https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/issue/feed
วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
2026-04-19T10:24:50+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นวรัตน์ ไวชมภู
jpe@hu.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารทัศนมิติทางการศึกษา (Journal of Perspectives in Education : JPE) จัดทำขึ้นโดยคณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการของนักวิจัย นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปด้านการศึกษา เพื่อสร้างเครือข่ายทางวิชาการด้านการศึกษาภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ตอบสนองพันธกิจหลักในการสร้างองค์ความรู้ และการเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ และมุ่งสู่วิสัยทัศน์ด้าน Digital Transformation และความสามารถหลักของมหาวิทยาลัยในการบริหารจัดการด้วยรูปแบบ Digital University อันเป็นแนวทางนำไปสู่การพัฒนาด้านการศึกษา</p> <p> ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องเป็นบทความวิชาการและบทความวิจัยของนักวิจัย นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปด้านการศึกษา ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เป็นผลงานที่แก้ไข ปรับปรุง หรือพัฒนา สามารถนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ด้านการศึกษา โดยเป็นบทความที่ยังไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆ</p> <p><strong>ขอบเขตวารสาร</strong></p> <p> วารสารทัศนมิติทางการศึกษา (Journal of Perspectives in Education : JPE) เป็นวารสารเพื่อการเผยแพร่ผลงานทางด้านการศึกษาที่หลากหลายสาขาวิชา (cross-disciplinary) ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติ โดยมีขอบข่ายการรับตีพิมพ์ ดังนี้</p> <p><strong>สาขาที่รับตีพิมพ์</strong></p> <p><em>* การบริหารการศึกษา </em><em>* หลักสูตรและการสอน </em><em>* การจัดกระบวนการเรียนรู้ </em></p> <p><em>* วิจัยการศึกษา </em><em>* การวัดและประเมินผลการศึกษา </em><em>* สถิติและสารสนเทศการศึกษา </em></p> <p><em>* จิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว </em><em>* สื่อทางการศึกษา </em><em>* เทคโนโลยีการศึกษา </em></p> <p><em>* การศึกษาตลอดชีวิต การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย </em></p> <p><em>* และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้านการศึกษาทุกระดับ</em></p> <p><strong>ประเภทของบทความ (ภาษาไทย)</strong><br /> <strong>1. บทความวิจัย</strong></p> <p> เป็นผลงานวิจัยของนักวิจัย นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปด้านการศึกษา เป็นผลงานที่แก้ไข ปรับปรุง พัฒนา ตามขอบเขตของวารสาร สามารถนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ด้านการศึกษา บทความวิจัยไม่ควรเกิน 8,000 คำ ประกอบด้วย บทนำ, วัตถุประสงค์การวิจัย, วิธีดำเนินการวิจัย , ผลการวิจัย, อภิปรายผล, สรุปผลการวิจัย, ข้อเสนอแนะการวิจัย, หมายเลขจริยธรรมการวิจัย IRB (ถ้ามี), กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) และรายการอ้างอิง<br /> <strong>2. บทความวิชาการ</strong><br /> เป็นบทความวิชาการของนักวิชาการ และบุคคลทั่วไปด้านการศึกษา เป็นผลงานนำเสนอการวิเคราะห์หรือการสังเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มปัจจุบันและเสนอทิศทางในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านการศึกษา ตามขอบเขตของวารสาร สามารถนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ด้านการศึกษา บทความวิชาการไม่ควรเกิน 9,000 คำ ประกอบด้วย บทนำ, เนื้อเรื่อง, บทสรุป, กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) และรายการอ้างอิง</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ </strong></p> <p> บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ที่หลากหลายสถาบัน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review) </p> <p> </p> <p><a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/2822-1346"><strong>ISSN 2822-1346 (Online)</strong></a></p> <p> </p>
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/1292
การนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดนราธิวาส
2025-07-17T20:23:54+07:00
อัญชนา นิมะ
736593016@yru.ac.th
นิตยา เรืองแป้น
nittaya.r@yru.ac.th
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน 3) ประมวลข้อเสนอแนะการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดนราธิวาส กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู กำหนดขนาดโดยตารางสำเร็จของเครซี่และมอร์แกน ได้จำนวน 286 คน และสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที และทดสอบค่าเอฟ เมื่อพบว่ามีความแตกต่างกันจึงทดสอบโดยวิธีของเชฟเฟ่ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบระดับการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการนิเทศภายใน พบว่าผู้บริหารควรให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ ให้การช่วยเหลือครู ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูทำผลงานทางวิชาการเพื่อผลประโยชน์ทั้งผู้สอนและผู้เรียน ควรสร้างครูให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี มีทักษะการทำงานเป็นทีมเป็นกลุ่ม ควรใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อให้บุคลากรในองค์กรมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน มีกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ มีความสามารถในการจัดทำและพัฒนาหลักสูตร อบรมให้ครูสามารถทำหลักสูตร พัฒนาหลักสูตรและวิเคราะห์หลักสูตรได้ ควรให้ครูมีส่วนร่วมในการนิเทศติดตามและประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษา ควรจัดสัมมนาเพื่อปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาให้เหมาะสมกับท้องถิ่นและสภาพปัจจุบันและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และควรเป็นแบบอย่างในการทำวิจัยในชั้นเรียน ตลอดจนสามารถให้คำปรึกษาแก่ครูในด้านการวิจัยและพัฒนา</p>
2026-04-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/1312
ทักษะการบริหารของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในยุคดิจิทัล สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี
2025-07-17T20:47:33+07:00
ฮุสนา สาแม
736593025@yru.ac.th
พิมพ์ปวีณ์ สุวรรณโณ
phimpawee.s@yru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการบริหารของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในยุคดิจิทัล สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ปฏิบัติงาน และขนาดโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดปัตตานี จำนวน 370 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.968 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ เมื่อพบความแตกต่างทดสอบรายคู่โดยวิธีของเชฟเฟ่</p> <p> ผลการวิจับ พบว่า ทักษะการบริหารของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในยุคดิจิทัล ภาพรวมอยู่ในระดับมาก การเปรียบเทียบทักษะการบริหารของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในยุคดิจิทัล จำแนกตาม อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การปฏิบัติงานภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ยกเว้น เพศ และขนาดโรงเรียน ภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-04-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/1361
การนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1
2025-07-17T21:11:42+07:00
อาดาวี ซอรอเอะ
adawee606@gmail.com
นิตยา เรืองแป้น
nittaya.r@yru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของโรงเรียน 3) ประมวลข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1กลุ่มตัวอย่างเป็นครู จำนวน 300 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาทางวิชาชีพ รองลงมาคือ ด้านการพัฒนาทักษะการทำงาน ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร 2) ครูที่มีเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ข้อเสนอแนะการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ต้องการให้ผู้บริหารสร้างขวัญและกำลังใจให้ครู โดยการให้คำแนะนำ ให้ความช่วยเหลือทั้งในเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน ส่งเสริม สนับสนุน ให้ครูและบุคลากร ทุกคนได้รับการอบรมเพื่อพัฒนาทักษะทางวิชาชีพอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ ส่งเสริมให้ครูใช้กระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม และใช้กระบวนการ PDCA การจัดทำหลักสูตรและให้ความรู้แก่คณะครูให้สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสนับสนุน ส่งเสริม การทำวิจัยในชั้นเรียนปีละ 1 เรื่อง</p>
2026-04-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/1324
ภาวะผู้นําเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา
2025-07-31T11:31:26+07:00
นิญาซีร หะยีนิมะ
736593013@yru.ac.th
พิมพ์ปวีณ์ สุวรรณโณ
phimpawee.s@yru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นําเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา จำแนกตามเพศ ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา จำนวน 274 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของดูบริน มีค่าความเชื่อมั่น .96 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ เมื่อพบความแตกต่างทดสอบรายคู่โดยวิธีของเชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจับพบว่า 1) ภาวะผู้นําเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การกำหนดวิสัยทัศน์ รองลงมาคือ ความสามารถในการนำปัจจัยนำเข้าต่าง ๆ มากำหนดกลยุทธ์ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ผู้นำที่มีความคิดความเข้าใจในระดับสูง 2) การเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นําเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน จำแนกตามเพศ ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียน ภาพรวมไม่แตกต่างกัน ยกเว้นตัวแปรเพศ ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05</p>
2026-04-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/2732
การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1
2025-07-17T20:07:59+07:00
พารีด๊ะ บินสาและ
736693014@yru.ac.th
จรุณี เก้าเอี้ยน
736693014@yru.ac.th
<p>การค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา 3) เพื่อประมวลข้อเสนอแนะการบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 127 คนได้มาด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับฉลากแบบไม่กลับคืน เครื่องมือที่เก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบที และทดสอบเอฟ เมื่อพบมีความแตกต่างกันจึงทดสอบโดยวิธีของเชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา พบว่า ตัวแปรเพศ ภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ตัวแปรตำแหน่งหน้าที่ในการปฏิบัติงาน พบว่า ภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ตัวแปรประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน ภาพรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านหลักการตอบสนองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ ตัวแปรขนาดสถานศึกษา พบว่า ภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการประมวลข้อเสนอแนะ การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารควรมีการกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าประสงค์เชิงยุทธศาสตร์และเป้าหมายที่สอดคล้องกับพันธกิจและค่านิยมของผู้บริหาร มีการวางแผนและการบริหารจัดการให้เป็นไปตามเป้าหมาย ผู้บริหารจัดสรรตำแหน่งของบุคลากรให้มีความเหมาะสมหรือความชำนาญในด้านการปฏิบัติหน้าที่สามารถตอบสนองของเขตพื้นที่การศึกษา</p>
2026-04-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/2714
กระบวนการชุมชน กับ การสร้างกลไกการรู้เท่าทันและการป้องกันการพนันออนไลน์ ที่ส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเยาวชน และเศรษฐกิจในครัวเรือนของมุสลิมในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้
2025-09-06T10:01:18+07:00
สุไรยา หนิเร่
vonetime@gmail.com
สุรชัย ไวยวรรณจิตร
vonetime@gmail.com
รุ่งโรจน์ ชอบหวาน
vonetime@gmail.com
โรฮาณีย์ ปูเต๊ะ
vonetime@gmail.com
สิริวรรณ ขุนดำ
vonetime@gmail.com
<p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความชุกและ “กับดักพฤติกรรม” การเสพติดพนันออนไลน์ของเยาวชนมุสลิมในชุมชน 2) ศึกษาการสร้างกลไกการรู้เท่าทันและการป้องกันการพนันออนไลน์ผ่านกระบวนการชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการขยายผลให้ชุมชนที่มีบริบทคล้ายคลึงกันต่อไป พื้นที่ในการศึกษาใช้กลุ่มเป้าหมายในชุมชนโสร่ง ตำบลเขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ด้วยวิธีการสัมภาษณ์ จำนวน 65 คน และแบบสอบถาม จำนวน 345 คน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เยาวชนในพื้นที่เคยเล่นและไม่เคยเล่นการพนันออนไลน์มีความชุกเฉลี่ย 38.3% (± 5.2) ในขณะที่กลุ่มที่ไม่เคยเล่นมีค่าเฉลี่ย 61.7% (± 5.2) ระดับการมีส่วนร่วมในพฤติกรรมนี้ที่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มผู้ที่เคยเล่น การพนันออนไลน์รายงานว่ามีความรู้สึกสนุกสนานเฉลี่ย 20.0% (± 5.3) ซึ่งบ่งชี้ว่าการพนันให้ความตื่นเต้นและความพึงพอใจแก่ผู้เล่นบางส่วน นอกจากนี้ยังอาจเป็นตัวชี้วัดถึงแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาทางการเงินในอนาคต หากไม่มีการควบคุมที่เหมาะสม แม้ว่า 60.3% (± 9.7) ของผู้ที่เคยเล่นการพนันจะรู้สึกว่าสามารถควบคุมตนเองได้ แต่ข้อมูลนี้ยังคงบ่งบอกว่ามีอีก 39.7% ที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของพฤติกรรมเสพติดและความยากลำบากในการเลิกเล่น มีค่า P-value น้อยกว่า 0.05 สำหรับทุกตัวแปร ชี้ให้เห็นว่าผลลัพธ์ที่ได้มีนัยสำคัญทางสถิติ ความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่เคยเล่นและไม่เคยเล่นการพนันจึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่มีความสำคัญทางสถิติระหว่างการพนันกับผลลัพธ์ต่าง ๆ ปัจจัยที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ เพศ (p < 0.01) โดยผู้ชายมีแนวโน้มเล่นการพนันมากกว่าผู้หญิง, สถานภาพ (p < 0.01) โดยผู้ที่แต่งงานมีแนวโน้มเล่นการพนันน้อยกว่าคนโสด, การรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการพนัน (p < 0.001) ซึ่งยิ่งรับรู้ข้อมูลมากยิ่งเพิ่มโอกาสในการเล่นการพนัน และ รูปแบบการพนัน (p < 0.05) ที่บ่งชี้ว่าประเภทการพนันมีผลต่อพฤติกรรมการพนัน ส่วน อายุ (p > 0.05) ไม่มีผลต่อพฤติกรรมการพนันอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ควรมุ่งเน้นการให้ความรู้และรณรงค์การป้องกันการพนันในกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการพนันและกลุ่มที่เลือกเล่นพนันในรูปแบบต่าง ๆ และใช้กลไกการรู้เท่าทันและการป้องกันการพนันออนไลน์ผ่านกระบวนการชุมชนด้วยกลไกครอบครัว โรงเรียน และชุมชน</p>
2026-04-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/1327
กระบวนการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคพลิกผัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 3
2025-09-07T10:03:50+07:00
วนิดา มะดีเยาะ
736593020@yru.ac.th
พิมพ์ปวีณ์ สุวรรณโณ
phimpawee.s@yru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคพลิกผัน และเปรียบเทียบกระบวนการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคพลิกผัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 3 จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง อายุ ประสบการณ์ และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 230 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .981 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ เมื่อพบความแตกต่างทดสอบรายคู่โดยวิธีของเชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) กระบวนการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคพลิกผัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 3 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบกระบวนการนิเทศภายใน ของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคพลิกผัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง อายุ ภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้น ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p>
2026-04-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/2664
การวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
2025-09-07T11:01:01+07:00
พิมพ์ปวีณ์ สุวรรณโณ
Phimpawee.s@yru.ac.th
ซูฮัยรี บืองาฉา
phimpawee.s@yru.ac.th
สมศักดิ์ ลิลา
phimpawee.s@yru.ac.th
<p>การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สามจังหวัดชายแดนใต้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสามจังหวัดชายแดนใต้ จำนวน 360 คน ได้มาโดยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามองค์ประกอบภาวะผู้นำด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีลักษณะแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.974 โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ โดยหาค่าดัชนี Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy: KMO) วิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (Principal Component Analysis) หมุนแกนแบบมุมฉาก (Orthogonal Rotation) ด้วยวิธีแวริแมกซ์ (Varimax Rotation) ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ ได้แก่ วิสัยทัศน์ดิจิทัล และวัฒนธรรมองค์กรดิจิทัล มีค่าร้อยละความแปรปรวนสะสม (Accumulative Percentage of Variance) เท่ากับ 68.79 โดยตัวแปรที่มีน้ำหนักองค์ประกอบสูงสุดด้านวิสัยทัศน์ คือ สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และด้านวัฒนธรรมองค์กรดิจิทัลคือ สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อการวิจัยเป็นฐานในแผนการพัฒนาสถานศึกษา ดังนั้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสามารถนำไปใช้เพื่อคัดเลือกผู้บริหาร ใช้เพื่อออกแบบโปรแกรมพัฒนา หรือใช้ในการกำหนดนโยบาย</p>
2026-04-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/3208
โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดสงขลา
2025-11-07T11:53:08+07:00
วัฒนา ถนอมศักดิ์
wattanatha@mvsk.ac.th
รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ
rungchatchadaporn@tsu.ac.th
ศิลป์ชัย สุวรรณมณี
sinchai@tsu.ac.th
อมลวรรณ วีระธรรมโม
amonwan65@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโมเดลปัจจัยที่ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และศึกษาแนวทาง การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดสงขลา โดยดำเนินการวิจัย 2 ระยะ คือ 1) การพัฒนาโมเดลปัจจัย เก็บข้อมูลด้วยแบบสำรวจข้อมูลและแบบสอบถาม จากครูที่มีประสบการณ์สอนในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรม จังหวัดสงขลา จำนวน 343 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis : CFA) และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Model : SEM) และ 2) การศึกษาแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยการสนทนากลุ่ม จากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ประสบการณ์ จำนวน 16 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลวิจัย พบว่า โมเดลปัจจัยที่ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีความตรงเชิงโครงสร้าง และค่าสัมประสิทธิ์น้ำหนักองค์ประกอบ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 92.6 และแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ได้แก่ 1) แก้ปัญหา/พัฒนาปัจจัยด้านผู้เรียนเป็นอันดับแรก รองลงมาเป็นปัจจัยด้านบุคลากรทางการศึกษา และปัจจัยด้านสถานศึกษา ตามลำดับ 2) ครอบครัวให้การสนับสนุนผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ และผู้เรียนให้ความร่วมมือกับสถานศึกษา 3) ครูและบุคลากรทางการศึกษาเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา จัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาให้เต็มที่ เพื่อลดการเรียนพิเศษของนักเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนได้มีการทบทวนบทเรียนมากขึ้น แก้ปัญหาการมาโรงเรียนสายของนักเรียน และได้รับความร่วมมือจากทางบ้านให้มีการสนับสนุนทรัพยากรทางการเรียน 4) มีการสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้ค่าจ้างแรงงานที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ 5) บุคลากรทางการศึกษาจัดการเรียนการสอนมีคุณภาพ วัดผลประเมินผลที่หลากหลาย มีความรู้ในวิชาที่สอน เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และอัตราส่วนครูต่อนักเรียนมีความใกล้เคียงกัน 6) มีการบริหารจัดการดูแลสถานศึกษาอย่างใกล้ชิด 7) ใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ และ 8) โรงเรียนเครือข่ายมีการวางเป้าหมายร่วมกัน เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกัน</p>
2026-04-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JPE/article/view/1359
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหาร สถานศึกษาโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษกลุ่ม 8
2026-03-13T11:25:50+07:00
สินชัย จำปาศักดิ์
sinchai401@gmail.com
พิมพ์ปวีณ์ สุวรรณโณ
phimpawee.s@yru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษกลุ่ม 8 กลุ่มตัวย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ จำนวน 290 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ แบบ stepwise ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา 3 คือ ปัจจัยด้านการพัฒนาบุคลากรตัว ปัจจัยด้านความสามารถในการบริหาร และปัจจัยด้านภาวะผู้นำ สามารถร่วมกันพยากรณ์การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา ได้ร้อยละ 55.40 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ค่าความคาดเคลื่อนเนื่องจากการพยากรณ์เท่ากับ .28512 สามารถสร้างเป็น สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้</p> <p> ẑ= .396 (ปัจจัยด้านการพัฒนาบุคลากร)<sup>**</sup> + .339 (ปัจจัยด้านความสามารถในการบริหาร)<sup>**</sup> + .143 (ปัจจัยด้านภาวะผู้นำ)<sup>*</sup></p>
2026-04-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทัศนมิติทางการศึกษา