https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/issue/feed
วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก
2025-12-24T10:58:42+07:00
นายวิรัตน์ เศรษฐสถาพร
ivee@technicrayong.ac.th
Open Journal Systems
<p> จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ ค้นคว้าข้อมูลด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการนำผลวิจัยไปบูรณาการในการจัดการเรียนการสอนและการฝึกอบรมวิชาชีพ และส่งเสริม สนับสนุนให้ นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ นักวิชาการ และผู้สนใจ เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และผลงานวิจัย รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิดเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรม สื่อสิ่งประดิษฐ์ และเทคโนโลยี อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอาชีวศึกษา และการศึกษา เพื่อนำไปสู่การพัฒนา ชุมชน สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติ</p> <p> </p>
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/1998
DEVELOPMENT AND ASSESSMENT EFFICIENCY EFFICIENCY EVALUATION OF DEMONSTRATION SET OF CONTROL SYSTEM FOR INDUSTRIAL AIR CONDITIONERS การสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดสาธิตระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศอุตสาหกรรม
2025-10-16T15:48:52+07:00
พิทยา ศรีเสตกุญชร
pimpumya29@gmail.com
ยงยุทธ เครือวงษา
Pimpumya29@gmail.com
สุธี เจตน์เจริญ
Pimpumya29@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้าง ประเมินคุณภาพ และหาประสิทธิภาพของชุดสาธิตระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศอุตสาหกรรม[1] โดยมีผู้เชี่ยวชาญในการประเมิน จำนวน 5 ท่าน โดยใช้แบบสอบถามประเมินคุณภาพชุดสาธิตระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศอุตสาหกรรม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และนักเรียนวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี จำนวน 15 คน หาประสิทธิภาพชุดสาธิตระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศอุตสาหกรรม ทำการทดสอบการสอนระหว่างการใช้กับการสอนหลังการใช้ชุดสาธิตระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศอุตสาหกรรม E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub></p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ได้ชุดสาธิตระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศอุตสาหกรรม [1] จำนวน 1 ชุด 2) ประเมินคุณภาพของชุดสาธิตระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศอุตสาหกรรม โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน <br />5 ท่าน ได้คะแนนเฉลี่ยในแต่ละหัวข้อโดยรวม อยู่ที่ 4.29 อยู่ในระดับ คุณภาพดี ( =4.29, S.D.=0.69) 3) หาประสิทธิภาพมีค่าเท่ากับ 82.67/88.00 ซึ่งสูงกว่าสมมุติฐานที่ผู้ทำโครงการกำหนดไว้ที่ 80/80</p> <p><strong> </strong><strong>คำสำคัญ : </strong>ประสิทธิภาพ ของ ชุดฝึก</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/2003
การสร้างและหาประสิทธิภาพเครื่องเตือนการล้มของผู้สูงอายุผ่านแอปพลิเคชันไลน์
2025-09-01T16:22:09+07:00
จิรวรรณ มะลาไสย
krua1.com@gmail.com
ปลายตะวัน สีอ่อน
paltawan.official@gmail.com
บรรจง มะลาไสย
bjmalasai.com@gmail.com
วาสนา ดิสสร
2521wassanadisson@gmail.com
<p> ในการสร้างและหาประสิทธิภาพเครื่องเตือนการล้มของผู้สูงอายุผ่านแอปพลิเคชันไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องเตือนการล้มของผู้สูงอายุผ่านแอปพลิเคชันไลน์ 2. ศึกษาความพึงพอใจของประชาชนในชุมชนย่อยที่ 17 เขตเทศบาลเมืองจันทบุรี ที่มีต่อเครื่อง เตือนการล้มของผู้สูงอายุผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เครื่องเตือนการล้มของผู้สูงอายุผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ตารางทดสอบประสิทธิภาพ แบบสอบถามความพึงพอใจ</p> <p> สามารถสร้างเครื่องเตือนการล้มของผู้สูงอายุผ่านแอปพลิเคชันไลน์ได้ ซึ่งมีการหาประสิทธิภาพของเครื่องเตือนการล้มของผู้สูงอายุผ่านแอปพลิเคชันไลน์ สามารถทำงานได้คิดเป็นร้อยละ 100 หมายถึงเมื่อมีการทดลองใช้เครื่องเตือนการล้มของผู้สูงอายุผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยจำลองการล้มของผู้ทดลองในทิศทางที่กำหนดในแต่ละครั้งมีข้อความแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ทุกครั้งที่มีการล้มทุก 5 วินาทีจนกว่าผู้ทดลองจะสามารถยืนขึ้นได้จึงหยุดการส่งข้อความ ผลการศึกษาความพึงพอใจของประชาชนผู้สูงอายุในเขตชุมชนย่อยที่ 17 เทศบาลเมืองจันทบุรีจำนวน 20 คน เป็นกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เพราะกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุมีความเสี่ยงในการล้มมากกว่าประชากรกลุ่มอื่น ๆ ที่มีต่อการใช้เครื่องเตือนการล้มของผู้สูงอายุผ่านแอปพลิเคชันไลน์ค่าเฉลี่ยรวมคือ 4.64 (= 0.29) ระดับความพึงพอใจ มากที่สุด</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/2035
การสร้างและหาประสิทธิภาพชุดจำลองวงจรไฟฟ้าระบบเบรกเอบีเอส ISUZU D-MAX
2025-06-10T10:44:11+07:00
Sutee Jedjaroen
sutee.j27@gmail.com
yongyuth kueawongsa
lip6mp@gmail.com
pittaya sesatakunchon
pimpumya29@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้าง ชุดจำลองวงจรไฟฟ้าระบบเบรกเอบีเอส ISUZU D-MAX และหาประสิทธิภาพของชุดจำลองวงจรไฟฟ้าระบบเบรกเอบีเอส ISUZU D-MAX รายวิชา การวินิจฉัยและแก้ไขข้อขัดข้องยานยนต์ รหัสวิชา 17-4101-2406 และหาคุณภาพเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ระบบเบรกเอบีเอส เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน โดยรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเลือกมาโดยวิธีเจาะจง จำนวน10 คน และประเมินความพึงพอใจโดยมีผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน (Standard Deviation)</p> <p> ผลการทำวิจัยพบว่า 1) ได้ชุดจำลองวงจรไฟฟ้าระบบเบรกเอบีเอส ISUZU D-MAX ใช้ประกอบการเรียนในรายวิชาการวินิจฉัยและแก้ไขข้อขัดข้องยานยนต์ รหัสวิชา 17-4101-2406 จำนวน 1หน่วย และ สามารถประกอบการทำวิจัยในครั้งนี้ 2) ประสิทธิภาพชุดจำลองวงจรไฟฟ้าระบบเบรกเอบีเอส ISUZU D-MAX โดย E<sub>1</sub> เท่ากับ 93.60 ซึ่ง E<sub>2</sub> เท่ากับ 92.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 ชุดจำลองวงจรไฟฟ้าระบบเบรกเอบีเอส ISUZU D-MAX 3) คณะผู้วิจัยสร้างขึ้นผ่านการประเมินการหาคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน โดยทุกด้านอยู่ในเกณฑ์คุณภาพดี และมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.42 จึงสรุปได้ว่าชุดจำลองวงจรไฟฟ้าระบบเบรกเอบีเอส ISUZU D-MAX ที่สร้างขึ้น มีคุณภาพสามารถนำไปใช้ในการเรียน รายวิชาการวินิจฉัยและแก้ไขข้อขัดข้องยานยนต์ รหัสวิชา 17-4101-2406 ได้ และผลการเปรียบเทียบความแตกต่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/2041
การดัดแปลงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แก๊สโซลีนมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้า
2025-06-10T10:43:01+07:00
นายยงยุทธ เครือวงษา
lip6mp@gmail.com
สรพงศ์ เปลื้องหน่าย
lip6mp@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อดัดแปลงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แก๊สโซลีนมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้าให้ใช้งานได้ ทดสอบประสิทธิภาพ และประเมินคุณภาพการดัดแปลงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แก๊สโซลีนมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีผู้เชี่ยวชาญในการประเมิน จำนวน 5 ท่าน ใช้แบบสอบถามประเมินคุณภาพการดัดแปลงแล้วทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า 1) การดัดแปลงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แก๊สโซลีนมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้าให้ใช้งานได้สำเร็จ 2) ประสิทธิภาพของการดัดแปลงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แก๊สโซลีนมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้า สามารถทำความเร็วสูงสุด 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ระยะทาง 65 กิโลเมตรต่อการประจุแบตเตอรี่ 1 ครั้ง สูงกว่าสมมุติฐานที่ผู้วิจัยกำหนดไว้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ 3) การประเมินคุณภาพรถยนต์ดัดแปลงจากเครื่องยนต์แก๊สโซลีนมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้า โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน คะแนนเฉลี่ยโดยรวมอยู่ที่ 4.71 อยู่ในระดับ ดีมากที่สุด ( =4.71, S.D.=0.52)</p> <p> </p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/2879
การศึกษาอัตราส่วนผสมของอิฐประสานจากมูลวัวและดินด่านเกวียน ด้วยวิธีการทดสอบกำลังรับแรงอัด
2025-12-24T08:18:48+07:00
Nanthana Bokkhunthod
nuntana018@gmail.com
Ekkachai Keanvongkham
keanvongkham.ekka@hotmail.com
Saksan Paksantien
Design2308@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้ได้ศึกษาอัตราส่วนผสมที่เหมาะสมของอิฐประสานที่ผลิตจากมูลวัวและดินด่านเกวียน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินกำลังรับแรงอัดของอิฐที่ได้จากอัตราส่วนผสมที่แตกต่างกัน การวิจัยนี้มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุนการผลิตและปริมาณของเสียในชุมชน ในการศึกษานี้ ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบกำลังรับแรงอัดของอิฐประสานที่ผลิตจากส่วนผสมของดินด่านเกวียน มูลวัว และปูนซีเมนต์ ดินด่านเกวียนซึ่งเป็นดินเหนียวคุณภาพดีจากจังหวัดนครราชสีมา ถูกเลือกใช้เป็นส่วนประกอบหลักเนื่องจากคุณสมบัติเด่นในการเพิ่มความแข็งแรงและช่วยในการระบายความร้อนของวัสดุก่อสร้าง การทดสอบได้ดำเนินการกับอัตราส่วนผสมที่หลากหลาย โดยเน้นการเปรียบเทียบผลลัพธ์กับอิฐควบคุมที่ผลิตจากส่วนผสมมาตรฐาน</p> <p> จากการทดสอบกำลังรับแรงอัด พบว่า อัตราส่วนผสมที่ 1 (ดินด่านเกวียน 70%, มูลวัว 10%, ปูน 20%) ให้ค่ากำลังรับแรงอัดที่สูงและใกล้เคียงกับอิฐควบคุม ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการใช้วัสดุเหลือใช้อย่างมูลวัวในปริมาณที่เหมาะสมสามารถทดแทนทรัพยากรบางส่วนในการผลิตอิฐได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของวัสดุ นอกจากนี้ คุณสมบัติของดินด่านเกวียนยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและประสิทธิภาพในการระบายความร้อนของอิฐประสาน อย่างไรก็ตาม เมื่อสัดส่วนของมูลวัวเพิ่มสูงขึ้น เช่น อัตราส่วนผสมที่ 3 (มูลวัว 30%) และ อัตราส่วนผสมที่ 4 (มูลวัว 40%) ค่ากำลังรับแรงอัดของอิฐลดลงอย่างเห็นได้ชัด จาก 5.4 MPa เหลือเพียง 4.6 MPa และ 4.1 MPa ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ผกผันระหว่างปริมาณมูลวัวที่เพิ่มขึ้นกับกำลังรับแรงอัดที่ลดลง </p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/3110
เครื่องกรอเส้นไหมยืด 4 ระวิง ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ
2025-11-04T10:20:33+07:00
อดิศร สิทธิวงศ์
sitthiwong2012@gmail.com
นายชัยรัตน์ วงศ์ฮาดจันทร์
chairut.wong2520@gmaail.com
สิริสมัย เย็มรัมย์
sirisamai2564@gmail.com
ทวีศักดิ์ ผู้มีสัตย์
Tweesuk2024@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ ๑). เพื่อออกแบบและสร้างต้นแบบเครื่องกรอเส้นไหมยืด 4 ระวิง ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ ๒). เพื่อหาประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องกรอเส้นไหม และ ๓). เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้ใช้งานเครื่องกรอเส้นไหม จากกลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มสตรีทอผ้าไหม บ้านคูบอน และบ้านหินเหล็กไฟ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบบันทึกผลประสิทธิภาพการทำงานของมอเตอร์ แบบบันทึกประสิทธิภาพเซ็นเซอร์ตรวจจับเส้นไหม แบบบันทึกประสิทธิภาพความสมดุลของโครงสร้างเครื่องขณะที่ทำงานด้วยกำลังสูงสุด และแบบบันทึกผลประสิทธิภาพการกรอเส้นไหมของเครื่องกรอเส้นไหมควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ เปรียบเทียบกับการกรอเส้นไหมแบบปกติ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้งาน โดยสถิติที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย มีดังนี้</p> <p> ผลการทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานของมอเตอร์ พบว่า ทดสอบการทำงานของมอเตอร์ 8 ครั้ง ใช้เวลาตั้งแต่เวลา 1 ถึง 8 ชั่วโมง และพักเครื่อง 10 นาทีต่อครั้งประสิทธิภาพของการทำงานของมอเตอร์อยู่ในระดับปกติ คิดเป็นร้อยละ 100 ผลของประสิทธิภาพเซ็นเซอร์ในการตรวจจับเมื่อเส้นไหมขาด จำนวน 10 ครั้ง พบว่า สามารถตรวจจับเส้นไหมได้ 10 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 100 ผลการทดสอบประสิทธิภาพความสมดุลของโครงสร้างเครื่องขณะที่ทำงานกำลังสูงสุด พบว่า ผลทดสอบจำนวน 7 ครั้งเวลาที่ ่ใช้ทดสอบ ครั้งละ 1 ชั่วโมง จำนวนเส้นไหม 40 หลอด ผู้ทดสอบ จำนวน 30 คน ประสิทธิภาพการกรอเส้นไหมของเครื่องควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ ใช้เวลาเฉลี่ย 50.83 นาที และการกรอเส้นไหมแบบปกติ ใช้เวลาเฉลี่ย 147.10 นาที มีผลต่างของค่าเฉลี่ยเท่ากับ 96.27 นาที ผลการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติการทดสอบที (Paired samples T test) พบว่า ประสิทธิภาพของเครื่องกรอเส้นไหมควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ สูงกว่าประสิทธิภาพการกรอเส้นไหมแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความพึงพอใจของผู้ใช้งานเครื่องกรอเส้นไหมควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด 3 ข้อ และระดับมาก 7 ข้อ เรียงจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับแรก คือ มอเตอร์สามารถทำงานได้ต่อเนื่อง รองลงมาคือ กรอเส้นไหมได้เร็วมีคุณภาพเหมือนกันทุกชิ้น และความแข็งแรงและความเหมาะสมของวัสดุที่นำมาใช้</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/ivee/article/view/1982
บทความวิชาการ การพัฒนาเว็บแอพพลิเคชันของหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ต่อเนื่อง) วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก
2025-10-28T11:23:38+07:00
Pimonnat Kingchampa
kardthasi42@gmail.com
นิภา วิรเศรษฐ์
kardthasi42@gmail.com
พรรัมภา จินาพันธ์
kardthasi42@gmail.com
วสุพล กลมเกลี้ยง
kardthasi42@gmail.com
ณัฐนันท์ อันสังหาร
kardthasi42@gmail.com
<p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์หลักสูตรฯ 2) เพื่ออำนวย ความสะดวกให้กับนักศึกษาคณะอาจารย์ในหลักสูตรฯ 3) เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับยื่นความประสงค์เข้าศึกษาต่อสำหรับนักศึกษาที่สนใจจะศึกษาต่อในหลักสูตรฯ 4) เพื่อประเมินความพึงพอใจในการใช้งานเว็บไซต์หลักสูตรฯ ประชากรเป็นนักศึกษาในหลักสูตรฯ คณะอาจารย์และนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล จำนวน 64 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อเว็บไซต์หลักสูตรฯ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจที่มีต่อเว็บไซต์หลักสูตรฯ ด้านคุณภาพของเนื้อหาพบว่าภาพรวมอยู่ในระดับดี มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.65 ได้แก่ ความสะดวกในการเชื่อมโยงข้อมูลภายในเว็บไซต์ ความรวดเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูล ความถูกต้อง ครบถ้วนของข้อมูล ความเหมาะสมของข้อมูลภายในเว็บไซต์ และโดยภาพรวมท่านมีความพึงพอใจในคุณภาพของเนื้อหาในระดับใด ด้านการออกแบบและการจัดรูปแบบ ภาพรวมอยู่ในระดับดี มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.46 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.64 ได้แก่ความสวยงาม ความทันสมัยน่าสนใจของโฮมเพจ การจัดรูปแบบในเว็บไซต์ง่ายต่อการอ่าน และการใช้งาน สีสันในการออกแบบเว็บไซต์มีความเหมาะสม เมนูง่ายต่อการใช้งาน สีพื้นหลังกับสีตัวอักษรมีความเหมาะสม ต่อการอ่าน ขนาดตัวอักษรและรูปแบบตัวอักษรอ่านได้ง่ายและสวยงาม ภาพกับเนื้อหามีความสอดคล้องกันและสามารถสื่อความหมายได้ โดยภาพรวมท่านมีความพึงพอใจในการออกแบบเว็บไซต์ในระดับใด</p> <p><strong> </strong></p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก