https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/issue/feed วารสารธรรมสาส์น 2025-12-25T00:00:00+07:00 พระครูสิริสุตานุยุต, รศ. ดร. udorn.sang@mcu.ac.th Open Journal Systems <h2><strong>วารสารธรรมสาส์น</strong></h2> <p>วารสารนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนาในมิติต่าง ๆ ผ่านบทความวิจัยและบทความวิชาการจากนักวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาในบริบทที่หลากหลาย เปิดรับการตีพิมพ์บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <h2><strong>ขอบเขตของวารสาร</strong></h2> <p><strong>1. พระพุทธศาสนากับคัมภีร์โบราณ<br /></strong>- การแปลและวิเคราะห์คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา<br />- ความเชื่อมโยงของคัมภีร์โบราณกับสังคมและวัฒนธรรมในปัจจุบัน</p> <p><strong>2. พระพุทธศาสนากับปรัชญา</strong><br />- แนวคิดทางปรัชญาในพระพุทธศาสนา ทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ<br />- การเปรียบเทียบปรัชญาพุทธศาสนากับแนวคิดปรัชญาตะวันตกและตะวันออก<br />- พระพุทธศาสนากับจริยศาสตร์และคุณธรรม</p> <p><strong>3. พระพุทธศาสนากับศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรมท้องถิ่น</strong><br />- ศิลปะและสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา<br />- บทบาทของพระพุทธศาสนาในวรรณกรรมท้องถิ่นและวรรณกรรมพุทธศาสนา<br />- การสืบทอดและพัฒนาวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา</p> <p><strong>4. การเผยแผ่พระพุทธศาสนา</strong><br />- บทบาทของพระนักเทศน์ พระนักเผยแผ่ และพระสังฆาธิการในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา<br />- วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคดิจิทัล<br />- การประยุกต์ใช้หลักธรรมในสังคมสมัยใหม่</p> <p><strong>5. พระพุทธศาสนากับศาสตร์อื่น ๆ</strong><br />- การศึกษาบูรณาการพระพุทธศาสนากับศาสตร์อื่น ๆ เช่น จิตวิทยา การศึกษา สังคมวิทยา และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น<br />- การนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ร่วมกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี<br />- ความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธศาสนากับการแก้ไขปัญหาโลกยุคปัจจุบัน</p> <p>วารสารธรรมสาส์นนี้มีเป้าหมายในการเป็นเวทีทางวิชาการที่เปิดกว้างให้กับผู้ที่สนใจศึกษาด้านพระพุทธศาสนาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งมุ่งมั่นในการเผยแพร่ผลงานที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนาวงการวิชาการด้านพระพุทธศาสนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น</p> <h2><strong>วัตถุประสงค์</strong></h2> <p>1. เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการของพระสงฆ์ พระสังฆาธิการ พระนักเทศน์ พระนักเผยแผ่ เจ้าสำนักปฏิบัติธรรม นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนิสิตในระดับบัณฑิตศึกษา ในมิติทางด้านพระพุทธศาสนากับปรัชญา พุทธศาสนากับคัมภีร์โบราณ พระพุทธศาสนากับศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรมท้องถิ่น<br />2. เพื่อเปิดรับการตีพิมพ์บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <h2><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></h2> <p>ปีละ 2 ฉบับ <br />ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน <br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม <br /><br />ตั้งแต่ ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (กรกฏาคม-ธันวาคม 2567) เป็นต้นไป โดยจะเผยแพร่บทความแบบออนไลน์ ในเว็ปไซด์ของระบบ Thaijo <a href="https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/&amp;source=gmail&amp;ust=1733194970785000&amp;usg=AOvVaw078MqULScXtDVxKbYrNQ6c">https://so10.tci-thaijo.org/<wbr />index.php/JDSN/</a></p> <p><strong>ISSN : <a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3057-0441">3057-0441</a>(Online)</strong></p> <h2><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่<br /></strong></h2> <p>ไม่คิดค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</p> <h2><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></h2> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาและไม่มีส่วนได้เสียกับผู้นิพนธ์ ขั้นต่ำ 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ทั้งนี้ บทความจากผู้นิพนธ์ภายในจะได้รับการ พิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร ส่วนบทความจากหน่วยงานภายนอกจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในหรือนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสารบทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ในวารสารธรรมสาส์น จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการ พิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อการตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้นิพนธ์จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และ ข้อกำหนดการเสนอบทความของวารสารธรรมสาส์นอย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่วารสารกำหนด ทัศนะ ความคิดเห็นหรือข้อสรุปที่ปรากฏในบทความ วารสารธรรมสาส์นถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความนั้น ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารธรรมสาส์นแต่อย่างใด</p> <h2><strong>นโยบายด้านลิขสิทธิ์</strong></h2> <p>ข้อความหรือความคิดเห็นต่าง ๆ ในบทความ ถือเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบทความ ไม่ถือเป็นความรับผิดชอบของบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย</p> <h2><strong>นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล</strong></h2> <p>ชื่อและอีเมลที่กรอกไว้ในวารสารจะใช้ในกระบวนการของวารสารนี้เท่านั้น</p> <h2><strong>หน่วยงานผู้รับผิดชอบ</strong></h2> <p>บัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย</p> https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/2806 ความศรัทธาครูบาศรีวิชัยที่มีอิทธิพลต่อพุทธศาสนิกชนล้านนา ในสมัยปัจจุบัน 2025-08-06T12:37:32+07:00 วิชญะ ยศกาศ wichaya.yotkad@gmail.com <p>การศึกษานี้มุ่งศึกษาความศรัทธาครูบาศรีวิชัยที่มีอิทธิพลต่อพุทธศาสนิกชนล้านนาในสมัยปัจจุบันโดยเฉพาะในมิติของความเชื่อ การปฏิบัติทางศาสนา และการสืบทอดวัฒนธรรมท้องถิ่นตามหลักฐานแสดงไว้ว่า ครูบาศรีวิชัย หรือ ครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นพระนักบุญชาวล้านนาที่ได้รับการเคารพสักการะอย่างกว้างขวางจากพุทธศาสนิชนในภาคเหนือของประเทศไทย ความศรัทธาต่อท่านได้สร้างอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อวิถีชีวิต ความเชื่อ และการปฏิบัติทางศาสนาของชาวล้านนา การศึกษาใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ผู้รู้ และการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติศาสนกิจของชุมชน ผลการศึกษาพบว่า ความศรัทธาครูบาศรีวิชัยที่มีอิทธิพลต่อพุทธศาสนิกชนล้านนาในสมัยปัจจุบัน ปรากฏใน 5 ด้านได้แก่ 1.อิทธิพลด้านการรักษาและสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีพุทธศาสนาล้านนา 2.อิทธิพลด้านการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนผ่านกิจกรรมทางศาสนา 3.อิทธิพลด้านการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมในสังคม 4.อิทธิพลด้านการสร้างเอกลักษณ์และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมล้านนา 5.อิทธิพลด้านการปรับตัวและการสืบทอดความศรัทธาในยุคดิจิทัล ทั้ง 5 ด้าน แสดงให้เห็นว่าความศรัทธาต่อครูบาศรีวิชัยไม่เพียงเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการอนุรักษ์และพัฒนาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมล้านนาในสมัยปัจจุบันอีกด้วย</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/2809 อิทธิบาท 4 กับการเสริมสร้างแรงจูงใจในโรงเรียนพระพุทธศาสนา 2025-08-06T12:38:46+07:00 พระครูวิจิตรปริยัติการ pariyat62@gmail.com <p>อิทธิบาท 4 หรือหลักธรรมแห่งความสำเร็จ 4 ประการ ได้แก่ 1.ฉันทะ (ความพอใจ) 2.วิริยะ (พยายาม) 3.จิตตะ (ฝักใฝ่) 4.วิมังสา (พิจารณาเหตุผล) ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เพื่อเป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมาย หลักธรรมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาแรงจูงใจในการเรียนการสอนของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มุ่งเน้นการผลิตบุคลากรทางศาสนาและการพัฒนาปัญญาธรรม การนำอิทธิบาท 4 มาประยุกต์ใช้ในการเสริมสร้างแรงจูงใจของครูและนักเรียนจะช่วยสร้างความต้องการในการเรียนรู้ ความเพียรในการปฏิบัติ ความตั้งใจในการศึกษา และความรอบคอบในการตัดสินใจ บทความนี้วิเคราะห์แนวทางการประยุกต์ใช้อิทธิบาท 4 ในบริบทของโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยเน้นการสร้างแรงจูงใจภายในที่ยั่งยืน การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ผลการศึกษาพบว่าการนำหลักอิทธิบาท 4 มาใช้อย่างเป็นระบบจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในด้านแรงจูงใจของทั้งครูและนักเรียน นำไปสู่ประสิทธิภาพการเรียนการสอนที่สูงขึ้นและการพัฒนาองค์รวมของผู้เรียนตามหลักพุทธศาสนา</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/2876 หลักพุทธธรรมการดูแลผู้สูงอายุในวิถีใหม่ 2025-08-06T12:40:09+07:00 พระชาญณรงค์ อตฺตทนฺโต channarong.saoratprai@gmail.com <p>ัจจุบันสังคมผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้นทุก ๆ ปี การดูแลผู้สูงอายุด้านสุขภาวะมีความสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านจิตใจ สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ต้องมีการดูแลสุขภาพทางกาย และการดูแลด้านจิตใจด้วย การใช้ธรรมะและคำสอนทางพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย ในการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br /><br />บทความนี้มุ่งนำเสนอการใช้หลักธรรมสังคหวัตถุ ๔ เพื่อเป็นการใช้หลักธรรมมาประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพจิตใจผู้สูงอายุโดยอิงหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเป็นการช่วยเหลือทางสุขภาวะทางจิตใจให้ผู้สูงอายุ ด้วยสังควัตถุ ๔ คือ ให้ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา เป็นการช่วยเหลือทางสุขภาวะทางจิตใจให้ผู้สูงอายุ มีการเตรียมตัวรับมือกับภาวะจิตใจหลังวัยเกษียณ<br /><br />คำสอนทางพระพุทธศาสนาหรือธรรมะเป็นสิ่งที่จะช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจช่วยให้เกิดความสงบ และรู้จักความเป็นไปอย่างมีสติ ช่วยให้ผู้สูงอายุดำเนินชีวิตตามแนววิถีใหม่อย่างมีความสุข และยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และจิตใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถดำเนินชีวิตในวิถีใหม่ได้อย่างมีความสุขและมีสติตามหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3027 บทบาทพระสังฆาธิการกับการบริหารจัดการวัดสมัยใหม่ในบริบทสังคมไทย 2025-09-18T07:57:48+07:00 พระครูพิพัฒน์ปริยัตยาภรณ์ (อภิวัฒน์ กนฺตสีโล) apiwat26529@gmail.com <p> บทความนี้ศึกษาและวิเคราะห์บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารจัดการวัดสมัยใหม่ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาวัดให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยี และค่านิยมในยุคปัจจุบัน พระสังฆาธิการไม่ได้จำกัดบทบาทเพียงการดูแลพิธีกรรมและการรักษาพระธรรมวินัยเท่านั้น แต่ยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ สามารถวางแผนและจัดการทรัพยากรของวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของพระภิกษุสามเณร การสร้างความร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานภายนอก และการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเสริมสร้างความยั่งยืนของวัด นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้หลักธรรมคำสอนในการบริหารจัดการช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ดีและความไว้วางใจในชุมชนได้ ดังนั้น พระสังฆาธิการในยุคใหม่ควรพัฒนาทักษะด้านการบริหารและการสื่อสาร พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง เพื่อให้วัดเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและสังคมที่เข้มแข็ง สามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมยุคใหม่ได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3056 การผลิตซ้ำทางสังคมวัฒนธรรมในพระพุทธศาสนา 2025-09-29T13:44:00+07:00 พระเจษฎา มหาวุฑฺโฒ (สอนบาลี) sonbali2522@gmail.com ธวัชชัย ไชยวุฒิ sonbali2522@gmail.com พัลลภ หารุคำจา sonbali2522@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ในศึกษาเกี่ยวกับการผลิตซ้ำทางสังคมวัฒนธรรมในพระพุทธศาสนา ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการผลิตซ้ำ 1) รูปแบบนามธรรม ปรากฏในรูปแบบของความเชื่อในพระพุทธศาสนาขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ อีกทั้งทัศนคติ และการอบรมสั่งสอนในการปฏิบัติตามหลักธรรมทางพุทธศาสนา 2) รูปแบบรูปธรรม หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาจากลักษณะมุขปาฐะพัฒนาเป็นลายลักษณ์อักษร และได้ถูกพัฒนาผสมผสานในลักษณะต่างๆ จากรูปแบบนามธรรมให้ปรากฏในรูปแบบ ได้แก่ วรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม และรูปแบบของการผลิตเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การผลิตซ้ำทางสังคมวัฒนธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นกระบวนการของการปรับปรนทางพระพุทธศาสนา โดยมีหลักการและระบบการที่เป็นไปตามแนวทางผสมผสานกับศาสตร์สมัยใหม่ มุ่งชี้วิถีทางโลกียวิสัยตั้งอยู่บนรากฐานไม่แสวงหาเชิงพาณิชย์ทันสมัยถ่ายทอดพระธรรมวินัยได้อย่างถูกต้อง คงรูปแบบตามหลักพุทธวจนะ และเป็นประโยชน์ให้สังคมอย่างทันสมัย </p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/2928 ประชาธิปไตยเชิงพุทธ: การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 2025-08-26T10:26:11+07:00 พิพัฒน์ แก้วใส 2526pipat@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประชาธิปไตยผ่านมุมมองการคิดวิเคราะห์และพฤติกรรม ศึกษาหลักธรรมการปกครองตามแนวพระพุทธศาสนาที่เอื้อต่อสันติสุข สันติภาพ และภราดรภาพในสังคม และส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในระบอบประชาธิปไตยเชิงพุทธ ผลการศึกษาพบว่าหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสามารถประยุกต์ใช้ในการปกครองได้ เช่น หลักทศพิธราชธรรมสำหรับผู้นำที่เป็นพระมหากษัตริย์ และหลักอปริหานิยธรรมสำหรับผู้นำหรือคณะผู้บริหารในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้การปกครองที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องสูงสุด คือการปกครองโดยธรรม หรือ ธรรมาธิปไตย ซึ่งถือความถูกต้องชอบธรรมเป็นใหญ่ ระบอบประชาธิปไตยเชิงพุทธนั้นมุ่งหมายให้ทั้งผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครองมีคุณธรรมจริยธรรมร่วมกันเพื่อความผาสุกและความเจริญของสังคมส่วนรวม อย่างไรก็ตามประชาธิปไตยในปัจจุบันเน้นที่ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ เช่น การเลือกตั้งและคะแนนเสียง จนทำให้หลักการอุดมคติอย่างสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพดำรงอยู่เพียงในนาม การจะทำให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงจำเป็นต้องพัฒนาฐานรากภูมิปัญญาและศีลธรรมของปัจเจกบุคคลให้งอกงาม สามารถยกระดับสู่ธรรมาธิปไตย ซึ่งจะเป็นการปกครองที่ถูกต้องสมบูรณ์ตามอุดมคติทางการเมืองในทัศนะของพระพุทธศาสนา</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3096 การประยุกต์ใช้หลักธรรมเพื่อเพิ่มความสุขและการเรียนรู้ในสถานศึกษา 2025-10-09T16:50:58+07:00 บรรเจิด สังกิจ jerdjarad70@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา และอริยสัจ 4 ในการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสุขภาวะและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในสถานศึกษา โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารและการสังเคราะห์แนวคิดเชิงวิชาการ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ เช่น การสอนศีลธรรมผ่านกิจกรรม การฝึกสมาธิในชั้นเรียน และการส่งเสริมการคิดเชิงวิเคราะห์ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสงบ ลดความเครียด เพิ่มสมาธิ และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้งยังส่งผลเชิงบวกต่อพฤติกรรมและความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ข้อค้นพบสะท้อนให้เห็นว่า การบูรณาการหลักธรรมเข้ากับกระบวนการเรียนการสอนสามารถสร้างสมดุลระหว่างการเรียนรู้และชีวิตส่วนตัวของผู้เรียน ส่งเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และพัฒนาทักษะการจัดการอารมณ์และการคิดวิเคราะห์อย่างมีระบบ บทความยังเสนอแนวทางปฏิบัติ เช่น การจัดสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความสุข การออกแบบกิจกรรมที่ใช้หลักธรรมเป็นแกนกลาง และการติดตามผลการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงกระบวนการสอนให้เหมาะสม ผลลัพธ์ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียนอย่างยั่งยืน และเตรียมความพร้อมในการเผชิญความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีในอนาคต</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3067 แรงจูงใจในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนว สติปัฏฐาน 4 ของนักเรียนไทยยุคใหม่ 2025-09-29T14:22:28+07:00 พระอธิการอินทร์ธนัตถ์ ปญฺญาวุฑฺโฒ intanutsomya@gmail.com พระธีระธรณ์ ภาณุพิบูลย์วัชร thirathon.pan@mcu.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์แรงจูงใจของนักเรียนไทยยุคใหม่ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 และ 2. เสนอแนวทางส่งเสริมการบูรณาการการภาวนาในระบบการศึกษาไทย การศึกษาอาศัยการวิเคราะห์เอกสาร งานวิจัย และคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา โดยเน้นหลักธรรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ไตรสิกขา สมถะ–วิปัสสนา และสติปัฏฐาน 4 ซึ่งเป็นแกนกลางของการพัฒนาจิตและปัญญาตามหลักพุทธธรรม ผลการศึกษา พบว่า<br /><br />1. แรงจูงใจของนักเรียนในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเกิดจากปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ (1) ครอบครัว โดยเฉพาะการปลูกฝังโดยผู้ปกครองที่ปฏิบัติธรรม (2) โรงเรียนและสภาพแวดล้อมทางการศึกษา ที่จัดกิจกรรมสมาธิและธรรมศึกษา (3) แรงขับภายในของผู้เรียน เช่น ความต้องการพัฒนาตนเอง ลดความเครียด และค้นหาความสุขภายใน และ (4) การเข้าถึงสื่อดิจิทัลทางธรรมะ ซึ่งช่วยกระตุ้นความสนใจและการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br /><br />2. การบูรณาการการปฏิบัติธรรมในโรงเรียนส่งผลต่อการพัฒนาทั้งด้านสติ สมาธิ คุณธรรม และการเรียนรู้เชิงลึก ช่วยเสริมสร้างสมรรถนะทางอารมณ์ การกำกับตนเอง และคุณภาพชีวิตเชิงจิตวิญญาณในระยะยาว ข้อค้นพบสะท้อนว่าวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 เป็นแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนทั้งด้านการศึกษาและจริยธรรม โดยเฉพาะในยุคสังคมที่เต็มไปด้วยความเครียดและความผันผวน ข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร สมรรถนะครู การมีส่วนร่วมของครอบครัว และการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือส่งเสริม เพื่อสร้างระบบสนับสนุนการปฏิบัติธรรมอย่างยั่งยืนในระดับสถานศึกษาและสังคมไทยโดยรวม</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3173 การบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา ในยุควิถีใหม่ 2025-11-03T12:53:50+07:00 กาญจนา ดะนุชนาม 68g180003@parichat.skru.ac.th ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์ 68g180003@parichat.skru.ac.th มุจลินทร์ ผลกล้า 68g180003@parichat.skru.ac.th <p>บทความวิชาการเรื่อง การบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในยุควิถีใหม่ มุ่งนำเสนอภาพรวมของแนวทางการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้สอดคล้องกับพลวัตทางสังคมและการศึกษาในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและรวดเร็วในทุกมิติ โดยเน้นย้ำบทบาทสำคัญของผู้บริหารในฐานะผู้นำทางวิชาชีพที่มีส่วนในการยกระดับสมรรถนะของครู บุคลากรและระบบการจัดการศึกษาภายในองค์กร วัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ การอธิบายแนวคิดและแนวทางการบริหารงานสถานศึกษาที่ประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลเป็นกรอบกำกับเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ อันเป็นพื้นฐานของการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพในบริบทของยุควิถีใหม่<br /><br />โดยผู้เขียนได้นำเสนอกรอบการบูรณาการหลักธรรมาภิบาลในงานบริหารสถานศึกษาทั้ง 4 ฝ่าย อย่างเป็นระบบ ได้แก่ การบริหารงานงบประมาณที่ยึดหลักความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ การบริหารงานบุคคลที่ตั้งอยู่บนหลักนิติธรรม ความเสมอภาค และความเป็นธรรม การบริหารงานวิชาการที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการบริหารงานทั่วไปที่มุ่งความคุ้มค่า ตลอดจนการตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการภายในสถานศึกษา<br /><br />ผลจากการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลใน 4 ฝ่ายงานดังกล่าว ช่วยเสริมสร้างภาวะผู้นำที่เข้มแข็งและรอบด้านให้แก่ผู้บริหารสถานศึกษา ทำให้การบริหารจัดการมีทิศทางที่ชัดเจน สอดคล้องกับกลยุทธ์การพัฒนา และนำไปสู่การยกระดับสมรรถนะของบุคลากร รวมถึงการพัฒนาสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิผลและความยั่งยืนในระยะยาว</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3156 ฆราวาสธรรม 4: จากหลักธรรมสู่การบริหาร ปลดล็อกศักยภาพและ ความสำเร็จของสถานศึกษา 2025-11-03T12:42:41+07:00 อริวัฒน์ สรรเพชร ariwatsanpet@gmail.com ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์ ppcbe@hotmail.com มุจลินทร์ ผลกล้า mudchalin.ph@skru.ac.th <p>บทความวิชาการเรื่อง ฆราวาสธรรม 4 : จากหลักธรรมสู่การบริหาร ปลดล็อกศักยภาพและความสำเร็จของสถานศึกษา มีเป้าหมายเพื่อเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักฆราวาสธรรม 4 ประการ ได้แก่ สัจจะ ทมะ ขันติ และจาคะ ในการบริหารสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และคุณธรรมของผู้บริหาร ทั้งนี้ การนำหลักฆราวาสธรรม 4 ประการมาเป็นแกนคุณธรรมหลักในการบริหารสถานศึกษาสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นระบบ เช่น การใช้สัจจะเพื่อกำกับการตัดสินใจและการดำเนินงานให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดหลักฐานเป็นสำคัญ การใช้ทมะในการควบคุมตนเองและสร้างวินัยขององค์กร การใช้ขันติเพื่อสร้างความเพียรพยายามในการพัฒนางาน การแก้ปัญหา และการขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ของครูและผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้จาคะในการส่งเสริมวัฒนธรรมการสนับสนุน ช่วยเหลือ แบ่งปัน และความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา<br /><br />ทั้งนี้ ความสำเร็จของการประยุกต์ใช้หลักฆราวาสธรรม 4 ประการสามารถมองเห็นได้ผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) ภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมของผู้บริหารที่สะท้อนผ่านคุณลักษณะและพฤติกรรมตามหลักฆราวาสธรรม 4 ประการ 2) กลไกการบริหารที่ยึดหลักธรรมเป็นฐานในการพัฒนาวิชาชีพครู การมีส่วนร่วมของชุมชน และการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ และ 3) ความสำเร็จแบบองค์รวมของสถานศึกษา ทั้งด้านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา คุณภาพหลักสูตร การสร้างขวัญกำลังใจ และความสุขของบุคลากร ซึ่งสะท้อนถึงประโยชน์ของการนำหลักฆราวาสธรรม 4 ประการมาใช้ในการบริหารอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3157 อิทธิบาท 4: กุญแจสู่ความสำเร็จของผู้บริหารสถานศึกษา ในศตวรรษที่ 21 2025-11-03T12:44:03+07:00 อรอนงค์ ภูมิพงศ์ไทย onanong.poompong@gmail.com ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์ ppcbe@hotmail.com มุจลินทร์ ผลกล้า mudchalin.ph@skru.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์การประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “อิทธิบาท 4” ในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างคุณลักษณะของหลักธรรมกับทักษะของผู้บริหารในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยผู้เขียนได้ค้นพบองค์ความรู้ คือ “โมเดลเชิงบูรณาการอิทธิบาท 4 สู่ความสำเร็จของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อิทธิบาท 4 ทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนและหล่อเลี้ยงทักษะการบริหารสมัยใหม่ โดยแบ่งความสัมพันธ์ออกเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่ ฉันทะ เป็นพลังขับเคลื่อนวิสัยทัศน์และนวัตกรรม , วิริยะ เป็นพลังแห่งความมุ่งมั่นในการจัดการการเปลี่ยนแปลงและฝึกฝนทักษะทางเทคโนโลยีดิจิทัล, จิตตะ เป็นรากฐานให้เกิดสติและจริยธรรมในการสื่อสารและ วิมังสา เป็นปัญญาหลักในการสนับสนุนการคิดวิเคราะห์และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ<br /><br />โดยสรุป โมเดลนี้ยืนยันว่า อิทธิบาท 4 คือ พลังภายใน ที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับทักษะเชิงประจักษ์ภายนอก หากผู้บริหารสถานศึกษายึดมั่นและนำอิทธิบาท 4 มาประยุกต์ใช้ จะสามารถนำพาองค์กรการศึกษาไปสู่ความสำเร็จและตอบสนองต่อความท้าทายในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเหมาะสม ทำให้ผู้บริหารประสบความสำเร็จทั้งด้านผลลัพธ์ (Productivity) และด้านคุณธรรม (Integrity) ไปพร้อมกัน</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3165 พรหมวิหาร 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา: กุญแจสู่การบริหารงานบุคคล ที่มีคุณภาพและยั่งยืน 2025-11-03T12:51:54+07:00 ประภานิช สิทธิ์มาก 68G180013@parichat.skru.ac.th ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์ ppcbe@hotmail.com มุจลินทร์ ผลกล้า mudchalin.ph@skru.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ในการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณภาพและความยั่งยืนของการจัดการบุคลากรทางการศึกษา โดยผู้เขียนได้ค้นพบองค์ความรู้ใหม่จากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งสังเคราะห์เป็น โมเดลกุญแจ 5 ดอก (DRRPE Model) ซึ่งประกอบด้วย Development (การพัฒนา), Retention (การธำรงรักษา), Recruitment (การสรรหา), Planning (การวางแผน) และ Evaluation (การประเมิน) โมเดลดังกล่าวสะท้อนการบูรณาการหลักธรรมพรหมวิหาร 4 เข้ากับกระบวนการบริหารบุคคลอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่โปร่งใส เป็นธรรม และสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คือ การสร้างแรงจูงใจ ความพึงพอใจ ความผูกพันของบุคลากร และการยกระดับคุณภาพการศึกษาที่มั่นคงและยั่งยืน</p> <p> </p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3158 พรหมวิหาร 4: หัวใจการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลดิสรัปชัน 2025-11-03T12:45:16+07:00 วศินี ทิพย์รองพล wasineetiprongpon@gmail.com ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์ ppcbe@hotmail.com มุจลินทร์ ผลกล้า mudchalin.ph@skru.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ในการบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลดิสรัปชัน โดยเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานและการเรียนรู้ที่สมดุลระหว่างเทคโนโลยีและคุณธรรม ในความท้าทายยุคดิจิทัลดิสรัปชัน ซึ่งต้องเผชิญทั้งด้านเทคโนโลยี การจัดการทรัพยากรบุคคล และการธำรงรักษาคุณธรรมและจริยธรรมในองค์กร โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้พรหมวิหาร 4 ในบริบทยุคดิจิทัลดิสรัปชันเป็นแนวทางในการยกระดับการบริหารสถานศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและสร้างความสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาการศึกษา<br />ที่มีคุณภาพและยั่งยืนในอนาคต <br /><br />โดยผู้เขียนได้ค้นพบองค์ความรู้ คือ การนำหลักพรหมวิหาร 4 มาเป็นกรอบแนวคิดสำคัญในการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลดิสรัปชัน ซึ่งประกอบไปด้วย 5 แนวทาง คือ 1) การมีสมรรถนะดิจิทัล 2) การพัฒนาตนเอง 3) การมีตัวชี้วัด/ การประเมินที่เหมาะสม 4) การกำหนดนโยบาย 5) การนำความรู้ Ai/เทคโนโลยี จะส่งผลให้เกิด 1) ความรับผิดชอบ 2) การสร้างแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจในความสำเร็จ3) คุณภาพการศึกษา 4) ความยั่งยืน อย่างไรก็ตามความสำเร็จของการใช้พรหมวิหาร 4 ในการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลดิสรัปชัน ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เครื่องมือหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับจิตใจและความมุ่งมั่นของผู้บริหาร ครู และบุคลากรทุกคนในการปฏิบัติด้วยความจริงใจ เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทยไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3160 การน้อมนำสังคหวัตถุ 4 สู่การบริหารสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ 2025-11-03T12:46:14+07:00 กรรณิการ์ จันทร์คง kannika.jankong@gmail.com ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์ ppcbe@hotmail.com มุจลินทร์ ผลกล้า Mudchalin.ph@skru.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวทางการประยุกต์ใช้หลักธรรมสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน (การให้) ปิยวาจา (วาจาสุภาพ) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และสมานัตตตา (ความเสมอภาค) ในการบริหารสถานศึกษา โดยมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือ ความไว้วางใจ และความสามัคคีภายในองค์กร ผลการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นว่า การประยุกต์ใช้สังคหวัตถุ 4 ช่วยเพิ่มความพึงพอใจของครูและบุคลากร พัฒนาการสื่อสาร ลดความขัดแย้ง และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมใน การวางแผนและตัดสินใจ ส่งผลให้การดำเนินงานของสถานศึกษามีความคล่องตัว โปร่งใส และยั่งยืน ทั้งนี้แนวทางการจัดประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง และการสร้างเครือข่ายกับผู้ปกครองและชุมชน ล้วนเป็นกลไกสำคัญที่เกื้อกูลต่อการยกระดับคุณภาพผู้เรียนและการพัฒนาสถานศึกษาให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพในศตวรรษที่ 21 อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของการบริหารการศึกษาอย่างยั่งยืน<br /><br />จากการศึกษาพบว่า หลักสังคหวัตถุ 4 สามารถนับเป็น “นวัตกรรมทางการบริหารเชิงคุณธรรม” ที่ผสานหลักจริยธรรมทางศาสนาเข้ากับแนวคิดการบริหารยุคใหม่อย่างสอดคล้องและยั่งยืน โดยเน้นการให้และแบ่งปัน (ทาน) การสื่อสารด้วยเมตตา (ปิยวาจา) การช่วยเหลือเกื้อกูล (อัตถจริยา) และความเสมอภาคสามัคคี (สมานัตตตา) ซึ่งช่วยส่งเสริมความร่วมมือ ความโปร่งใส และบรรยากาศการทำงานที่มีความสุข ส่งผลให้สถานศึกษาพัฒนาอย่างมีคุณภาพ มั่นคง และยั่งยืนในศตวรรษที่ 21 โดยประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารการศึกษา การจัดการเรียนรู้ การบริหารบุคลากร การสร้างวัฒนธรรมองค์กร และการบริการนักเรียนและชุมชน</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3161 หลักธรรมาภิบาลกับการยกระดับการบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2025-11-03T12:47:13+07:00 ภัทราพร สุวรรณจันทร์ 68G180014@parichat.skru.ac.th ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์ ppcbe@hotmail.com มุจลินทร์ ผลกล้า mudchalin.ph@skru.ac.th <p>บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และทบทวนวรรณกรรม หนังสือ งานวิจัย รวมทั้งบทความทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และเป็นกลไกสำคัญในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในระดับพื้นที่โดยตรง ตลอดช่วงที่ผ่านมา การบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังประสบปัญหาด้านประสิทธิภาพและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การน้อมนำหลักธรรมาภิบาล ซึ่งประกอบด้วยหลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า มาใช้ในการดำเนินงาน จึงถือเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการบริหารให้มีความโปร่งใส มีมาตรฐาน และเป็นธรรมยิ่งขึ้น จากการศึกษาพบว่า การบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาลที่สามารถปฏิบัติได้จริงในสี่มิติหลัก ได้แก่ (1) มิติการมีส่วนร่วมของประชาชน (2) มิติการจัดสรรงบประมาณอย่างโปร่งใส (3) มิติการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และ (4) มิติการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการที่ยึดหลักธรรมาภิบาลดังกล่าวจะเอื้อต่อการสร้างความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจ และความร่วมมือจากประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด จึงควรยึดแนวทางนี้เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและสังคมโดยรวม</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3166 กัลยาณมิตรธรรม 7 ประการกับความเป็นเลิศ ในการบริหารสถานศึกษา 2025-11-03T12:52:53+07:00 สุรชาติ แหวนเพ็ชร 68g180022@parichat.skru.ac.th ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์ ppcbe@hotmail.com มุจลินทร์ ผลกล้า mudchalin.ph@skru.ac.th <p>บทความวิชาการเรื่อง “ALOP Model: กัลยาณมิตรธรรม 7 ประการกับความเป็นเลิศในการบริหารสถานศึกษา” มีเป้าหมายเพื่ออธิบายแนวคิด หลักการ และแนวทางการประยุกต์ใช้กัลยาณมิตรธรรมในการบริหารสถานศึกษา เพื่อยกระดับความเป็นเลิศในการบริหารจัดการ โดยเชื่อมโยงหลัก กัลยาณมิตรธรรม 7 ประการ เข้ากับแนวคิดการบริหารสถานศึกษาสมัยใหม่<br /><br />ผู้เขียนได้ค้นพบองค์ความรู้ คือ การบูรณาการหลักกัลยาณมิตรธรรมกับแนวคิดการบริหารสถานศึกษา สามารถพัฒนาเป็นกรอบแนวคิด ALOP Model ประกอบด้วย ความเป็นเลิศทางการบริหารการศึกษา (A – Educational Administration Excellence) การจัดการเรียนการสอน (L – Learning and Teaching) ความผูกพันต่อองค์กร (O – Organizational Commitment) การพัฒนาบุคลากร(P – Personnel Development) ในการพัฒนาทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณธรรมของผู้บริหาร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและการศึกษา</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3162 ธรรมาภิบาลกับการบริหารงบประมาณที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ของผู้บริหารสถานศึกษา 2025-11-03T12:50:05+07:00 นิภาพร มะโนเรศ 68g180002@parichat.skru.ac.th ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์ ppcbe@hotmail.com มุจลินทร์ ผลกล้า Mudchalin.ph@skru.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารงบประมาณในสถานศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร โดยเน้นการนำหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) มาใช้ในการบริหาร เพื่อสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเสริมความรับผิดชอบของผู้บริหาร ทั้งนี้อิงแนวคิดจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเน้นให้ข้าราชการปฏิบัติงานด้วยคุณธรรม ความซื่อสัตย์ และความเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม บทความได้นำเสนอแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับหลักธรรมาภิบาลและการบริหารงบประมาณ โดยสรุปว่าธรรมาภิบาลคือหลักการบริหารจัดการที่ดี มุ่งเน้นความโปร่งใส ความยุติธรรม ความมีคุณธรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นจากผู้เกี่ยวข้อง ผู้บริหารสถานศึกษาจึงควรมีคุณลักษณะสำคัญ ได้แก่ ความซื่อสัตย์ ความเที่ยงธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม วินัยทางการเงิน และการเป็นแบบอย่างที่ดี<br /><br />ผลการศึกษาพบว่า การประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงบประมาณประกอบด้วย 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การจัดทำและเสนอของบประมาณ การจัดสรรงบประมาณ การบริหารการเงิน การตรวจสอบติดตาม และการรายงานผล ซึ่งต้องดำเนินอย่างโปร่งใส ยุติธรรมและคุ้มค่าต่อทรัพยากรที่มีจำกัด ทั้งนี้การบูรณาการหลักธรรมาภิบาลช่วยให้สถานศึกษาบริหารทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นคุณธรรม โปร่งใส และน่าเชื่อถือ อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/2895 การศึกษาความพึงพอใจของข้าราชการ ต่อกิจกรรมการโค้ชแนวพุทธ เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและสมรรถนะในยุคดิจิทัล 2025-08-14T18:51:12+07:00 พระวุทธ สุเมโธ (ทองมั่น) sumedho.writer@gmail.com <p>การพัฒนาข้าราชการในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการที่บูรณาการทั้งคุณธรรมและสมรรถนะ เพื่อให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ การโค้ชแนวพุทธถือเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของบุคลากร บทความวิจัยนี้มุ่งนำเสนอวัตถุประสงค์ คือ ศึกษาระดับความพึงพอใจของข้าราชการต่อกิจกรรมการโค้ชแนวพุทธที่จัดขึ้นในหลักสูตรต้นกล้าข้าราชการ ของกระทรวงสาธารณสุข กลุ่มเป้าหมายคือข้าราชการบรรจุใหม่ จำนวน 120 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) แบบประเมินความพึงพอใจ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เพื่อเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ และ (2) แบบสังเกตและแบบรายงานการสะท้อนตนเอง เพื่อเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ การเก็บข้อมูลดำเนินการระหว่างเดือนกุมภาพันธ์–พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 และนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ควบคู่กับการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br /><br />ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า ความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับ “ดีมาก” (ค่าเฉลี่ย = 4.76 จาก 5, S.D. = 0.48) สะท้อนถึงการยอมรับในคุณภาพของกระบวนการโค้ชแนวพุทธ ส่วนผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพพบว่า ผู้เข้าร่วมรู้สึกพึงพอใจในบรรยากาศการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม และการนำหลักธรรมทางพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวัน งานวิจัยนี้จึงยืนยันได้ว่าการโค้ชแนวพุทธเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างคุณธรรมและสมรรถนะของข้าราชการ และผลการวิจัยสนับสนุนให้กิจกรรมการโค้ชแนวพุทธสามารถนำไปประยุกต์เป็นแนวทางในการพัฒนาบุคลากรภาครัฐทั้งในด้านนโยบายและการปฏิบัติอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารธรรมสาส์น