วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE
<p>วารสารทัศนมิติทางการศึกษา (Journal of Perspectives in Education : JPE) จัดทำขึ้นโดยคณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการของนักวิจัย นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปด้านการศึกษา เพื่อสร้างเครือข่ายทางวิชาการด้านการศึกษาภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ตอบสนองพันธกิจหลักในการสร้างองค์ความรู้ และการเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ และมุ่งสู่วิสัยทัศน์ด้าน Digital Transformation และความสามารถหลักของมหาวิทยาลัยในการบริหารจัดการด้วยรูปแบบ Digital University อันเป็นแนวทางนำไปสู่การพัฒนาด้านการศึกษา</p> <p> ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องเป็นบทความวิชาการและบทความวิจัยของนักวิจัย นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปด้านการศึกษา ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เป็นผลงานที่แก้ไข ปรับปรุง หรือพัฒนา สามารถนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ด้านการศึกษา โดยเป็นบทความที่ยังไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆ</p> <p><strong>ขอบเขตวารสาร</strong></p> <p> วารสารทัศนมิติทางการศึกษา (Journal of Perspectives in Education : JPE) เป็นวารสารเพื่อการเผยแพร่ผลงานทางด้านการศึกษาที่หลากหลายสาขาวิชา (cross-disciplinary) ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติ โดยมีขอบข่ายการรับตีพิมพ์ ดังนี้</p> <p><strong>สาขาที่รับตีพิมพ์</strong></p> <p><em>* การบริหารการศึกษา </em><em>* หลักสูตรและการสอน </em><em>* การจัดกระบวนการเรียนรู้ </em></p> <p><em>* วิจัยการศึกษา </em><em>* การวัดและประเมินผลการศึกษา </em><em>* สถิติและสารสนเทศการศึกษา </em></p> <p><em>* จิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว </em><em>* สื่อทางการศึกษา </em><em>* เทคโนโลยีการศึกษา </em></p> <p><em>* การศึกษาตลอดชีวิต การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย </em></p> <p><em>* และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้านการศึกษาทุกระดับ</em></p> <p><strong>ประเภทของบทความ (ภาษาไทย)</strong><br /> <strong>1. บทความวิจัย</strong></p> <p> เป็นผลงานวิจัยของนักวิจัย นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปด้านการศึกษา เป็นผลงานที่แก้ไข ปรับปรุง พัฒนา ตามขอบเขตของวารสาร สามารถนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ด้านการศึกษา บทความวิจัยไม่ควรเกิน 8,000 คำ ประกอบด้วย บทนำ, วัตถุประสงค์การวิจัย, วิธีดำเนินการวิจัย , ผลการวิจัย, อภิปรายผล, สรุปผลการวิจัย, ข้อเสนอแนะการวิจัย, หมายเลขจริยธรรมการวิจัย IRB (ถ้ามี), กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) และรายการอ้างอิง<br /> <strong>2. บทความวิชาการ</strong><br /> เป็นบทความวิชาการของนักวิชาการ และบุคคลทั่วไปด้านการศึกษา เป็นผลงานนำเสนอการวิเคราะห์หรือการสังเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มปัจจุบันและเสนอทิศทางในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านการศึกษา ตามขอบเขตของวารสาร สามารถนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ด้านการศึกษา บทความวิชาการไม่ควรเกิน 9,000 คำ ประกอบด้วย บทนำ, เนื้อเรื่อง, บทสรุป, กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) และรายการอ้างอิง</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ </strong></p> <p> บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ที่หลากหลายสถาบัน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review) </p> <p><a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/2822-1346"><strong>ISSN 2822-1346 (Online)</strong></a></p> <p> </p>
คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
th-TH
วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
2822-1346
-
การสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูในบริบทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/3568
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอการวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี ตลอดจนปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื้อหาสาระสำคัญครอบคลุมการอธิบายถึงความสำคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาในบริบทเชิงพื้นที่ซึ่งมีความเฉพาะตัวทั้งด้านทรัพยากรและการสนับสนุนเชิงนโยบาย ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าการสร้างนวัตกรรมของครูไม่ได้ขึ้นอยู่กับทักษะส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับปัจจัยเกื้อหนุนในระดับโครงสร้างการบริหารจัดการและการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในสถานศึกษา นอกจากนี้บทความยังได้เสนอแนวทางเชิงการบริหารเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมที่สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่และศักยภาพของท้องถิ่น เพื่อให้ครูสามารถพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ในตอนท้ายได้มีการอภิปรายถึงประเด็นสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมในระดับท้องถิ่น</p> <p>แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูมีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา โดยครูจำเป็นต้องมีความสามารถในการออกแบบและพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกของผู้เรียน การบูรณาการองค์ความรู้ด้านเนื้อหา วิธีการจัดการเรียนรู้ และการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ การส่งเสริมสมรรถนะดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนทั้งในระดับนโยบาย การบริหารสถานศึกษา และการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในบริบทของโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของชุมชนในระดับพื้นที่</p>
สิรวีร์ ขันธะกาด
ศักดิ์ชัย นิรัญทวี
อัจฉรา วัฒนาณรงค์
ธารินทร์ รสานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-30
2026-07-30
4 2
158
171
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/1355
<p>การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่ปฏิบัติหน้าที่สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 420 คน <br />เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงกับตัวแปรตามภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ทางบวกทุกคู่ ตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 3 ตัวสามารถร่วมกันพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ได้ร้อยละ 77.30 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .879 ค่าความคลาดเคลื่อนเนื่องจากการพยากรณ์เท่ากับ .22871</p>
จุรีรัตน์ ไมตรีสมสกุล
พิมพ์ปวีณ์ สุวรรณโณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-30
2026-07-30
4 2
1
15
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาตามหลักทศพิธราชธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/1391
<p>การวิจัยเชิงพยากรณ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาตามหลักทศพิธราชธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่ปฏิบัติหน้าที่สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 129 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G<sup>*</sup>Power เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาตามหลักทศพิธราชธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า การบริหารสถานศึกษาตามหลักทศพิธราชธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาตามหลักทศพิธราชธรรม มีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงกับตัวแปรการบริหารสถานศึกษาตามหลักทศพิธราชธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีความสัมพันธ์ทางบวกทุกคู่ ตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 3 ตัว คือปัจจัยด้านการดำเนินงาน ปัจจัยด้านการตัดสินใจ และปัจจัยด้านการวางแผน สามารถร่วมกันพยากรณ์การบริหารสถานศึกษาตามหลักทศพิธราชธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ร้อยละ 84.10 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์พหุคูณสะสมเท่ากับ .917 ค่าความคลาดเคลื่อนเนื่องจากการพยากรณ์เท่ากับ .837</p>
ชัยณรงค์ ศิลาพัฒน์
พิมพ์ปวีณ์ สุวรรณโณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-30
2026-07-30
4 2
16
29
-
การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 3
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/1407
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตัวแปรเพศ ระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษา 3) เพื่อประมวลข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษา ปีการศึกษา 2566 จำนวน 295 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ประกอบด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที และทดสอบค่าเอฟ ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา ภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีเพศ ระดับการศึกษาและขนาดของสถานศึกษาแตกต่างกัน มีการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนไม่แตกต่างกัน และ3) ข้อเสนอแนะด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ผู้บริหารสถานศึกษาควรดำเนินการให้ครูมีความรู้ความเข้าใจ ในกระบวนการจัดทำข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการคัดกรอง ควรมีการวางแผนงานร่วมกับครู ด้านการคัดกรองนักเรียนอย่างเป็นระบบ ด้านการส่งเสริมและพัฒนา ควรมีการวางแผนร่วมกับครู ด้านการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ควรดำเนินการให้ครูมีการพัฒนาทักษะในการให้คำปรึกษา และด้านการส่งต่อ ควรดำเนินการให้ผู้ปกครองมีความยินยอมในการส่งต่อผู้เรียนไปยังหน่วยงานอื่นหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน</p>
ซูไฮลา ดือรามะ
นิตยา เรืองแป้น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-30
2026-07-30
4 2
30
44
-
การศึกษาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/1455
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2 จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานีเขต 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 400 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .94 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ ผลการวิจัยพบว่า <br />การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และผลการเปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศและระดับการศึกษา ภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนอายุและประสบการณ์ในการสอน ภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</p>
ปวีณา ปานลุง
พิมพ์ปวีณ์ สุวรรณโณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-30
2026-07-30
4 2
45
57
-
ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทผู้บริหารสถานศึกษากับการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของผู้เรียนในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดยะลา
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/1494
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของผู้เรียน 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษากับการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในสถานศึกษา จำนวน 210 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.983 สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาอยู่ในระดับมาก 2) การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของผู้เรียนในสถานศึกษาอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทผู้บริหารสถานศึกษากับการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของผู้เรียนในสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับค่อนข้างสูง (r=.707) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
มูฮำหมัดอารีฟ แต
พิมพ์ปวีณ์ สุวรรณโณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-30
2026-07-30
4 2
58
72
-
การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 2
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/1512
<p> </p> <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู กำหนดขนาดด้วยการคำนวณใช้สูตรของเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 337 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามจำนวน 3 ตอน ตอนที่ 1 เป็นข้อคำถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป ตอนที่ 2 ข้อคำถามเกี่ยวกับการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา 4 ด้าน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแนวคิดของลิเคิร์ท และตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น .914 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองและวิเคราะห์สถิติด้วยการใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ และหากพบความแตกต่างจะมีการทดสอบเป็นรายคู่ด้วยวิธีของเซฟเฟ่ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงาน และขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่สถิติระดับ .001 และ 3) ข้อเสนอแนะในการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหาร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาควรสนับสนุนให้ครูได้มีการเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ มีการทำงานแบบกัลยาณมิตร เชื่อมั่น ยอมรับ ชื่นชมและให้อิสระแก่ครู มีการเปิดโอกาสในการประชุมร่วมกัน พูดคุย ปรึกษาหารือ ยอมรับฟังความคิดเห็น ตกลงร่วมกันในหลักการและวิธีการ ร่วมตัดสินใจในงานที่รับผิดชอบ และมีการติดตาม กำกับ ดูแล อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง</p>
ฮาฟีดะฮ์ กาเซ็ง
นิตยา เรืองแป้น
พิมพ์ปวีณ์ สุวรรณโณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-30
2026-07-30
4 2
73
89
-
สภาพปัญหาและแนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษา ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส)
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/1538
<p>การศึกษาวิจัยเรื่อง สภาพปัญหาและแนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ เพื่อออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และเพื่อประเมินนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสนทนากลุ่ม และการประชุมเชิงปฏิบัติการ ผู้ให้ข้อมูล คือ ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 51 คน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 51 คน ซึ่งใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง โดยเลือกครูผู้สอนที่มีประสบการณ์การสอนคณิตศาสตร์ ศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในพื้นที่ จำนวน 9 คน ซึ่งใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง โดยเลือกศึกษานิเทศก์ระดับชำนาญการขึ้นไป และเป็นผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ครูผู้สอนขาดสื่อการเรียนการสอน ขาดเทคนิคในการสอน ไม่มีการวิเคราะห์ผลการทดสอบ ไม่สามารถอธิบายเนื้อหาให้เชื่อมโยงในสถานการณ์จริง ผู้บริหารบางรายไม่ให้ความสำคัญกับการนิเทศ ติดตามประเมินผล ขาดการเสริมแรงทางบวก นักเรียนไม่สามารถวิเคราะห์โจทย์ปัญหาได้ ขาดทักษะพื้นฐาน ไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ มีเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ ผู้ปกครองขาดความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริมการเรียนของนักเรียน ขาดการดูแลเอาใจใส่ ทั้งนี้มีแนวทางการพัฒนา คือ ควรให้ความสำคัญกับนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ควรออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะทางคณิตศาสตร์ ทักษะการจัดการเรียนรู้เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาหรือสถานการณ์เพื่อให้นักเรียนมีความรู้คงทนและใช้ได้จริง ควรมุ่งเน้นการฝึกฝนเพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะและความชำนาญ บูรณาการควบคู่กับการจัดการเรียนรู้ ควรให้ความสำคัญกับการนิเทศ ติดตาม ให้คำปรึกษา เสริมแรงทางบวก ให้ความสำคัญกับชุมชนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาชีพ และสร้างความเข้าใจให้กับผู้ปกครองให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษา และได้ดำเนินการออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่ต้องเร่งพัฒนา และได้ประเมินนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ พบว่า มีความเหมาะสมต่อการใช้งานดีมาก</p>
พิชญา ชูเพชร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-30
2026-07-30
4 2
90
107
-
การเปรียบเทียบทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม “Getting Ready with Self-Help Skills”
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/2741
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานีก่อนและหลังใช้ชุดกิจกรรม “Getting Ready with Self-Help Skills” กลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กปฐมวัย อายุ 3-4 ปี โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี ซึ่งกำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมการ“Getting Ready with Self-Help Skills” จำนวน 12 แผน และ 2) แบบประเมินความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเด็กปฐมวัย ได้รับการจัดการพัฒนาทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัย โดยการใช้ชุดกิจกรรม “Getting Ready with Self-Help Skills” เด็กปฐมวัยมีทักษะการช่วยเหลือตนเองสูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01</p>
ปีย์มนัส ใจตรง
นนทพร ชอบตะคุ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-30
2026-07-30
4 2
108
119
-
การบริหารแหล่งเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/3128
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารแหล่งเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง และ 2) เพื่อตรวจสอบความแตกต่างของระดับการบริหารแหล่งเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามปัจจัยลักษณะระดับการศึกษา ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ข้าราชการครูที่ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง ปีการศึกษา 2568 จำนวน 274 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยเปรียบเทียบจากตารางสำเร็จรูปเครซี่และมอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้น ตามขนาดสถานศึกษา จากนั้นใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยวิธีการจับสลาก เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถาม จำนวน 52 ข้อ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.983 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารแหล่งเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง ภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) เปรียบเทียบการบริหารแหล่งเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่าครูที่มี วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และขนาดสถานศึกษา มีความคิดเห็นต่อการบริหารแหล่งเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</p>
นพดล สงเขียว
รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-30
2026-07-30
4 2
120
137
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชน จังหวัดสงขลา
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/3260
<div> <p class="Abstract">การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการบริหาร 2) ศึกษาการบริหารทรัพยากรบุคคล 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารทรัพยากรบุคคล และ 4) ศึกษาแนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคล เชิงปริมาณรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและครู จำนวน 339 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างจากสูตร Yamane แล้วสุ่มแบบง่ายด้วยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณด้วยวิธีการแบบ Stepwise เชิงคุณภาพเครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 8 คน โดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการบริหาร โดยภาพรวมอยู่ระดับมาก 2) การบริหารทรัพยากรบุคคล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารทรัพยากรบุคคล ได้แก่ บรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กร (β=.483) แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน (β=.211) ภาวะผู้นำ (β=.138) และเทคโนโลยี (β=.119) ปัจจัยการบริหารสามารถร่วมกันทำนายการบริหารทรัพยากรบุคคลได้ ร้อยละ 78.40 และ 4) แนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคล ผู้บริหารควรเน้นการมีส่วนร่วมของครู พัฒนาผู้บริหารระดับกลางและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่คู่ไปกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครู ผสมผสานทั้งแรงจูงใจเชิงวัตถุและเชิงจิตใจ เน้นการเรียนรู้ร่วมกันผ่านระบบ PLC และพี่เลี้ยง โดยต้องมีโครงสร้างงานที่ชัดเจนแต่ยืดหยุ่นได้</p> </div>
ธมกร แก้วสว่าง
ศิลป์ชัย สุวรรณมณี
รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-30
2026-07-30
4 2
138
157