และสรุปผลเชิงสถิติได้อย่างเป็นระบบ ระบบรายงานผลสนับสนุนการตรวจสอบการทำงานของเครื่องแบบต่อเนื่อง มีระยะเวลาการทำงาน 15 วินาที ตรวจจับ 8 วินาที 2) เครื่องคัดแยกฝาด้วยปัญญาประดิษฐ์มีประสิทธิภาพความแม่นยำการแยกฝาถังน้ำมันเป็นร้อยละ 97.33 ของฝาดี และเมื่อนำมาทดสอบหาค่าความเชื่อมั่นจากการทดลองซ้ำจำนวน 3 ครั้ง เครื่องคัดแยกฝาด้วยปัญญาประดิษฐ์ มีค่าความเชื่อมั่นคิดเปอร์เซ็นต์เฉลี่ยอยู่ที่ 100</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/3092 โปรแกรมแปลภาษามือเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวันผ่านการตรวจจับความเคลื่อนไหว 2025-10-27T11:29:04+07:00 กฤตนัย แก้วไกรไทย krittanai.kaw@gmail.com อภิวัฒน์ สร้างแก้ว Apiwat.s@minburi.ac.th ปรัตถกร ไชยสิริยานนท์ paratthakorn.hn@minburi.ac.th สุรพงศ์ อับดุลเล๊า krittanai@ktcm.ac.th วรธนัท ทันตเสถียรวงศ์ Jeradech9130@gmail.com ณธีพัฒน์ โพธิถาวรวัฒน์ nateephat.p@minburi.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาและออกแบบโปรแกรมแปลภาษามือพื้นฐานในชีวิตประจำวัน (2) ส่งเสริมการใช้ภาษามือและเป็นแนวทางการศึกษาแก่ผู้ที่สนใจ (3) ช่วยในการสื่อสารระหว่างบุคคลทั่วไปกับผู้ใช้ภาษามือ และ (4) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อโปรแกรมแปลภาษามือเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวันผ่านการตรวจจับความเคลื่อนไหว กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู นักเรียน และนักศึกษา แผนกวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x̄) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมแปลภาษามือที่พัฒนาขึ้นสามารถทำงานได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (x̄ = 4.55, S.D. = 0.48) โดยด้านที่มีความพึงพอใจสูงที่สุดคือด้านการใช้งาน (x̄ = 4.57, S.D. = 0.49) แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการสื่อสารและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/3288 มุมมองของผู้โดยสารต่อการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาสู่เมืองการบินภาคตะวันออกของไทย 2026-04-10T09:41:42+07:00 สุรจิตร อวยชัยสวัสดิ์ ่jit23125@hotmail.com อรทัย โยธินรุ่งเรือง สุดสงวน orathaiys@tatc.ac.th วรัญญา สร้อยจิตร Warunya.sroyjit@gmail.com ธันชนก วงศ์พุทธะ thanchanok.w@airportthai.co.th ธนภณ ปิยะธำรงรัตน์ thanapon.p@tatc.ac.th ปิติภัทร ศรีคำภา pitiphat.ps@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษามุมมองของผู้โดยสารต่อการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาสู่เมืองการบินภาคตะวันออกของไทย 2) เปรียบเทียบมุมมองของผู้โดยสารต่อการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาสู่เมืองการบินภาคตะวันออกของไทย จำแนกตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนและ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยด้านคุณภาพการบริการ สิ่งอำนวยความสะดวกและความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และเทคโนโลยีและความเชื่อมโยง ที่มีต่อมุมมองของผู้โดยสารต่อการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาสู่เมืองการบินภาคตะวันออกของไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้โดยสารที่ใช้บริการท่าอากาศอู่ตะเภา จำนวน 400 คน ซึ่งได้จากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ ที่ระดับความคลาดเคลื่อน 0.05 และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) เครื่องมือวิจัยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.887 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (F-test หรือ One-way ANOVA) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้โดยสารมีมุมมองต่อการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาสู่เมืองการบินภาคตะวันออกของไทย โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านความปลอดภัยมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ผู้โดยสารที่มีอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้แตกต่างกัน มีมุมมองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่เพศไม่พบความแตกต่าง นอกจากนี้ ปัจจัยด้านความปลอดภัย เทคโนโลยีและความเชื่อมโยง คุณภาพการบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกและความสะดวกสบาย มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) ต่อมุมมองของผู้โดยสารต่อการพัฒนาเมืองการบิน โดยปัจจัยด้านความปลอดภัยเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/3101 ระบบเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าระบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี IoT โดยใช้การปรับปรุงค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้า 2026-05-18T09:41:48+07:00 ดวงพร ศรีสวัสดิ์ duangporn@chontech.ac.th สุภชัย ศรีนวล duangporn@chontech.ac.th ปาริชาต จันทร์ประเสริฐ duangporn@chontech.ac.th วิรัช เหลืองอนุศาสตร์ duangporn@chontech.ac.th เมธา เกิดแก้ว duangporn@chontech.ac.th ภัสพร ชัชวาล duangporn@chontech.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าระบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี IoT ที่สามารถตรวจวัด วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ (2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบ โดยพิจารณาการปรับปรุงค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้าและการลดการสูญเสียพลังงาน และ (3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานต่อระบบที่พัฒนา</p> <p>กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูและนักเรียน นักศึกษา แผนกวิชาช่างไฟฟ้ากำลังและแผนกวิชาช่างกลโรงงาน วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี จำนวน 30 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบบันทึกผลการทดลอง และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีความถูกต้องในการตรวจจับค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้า ร้อยละ 90 และมีประสิทธิภาพในการปรับปรุงค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้า ร้อยละ 90 นอกจากนี้ ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานโดยรวม อยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.32, S.D. =0.65) แสดงให้เห็นว่าระบบสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดการสูญเสียในระบบได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/3578 การพัฒนาแบบจำลองการเดินรถไฟฟ้าเพื่อเสริมสร้างทักษะการบริหารการเดินรถและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาระบบขนส่งทางราง 2026-04-23T13:59:46+07:00 สุทธิกร สมทรง duangporn@chontech.ac.th วิทยา แสนคำ duangporn@chontech.ac.th ภัสพร ชัชวาล duangporn@chontech.ac.th ดวงกมล ชูสิงห์ duangporn@chontech.ac.th วนิดา ภาชนะสุวรรณ duangporn@chontech.ac.th Duangporn Srisawat duangporn@chontech.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบจำลองการเดินรถไฟฟ้า (Electric Train Operation Model) ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบจำลอง (3) ประเมินทักษะการบริหารการเดินรถไฟฟ้า และ (4) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อแบบจำลอง กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาระดับ ปวส. สาขาระบบขนส่งทางราง วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 25 คน คัดเลือกแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัยใช้ One Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือประกอบด้วยแบบจำลองกายภาพรางจำลองพร้อมตัวรถขนาดย่อส่วน แบบทดสอบ 30 ข้อ แบบประเมิน Rubric และแบบสอบถาม Likert 5 ระดับ ผลการวิจัยพบว่า (1) แบบจำลองมีประสิทธิภาพ E1/E2 = 82.93/83.33 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 (2) ผลสัมฤทธิ์หลังเรียน ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 25.00, S.D.=108) สูงกว่าก่อนเรียน ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 13.52 S.D.=1.56) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 (t = 87.88) (3) ทักษะการบริหารการเดินรถโดยรวม อยู่ในระดับ ปานกลาง ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 2.65, S.D.=0.48) และ (4) ความพึงพอใจโดยรวม อยู่ในระดับ มากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.66, S.D.=0.47) สรุปได้ว่าแบบจำลองการเดินรถไฟฟ้ามีประสิทธิภาพและสามารถนำไปใช้เป็นสื่อการสอนในหลักสูตรสาขาระบบขนส่งทางรางได้จริง</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/3126 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดระยอง 2025-12-16T07:56:40+07:00 ปัญจพล แก้วมูล domejiza@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัดระยอง 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัดระยอง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ข้าราชการครู พนักงานราชการและครูพิเศษสอน ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัดระยอง จำนวน 387 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 196 คน กำหนดตามตารางสำเร็จรูป Krejcie and Morgan (2020) [1] เครื่องมือในการเก็บข้อมูล เป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดระยอง ในภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้ดังนี้คือด้านการพัฒนาตนเอง ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสถานศึกษา ด้านความสามารถในการจัดการเรียนรู้และด้านการพัฒนาเพื่อนร่วมวิชาชีพ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำครู ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดระยอง มี 4 ด้านได้แก่ ด้านการพัฒนาตนเอง ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสถานศึกษา ด้านการพัฒนาเพื่อนร่วมวิชาชีพ และด้านความสามารถในการจัดการเรียนรู้ </p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/3130 การสร้างและหาประสิทธิภาพเตียงไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วยติดเตียงเพื่อป้องกันแผลกดทับ 2026-05-12T15:39:12+07:00 ยลนันท์ ชมนาวัง aj.yollanan.14@gmail.com วัชรพล ลักษณลม้าย chomcher.14@gmail.com สุมิตร คชวงษ์ chomcher.14@gmail.com อัจฉราพร ไวยสัจจา chomcher.14@gmail.com สัญญา พิเคราะห์ chomcher.14@gmail.com นิวัตร ศรีคำสุข chomcher.14@gmail.com ทศพล ประทาน chomcher.14@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างเตียงไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วยติดเตียง เพื่อป้องกันแผลกดทับ 2) เพื่อหาประสิทธิภาพเตียงไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วยติดเตียงเพื่อป้องกันแผลกดทับ 3) เพื่อหาความพึงพอใจผู้ใช้เตียงไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วยติดเตียง เพื่อป้องกันแผลกดทับ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ คือ ผู้ป่วยในกลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟูโรงพยาบาลพุทธโสธร จำนวน 30 คน แบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ทำการวิจัย ได้แก่ 1. แบบเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อหาประสิทธิภาพของเตียงไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วยติดเตียง เพื่อป้องกันแผลกดทับ 2. แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อเตียงไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วยติดเตียง เพื่อป้องกันแผลกดทับ สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 1) ผลการทดสอบการนอนเตียงไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วยติดเตียงที่ทำจากเบาะหวายเทียม โดยใช้แผ่นเทอร์โมมิเตอร์ ในการวัดอุณหภูมิร่างกายผู้ทดลองพบว่า ที่เวลานอน 20 นาที นั้นหัวไหล่ช่วงหลังของผู้ทดลอง เทอร์โมมิเตอร์วัดค่าได้ 37.0 องศาเซลเซียส และช่วงสะโพกถึงก้นกบของผู้ทดลองเทอร์โมมิเตอร์วัดค่าได้ 37.0 องศาเซลเซียส พบว่าเตียงเบาะหวายเทียมป้องกันแผลกดทับ ได้ดีที่สุด โดยมีรอยแดงเกิดเล็กน้อย ส่วนเตียงเบาะหนัง เกิดรอยแดงปานกลาง และ เตียงไม้กับ เตียงปูน เกิดรอยแดงมากไม่แตกต่างกัน 2) การทดสอบนวัตกรรมทางการแพทย์ เตียงไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วยติดเตียง เพื่อป้องกันแผลกดทับ เพื่อหาประสิทธิภาพการทำงาน จากการทดสอบอินเวอร์เตอร์ ประสิทธิภาพของอินเวอร์เตอร์ปรับค่าสูงสุดได้ 60 Hz รับน้ำหนักได้ 200 กิโลกรัมจากการทดสอบโดยใช้ผู้ทดสอบที่มีน้ำหนัก 200 กิโลกรัมนอนทดสอบ เตียงสามารถขยับขึ้นและลงได้ หน้าสัมผัสของเตียงที่สัมผัสกับผิวหนังของมนุษย์มีขนาดหน้ากว้าง 4 นิ้ว เพื่อสัมผัสกับผิวหนังร่างกายมนุษย์ได้มากขึ้นระหว่างช่องของแต่ละช่วงขึ้น ลง จะมีช่องระบาย อากาศที่ 14 มิลลิเมตร เพื่อระบายความร้อนได้ดี 3) ผลประเมินความพึงพอใจของประชาชนผู้ใช้ของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้นวัตกรรมทางการแพทย์ เตียงไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วยติดเตียง เพื่อป้องกันแผลกดทับ จากที่ทางแพทย์ได้ทดสอบเตียงต้นแบบ ได้ผลการทดสอบจากผู้ป่วยที่ใช้งาน พบว่า ด้านส่วนประกอบทั่วไปของนวัตกรรมทางการแพทย์ เตียงไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วยติดเตียงเพื่อป้องกันแผลกดทับ โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับ มากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> =4.51, S.D.=0.52)</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/3134 แอปพลิเคชันควบคุมเอกสารการเบิกจ่ายงบประมาณ งานวางแผนและงบประมาณ ฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ วิทยาลัยเทคนิคบูรพาปราจีน 2026-05-29T09:11:45+07:00 นพณัช เปสุริยะ nopphanatnid@gmail.com สริดา บุญประคอง Nopphanatnid@gmail.com อาภาวี อินทร์โท่โล่ Nopphanatnid@gmail.com ศิริญา ตุมศิริ Nopphanatnid@gmail.com สุรีวรรณ จันตะมะ Nopphanatnid@gmail.com วิชญ์วิสิฐ เขียวสอาด Nopphanatnid@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแอปพลิเคชันควบคุมเอกสารการเบิกจ่ายงบประมาณ งานวางแผนและงบประมาณ ฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ วิทยาลัยเทคนิคบูรพาปราจีน 2) เพื่อประเมินคุณภาพของแอปพลิเคชันควบคุมเอกสารการเบิกจ่ายงบประมาณ งานวางแผนและงบประมาณ ฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ วิทยาลัยเทคนิคบูรพาปราจีน โดยมีผู้เชี่ยวชาญในการประเมิน จำนวน 3 ท่าน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อแอปพลิเคชันควบคุมเอกสารการเบิกจ่ายงบประมาณ งานวางแผนและงบประมาณ ฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ วิทยาลัยเทคนิคบูรพาปราจีน โดยรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมินความพึงพอใจกลุ่มตัวอย่างจากประชากร ซึ่งเป็น ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ หัวหน้างานวางแผนและงบประมาณ ครู บุคลากรทางการศึกษา วิทยาลัยเทคนิคบูรพาปราจีน จำนวน 37 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขาคณิต (Average) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการศึกษาพบว่า 1) ได้แอปพลิเคชันควบคุมเอกสารการเบิกจ่ายงบประมาณ งานวางแผนและงบประมาณ ฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ วิทยาลัยเทคนิคบูรพาปราจีน 2) ประเมินคุณภาพของแอปพลิเคชันควบคุมเอกสารการเบิกจ่ายงบประมาณ งานวางแผนและงบประมาณ <br />ฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ วิทยาลัยเทคนิคบูรพาปราจีน 3) ความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อแอปพลิเคชันควบคุมเอกสารการเบิกจ่ายงบประมาณ งานวางแผนและงบประมาณ ฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ วิทยาลัยเทคนิคบูรพาปราจีน โดยมีความพึงพอต่อแอปพลิเคชัน โดยรวมอยู่ที่ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.65, S.D. =0.51) ด้านการนำเสนอเนื้อหา มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.70, S.D.= 0.50) ด้านการออกแบบ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.64, S.D.= 0.53) และด้านการใช้งาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.62, S.D.= 0.51)</p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/2588 การสร้างตัวต้นแบบแอปพลิเคชันเพื่อจองห้องประชุมสำหรับนักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ 2026-05-18T09:43:24+07:00 พัฒน์สาริทธิ์ มณีเขียว patsarit@sptc.ac.th ดนัย ทับอ่ำ danai.t-2564@sptc.ac.th ศศิลักษณ์ ไชยตัน sasilux@sptc.ac.th <p>การวิจัยเรื่อง การสร้างตัวต้นแบบแอปพลิเคชัน เพื่อจองห้องประชุมสำหรับนักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ 1) เพื่อออกแบบตัวต้นแบบแอปพลิเคชันการจองห้องประชุม 2) เพื่อศึกษาผลการประเมินคุณภาพด้านการออกแบบแอปพลิเคชันการจองห้องประชุมของผู้เชี่ยวชาญ และ 3) เพื่อศึกษาผลการประเมินความพึงพอใจ การออกแบบแอปพลิเคชันการจองห้องประชุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย โดยใช้วิธีคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงคือ ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 และ 2 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงานวิจัยได้แก่ 1) ต้นแบบแอปพลิเคชัน 2) แบบประเมินคุณภาพด้านการออกแบบ และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของการออกแบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการออกแบบตัวต้นแบบแอปพลิเคชันการจองห้องประชุม ประกอบด้วยหน้าจอเข้าสู่ระบบ, หน้าจอรายการหลัก, หน้าจอจองห้องประชุม, หน้าจอสถานการณ์จองห้องประชุม 2) ผลการประเมินคุณภาพด้านการออกแบบอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.63, S.D.=0.10) และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.64, S.D.=0.08)</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>คำสำคัญ : </strong>ตัวต้นแบบ, แอปพลิเคชัน, การจองห้องประชุม</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/3248 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการลับมีดกลึงปาดหน้า โดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน 2026-04-23T11:43:26+07:00 บัญจรัตน์ ยิ้มศรี pinpte08@gmail.com มานพ บุตรแวว pinpte08@gmail.com สุพจน์ ธนะวีระวงศ์ pinpte08@gmail.com วิชญวัฒน์ เกตุอู๊ด pinpte08@gmail.com นภัสชญา คงการุณ pinpte08@gmail.com <p>วิจัยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการลับมีดกลึงปาดหน้า โดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียน เรื่องการลับมีดกลึงปาดหน้า โดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อวิธีการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่องการลับมีดกลึงปาดหน้า ผลการวิจัย 1. การเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนขอนักเรียน ผลคะแนนก่อนเรียน ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.31, S.D.= 1.08) และผลคะแนนหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 8.19, S.D.= 1.08 ) ค่า t – test อยู่ที่ 16.19 และค่า Sig มีค่า p &lt; .001 ซึ่งมีค่าต่ำกว่า .05 ดังนั้นจากการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 รายวิชางานเครื่องมือกลเบื้องต้น เรื่องการลับมีดกลึงปาดหน้า โดยการใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อวิธีการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ผลการประเมินค่าความพึงพอใจโดยรวม อยู่ระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.73, S.D.= 0.40) เมื่อพิจารณารายข้อการประเมินพบว่าครูให้ความสนใจแก่นักเรียนอย่างทั่วถึง และปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ผู้เรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 5.00, S.D.= 0.00) รองลงมาคือ ความเหมาะสมของกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้เรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.88, S.D.= 0.34) ตามลำดับ</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก