https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/issue/feed
วารสารธรรมสาส์น
2026-06-17T15:40:21+07:00
พระครูสิริสุตานุยุต, รศ. ดร.
udorn.sang@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<h2><strong>วารสารธรรมสาส์น</strong></h2> <p>วารสารนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนาในมิติต่าง ๆ ผ่านบทความวิจัยและบทความวิชาการจากนักวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาในบริบทที่หลากหลาย เปิดรับการตีพิมพ์บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <h2><strong>ขอบเขตของวารสาร</strong></h2> <p><strong>1. พระพุทธศาสนากับคัมภีร์โบราณ<br /></strong>- การแปลและวิเคราะห์คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา<br />- ความเชื่อมโยงของคัมภีร์โบราณกับสังคมและวัฒนธรรมในปัจจุบัน</p> <p><strong>2. พระพุทธศาสนากับปรัชญา</strong><br />- แนวคิดทางปรัชญาในพระพุทธศาสนา ทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ<br />- การเปรียบเทียบปรัชญาพุทธศาสนากับแนวคิดปรัชญาตะวันตกและตะวันออก<br />- พระพุทธศาสนากับจริยศาสตร์และคุณธรรม</p> <p><strong>3. พระพุทธศาสนากับศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรมท้องถิ่น</strong><br />- ศิลปะและสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา<br />- บทบาทของพระพุทธศาสนาในวรรณกรรมท้องถิ่นและวรรณกรรมพุทธศาสนา<br />- การสืบทอดและพัฒนาวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา</p> <p><strong>4. การเผยแผ่พระพุทธศาสนา</strong><br />- บทบาทของพระนักเทศน์ พระนักเผยแผ่ และพระสังฆาธิการในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา<br />- วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคดิจิทัล<br />- การประยุกต์ใช้หลักธรรมในสังคมสมัยใหม่</p> <p><strong>5. พระพุทธศาสนากับศาสตร์อื่น ๆ</strong><br />- การศึกษาบูรณาการพระพุทธศาสนากับศาสตร์อื่น ๆ เช่น จิตวิทยา การศึกษา สังคมวิทยา และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น<br />- การนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ร่วมกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี<br />- ความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธศาสนากับการแก้ไขปัญหาโลกยุคปัจจุบัน</p> <p>วารสารธรรมสาส์นนี้มีเป้าหมายในการเป็นเวทีทางวิชาการที่เปิดกว้างให้กับผู้ที่สนใจศึกษาด้านพระพุทธศาสนาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งมุ่งมั่นในการเผยแพร่ผลงานที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนาวงการวิชาการด้านพระพุทธศาสนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น</p> <h2><strong>วัตถุประสงค์</strong></h2> <p>1. เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการของพระสงฆ์ พระสังฆาธิการ พระนักเทศน์ พระนักเผยแผ่ เจ้าสำนักปฏิบัติธรรม นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนิสิตในระดับบัณฑิตศึกษา ในมิติทางด้านพระพุทธศาสนากับปรัชญา พุทธศาสนากับคัมภีร์โบราณ พระพุทธศาสนากับศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรมท้องถิ่น<br />2. เพื่อเปิดรับการตีพิมพ์บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <h2><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></h2> <p>ปีละ 2 ฉบับ <br />ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน <br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม <br /><br />ตั้งแต่ ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (กรกฏาคม-ธันวาคม 2567) เป็นต้นไป โดยจะเผยแพร่บทความแบบออนไลน์ ในเว็ปไซด์ของระบบ Thaijo <a href="https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/&source=gmail&ust=1733194970785000&usg=AOvVaw078MqULScXtDVxKbYrNQ6c">https://so10.tci-thaijo.org/<wbr />index.php/JDSN/</a></p> <p><strong>ISSN : <a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3057-0441">3057-0441</a>(Online)</strong></p> <h2><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่<br /></strong></h2> <p>วารสารธรรมสาส์น เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์หลังจากบทความได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ (Accepted) แล้วเท่านั้น โดยเก็บเพียงครั้งเดียวต่อบทความ ทั้งนี้ มีอัตราค่าธรรมเนียมดังนี้</p> <p>1. บุคลากรภายนอก 3,500 บาท<br />2. บุคลากรภายใน (กรณีงานวิจัยที่ได้รับทุน) 3,500 บาท<br />3. บุคลากรและนิสิตภายใน (กรณีบทความอื่น ๆ) 2,000 บาท</p> <p><strong>หมายเหตุ:</strong> <br />- กรุณาชำระค่าธรรมเนียมหลังจากได้รับอีเมลให้ชำระเงินจากวารสารแล้วเท่านั้น<br />- ชำระค่าธรรมเนียมผ่านบัญชี <strong>ธนาคารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เลขที่บัญชี 020252993640 ชื่อบัญชี วารสารธรรมสาส์น บัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน</strong> เพียงบัญชีเดียวเท่านั้น<br />- ค่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่สามารถขอคืนได้ในทุกกรณี</p> <h2><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></h2> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาและไม่มีส่วนได้เสียกับผู้นิพนธ์ ขั้นต่ำ 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ทั้งนี้ บทความจากผู้นิพนธ์ภายในจะได้รับการ พิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร ส่วนบทความจากหน่วยงานภายนอกจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในหรือนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสารบทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ในวารสารธรรมสาส์น จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการ พิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อการตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้นิพนธ์จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และ ข้อกำหนดการเสนอบทความของวารสารธรรมสาส์นอย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่วารสารกำหนด ทัศนะ ความคิดเห็นหรือข้อสรุปที่ปรากฏในบทความ วารสารธรรมสาส์นถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความนั้น ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารธรรมสาส์นแต่อย่างใด</p> <h2><strong>นโยบายด้านลิขสิทธิ์</strong></h2> <p>ข้อความหรือความคิดเห็นต่าง ๆ ในบทความ ถือเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบทความ ไม่ถือเป็นความรับผิดชอบของบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย</p> <h2><strong>นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล</strong></h2> <p>ชื่อและอีเมลที่กรอกไว้ในวารสารจะใช้ในกระบวนการของวารสารนี้เท่านั้น</p> <h2><strong>หน่วยงานผู้รับผิดชอบ</strong></h2> <p>บัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย</p>
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3555
วิเคราะห์อุปมาอุปไมยที่ปรากฏในธรรมล้านนาเรื่อง “กายยะนคร”
2026-03-26T10:22:51+07:00
พระครูสถิตธรรมาภินันท์ กลฺยาณธมฺโม (จันทร์ บุญยะ)
sathitdhammapinan@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์อุปมาอุปไมยที่ปรากฏในคัมภีร์ใบลานธรรมล้านนาเรื่อง “กายยะนคร” เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างความคิดทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างกาย จิต และกระบวนการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ผลการศึกษาพบว่า คัมภีร์กายยะนคร “เมือง” มาเป็นอุปมาแทนร่างกายมนุษย์ โดยมี “จิต” ทำหน้าที่เสมือนผู้ปกครองเมือง และใช้ตัวละครรวมถึงสัญลักษณ์ต่าง ๆ อธิบายกลไกการทำงานของจิต เจตสิก ขันธ์ 5 และหลักไตรลักษณ์ได้อย่างเป็นระบบ ตัวอย่างอุปมาที่สำคัญ ได้แก่ การเปรียบประตูทั้ง 9 แห่งกับทวารรับรู้อารมณ์ ปราสาท 5 หลังแทนขันธ์ มหาดเล็ก 7 คนสื่อถึงกลไกควบคุมเมือง ปุโรหิต 3 คนเปรียบเสมือนผู้ให้คำแนะนำ พระมูล 3 พระองค์สื่อถึงการฝึกฝนในทางที่ดี อัครมหาเสนาบดี 20 คนแสดงถึงฝ่ายกุศล ขุนนาง 14 คนแทนอกุศลเจตสิก ขณะที่ทหาร 4 คนสะท้อนภาวะเสื่อมสลายและความตาย และพระภิกษุ 3 รูปทำหน้าที่เตือนพระยาจิตต์ให้ตระหนักถึงไตรลักษณ์ ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนโลกทัศน์แบบพุทธเถรวาทที่เน้นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตน โดยแนวทางการหลุดพ้นจากวัฏสงสารถูกเสนอผ่านการพัฒนาปัญญาและสมาธิเป็นสำคัญ ด้วยเหตุนี้ คัมภีร์กายยะนครจึงมิได้เป็นเพียงวรรณกรรมเชิงศาสนาเท่านั้น แต่ยังสามารถมองได้ว่าเป็นแบบจำลองเชิงพุทธปรัชญาที่อธิบายโครงสร้างจิตและการดำรงอยู่ของมนุษย์อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาพุทธศาสนาและการเรียนรู้ทางธรรมในบริบทร่วมสมัยได้อย่างมีนัยสำคัญ</p>
2026-06-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารธรรมสาส์น
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3481
การฝึกสมาธิเพื่อการจัดการความทุกข์ : การวิเคราะห์เชิงแนวคิดระหว่าง MBSR กับอานาปานสติ
2026-03-07T08:10:56+07:00
Nantarsiri
nantarsiri.ms@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การฝึกสมาธิในการจัดการความทุกข์ผ่านกรอบแนวคิดเชิงเปรียบเทียบระหว่างแนวทางจิตวิทยาตะวันตก โดยเฉพาะโปรแกรมการลดความเครียดด้วยสติ (Mindfulness-Based Stress Reduction: MBSR) กับหลักการเจริญอานาปานสติในพระพุทธศาสนา การศึกษานี้เป็นบทความเชิงวิเคราะห์เอกสารที่สังเคราะห์แนวคิดจากงานวิจัยในด้านจิตวิทยา สุขภาพจิต และพระพุทธศาสนา เพื่ออธิบายความแตกต่างเชิงเป้าหมาย กลไก และความหมายของการฝึกสมาธิในแต่ละกรอบความคิด ผลการวิเคราะห์พบว่า การฝึกสมาธิในกรอบจิตวิทยาตะวันตกและการเจริญอานาปานสติในพุทธศาสนามีเป้าหมายในการจัดการความทุกข์ในมิติต่างกัน โดยการฝึกสมาธิในกรอบจิตวิทยาตะวันตกมุ่งเน้นที่ระดับการบำบัดเชิงจิตวิทยา ใช้เทคนิค MBSR เพื่อปรับกระบวนการรับรู้และการกำกับอารมณ์ เพื่อบรรเทาความเครียดและเพิ่มสมรรถนะในการดำเนินชีวิต ผ่านการพัฒนาทักษะทางจิตใจ เช่น การสังเกตตนเองและการควบคุมอารมณ์ ส่วนการฝึกสติแบบอานาปานสติในพุทธศาสนาเน้นที่ระดับการพัฒนาปัญญาเพื่อการพ้นทุกข์ โดยบูรณาการสติ สมาธิ และปัญญา (อานาปานสติ) เพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุแห่งทุกข์และคลายการยึดมั่นในตัวตน เป้าหมายคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประสบการณ์ทางจิตใจ กรอบแนวคิดนี้ช่วยอธิบายบทบาทและขอบเขตของการฝึกสมาธิในบริบทข้ามศาสตร์ได้อย่างมีระบบ และมีคุณค่าสำหรับการประยุกต์ใช้สมาธิในการบำบัดสุขภาพจิตในปัจจุบันอย่างมีวิจารณญาณ</p>
2026-06-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารธรรมสาส์น
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3602
ปอยออกหว่าพาราลงเมิง : วิถีศรัทธาการทำบุญวันออกพรรษาของชาวไทใหญ่
2026-04-07T13:59:18+07:00
พระครูปลัดปิยะ ถาวโร
piya.sripan@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเพณีปอยออกหว่าพาราลงเมิง ในฐานะพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาที่สะท้อนวิถีศรัทธาและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทใหญ่ในบริบทวันออกพรรษา บทความนี้เป็นการศึกษาเชิงเอกสารและการวิเคราะห์เชิงวัฒนธรรม โดยอาศัยเอกสารทางวิชาการ งานวิจัย และข้อมูลเกี่ยวกับประเพณีและพิธีกรรมของชุมชนไทใหญ่ ผลการวิเคราะห์พบว่า ประเพณีดังกล่าวมีรากฐานจากพุทธประวัติเรื่องการเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ของพระพุทธเจ้าในวันออกพรรษา ซึ่งถูกถ่ายทอดและปรับประยุกต์ผ่านความเชื่อและพิธีกรรมของชุมชนไทใหญ่อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการสร้าง “จองพารา” ที่ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของการรับเสด็จพระพุทธเจ้าและเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางศาสนา พิธีกรรมต่าง ๆ เช่น การถวายทาน การจุดประทีป และขบวนแห่ทางวัฒนธรรม ล้วนสะท้อนโครงสร้างความคิดแบบพุทธที่เน้นการสั่งสมบุญกุศลและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ ประเพณีปอยออกหว่าพาราลงเมิงยังมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกทางสังคมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชน ก่อให้เกิดความสามัคคีและการสร้างทุนทางสังคม รวมทั้งเป็นพื้นที่ในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน อย่างไรก็ตาม ภายใต้บริบทของสังคมร่วมสมัยที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ประเพณีดังกล่าวจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อรักษาแก่นของความเชื่อและคุณค่าไว้ควบคู่กับการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุคสมัย บทความจึงเสนอว่าการบูรณาการองค์ความรู้ท้องถิ่น การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และการประยุกต์ใช้รูปแบบกิจกรรมใหม่ ๆ จะเป็นแนวทางสำคัญในการธำรงและสืบทอดประเพณีปอยออกหว่าพาราลงเมิงให้คงอยู่ในสังคมไทยอย่างมีความหมายและยั่งยืน</p>
2026-06-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารธรรมสาส์น
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3314
อิทธิพลความเชื่อเรื่องพระอุปคุตต่อวิถีคิดของคนยุค Gen Y ในสังคมล้านนา
2026-02-25T14:52:22+07:00
พระครูสุวรรณสิทธิโชติ (อาทิตย์ ก้อนแก้ว)
api4850@gmail.com
ไพรินทร์ ณ วันนา
phairin.na@mcu.ac.th
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์อิทธิพลของความเชื่อเรื่อง “พระอุปคุต” ต่อกระบวนทัศน์และวิถีคิดของคนยุค Gen Y ในบริบทสังคมล้านนาร่วมสมัย โดยมุ่งทำความเข้าใจการดำรงอยู่ การตีความใหม่ และการปรับใช้ความเชื่อดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขของสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัย การศึกษาดำเนินการในลักษณะการวิจัยเชิงเอกสารและการวิเคราะห์เชิงวัฒนธรรม ผ่านการสังเคราะห์ข้อมูลจากพระไตรปิฎก ตำนานพื้นเมือง ความเชื่อพื้นบ้านล้านนา รวมถึงงานศึกษาทางวิชาการและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับพระอุปคุตและสังคมล้านนา ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า ความเชื่อเรื่องพระอุปคุตมิได้เสื่อมถอยภายใต้กระแสความทันสมัย หากแต่เกิดกระบวนการปรับความหมายและแปรบทบาทให้สอดคล้องกับประสบการณ์ชีวิตของคน Gen Y ความเชื่อดังกล่าวทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณที่ช่วยหล่อหลอมความรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์ เสริมสร้างกรอบแห่งความหวัง และเป็นเครื่องรองรับการเผชิญความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในมิติการตัดสินใจ การเผชิญปัญหา และการสร้างความหมายให้แก่ประสบการณ์ชีวิตร่วมสมัย<br />ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าความเชื่อเรื่องพระอุปคุตได้แปรเปลี่ยนจากการยึดถือในเชิงอภินิหารมาสู่การทำหน้าที่เป็นทุนทางจิตวิญญาณที่ส่งเสริมความเพียร ความหวัง และการตัดสินใจของคนรุ่นใหม่ในชีวิตประจำวัน อันแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและพลวัตของความเชื่อดั้งเดิมในบริบทสังคมร่วมสมัย</p>
2026-06-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารธรรมสาส์น
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3328
การประยุกต์กัมมัฏฐานเชิงร่วมสมัยในบริบทการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน
2026-02-25T14:54:04+07:00
พระปลัดวีระยุทธ อาภากโร
nooao_1991@hotmail.com
พระครูสุวรรณปัญญาพิสุทธิ์
suwanpanya2024@gmail.com
<p style="font-weight: 400;">บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การประยุกต์กัมมัฏฐานเชิงร่วมสมัยในบริบทการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน โดยตีความกัมมัฏฐานมิใช่เพียงฐานะของการปฏิบัติทางศาสนา หากเป็นกระบวนการพัฒนาจิตในเชิงพุทธจิตวิทยาที่สัมพันธ์กับโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของโลกยุคปัจจุบัน ภายใต้สภาวการณ์ที่มนุษย์เผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความไม่แน่นอน และแรงกดดันจากระบบบริโภคนิยมและสื่อดิจิทัล กัมมัฏฐานถูกตีความใหม่ในฐานะ “เครื่องมือเชิงกระบวนการ” สำหรับการสร้างสมดุลระหว่างโลกภายนอกกับโลกภายในของมนุษย์ <br />ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างของกัมมัฏฐานประกอบด้วยสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานซึ่งทำหน้าที่เกื้อหนุนกันในลักษณะเชิงพลวัต กล่าวคือ สมถกรรมฐานทำหน้าที่สร้างเสถียรภาพทางจิต เป็นฐานของความตั้งมั่นและการควบคุมอารมณ์ ขณะที่วิปัสสนากรรมฐานทำหน้าที่เปิดเผยโครงสร้างของประสบการณ์ผ่านการเห็นไตรลักษณ์ อันนำไปสู่การลดการยึดมั่นและการปรับเปลี่ยนวิธีรับรู้โลก จากการดิ้นรนควบคุมไปสู่การเข้าใจและยอมรับความไม่แน่นอน การสังเคราะห์นำไปสู่ข้อค้นพบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ (1) กัมมัฏฐานในฐานะเครื่องมือการพัฒนาจิตใจเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน (2) กัมมัฏฐานในฐานะกระบวนการพัฒนาปัญญาและการเห็นแจ้งสภาวะความเป็นจริง (3) การประยุกต์กัมมัฏฐานเชิงร่วมสมัยในการดำเนินชีวิตประจำวัน และ (4) กัมมัฏฐานในฐานะแนวทางการส่งเสริมคุณธรรมและการดำรงชีวิตอย่างสมดุล นอกจากนี้ บทความมีข้อเสนอว่า แก่นของการประยุกต์กัมมัฏฐานมิได้อยู่ที่การเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติเท่านั้น แต่คือการรักษาความสัมพันธ์ระหว่าง “ความสงบ” และ “ความรู้แจ้ง” ให้ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล หากเน้นเพียงมิติการผ่อนคลายโดยปราศจากปัญญา อาจนำไปสู่การลดทอนสาระของพุทธธรรม ในทางกลับกัน หากเน้นปัญญาโดยขาดฐานจิตที่มั่นคง ย่อมไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในได้อย่างแท้จริง</p>
2026-06-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารธรรมสาส์น
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3329
หลักสาราณียธรรมกับระบบดูแลผู้สูงอายุเชิงบูรณาการในสังคมไทย
2026-02-25T14:54:53+07:00
ศิวาพัชร์ ฉัตรเท
sivapat.chat@gmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของหลักสาราณียธรรมในการอธิบายและพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุเชิงบูรณาการในสังคมไทย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เอกสารและการสังเคราะห์แนวคิดทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แนวคิดเศรษฐกิจการดูแล และจริยธรรมการดูแล ผลการศึกษาพบว่า หลักสาราณียธรรมสามารถทำหน้าที่เป็นกรอบแนวคิดเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงระบบดูแลผู้สูงอายุในระดับจุลภาค ระดับชุมชน และระดับนโยบายได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังสามารถบูรณาการกับแนวคิดเศรษฐกิจและจริยธรรมการดูแลเพื่อสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพและความเป็นมนุษย์ นอกจากนี้ยังเสนอโมเดลการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการเชิงคุณค่า ซึ่งเน้นความรับผิดชอบร่วม การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และการบูรณาการนโยบายข้ามภาคส่วน อันนำไปสู่ระบบการดูแลที่มีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว</p>
2026-06-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารธรรมสาส์น
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3336
การประยุกต์หลักโภชเนมัตตัญญุตากับการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสม ในบริบทสุขภาวะร่วมสมัย
2026-02-25T14:57:14+07:00
สุมล เลี่ยมทอง
tanwa1961@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หลักโภชเนมัตตัญญุตาในฐานะกรอบแนวคิดเชิงจริยธรรมและเชิงพุทธบูรณาการสำหรับการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสมในบริบทสุขภาวะร่วมสมัย การศึกษานี้เป็นบทความเชิงวิเคราะห์เอกสาร โดยอาศัยการวิเคราะห์พระไตรปิฎก อรรถกถา และงานวิชาการด้านพุทธศาสนา สุขภาวะและโภชนาการร่วมสมัย เพื่อสังเคราะห์ความหมายและบทบาทของหลักโภชเนมัตตัญญุตาในการประยุกต์ใช้ ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าหลักโภชเนมัตตัญญุตาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงข้อปฏิบัติด้านวินัยหรือการควบคุมปริมาณอาหาร หากแต่สะท้อนกรอบความคิดแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงกาย ใจ และปัญญาเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ สามารถอธิบายการบริโภคอาหารที่เกี่ยวข้องกับการรู้ประมาณ ความมีสติ และความรับผิดชอบต่อสุขภาวะของตนเองและสังคม บทความนี้เสนอองค์ความรู้ใหม่โดยยกระดับหลักโภชเนมัตตัญญุตาจากข้อปฏิบัติทางศาสนาไปสู่การเป็นกรอบวิเคราะห์เชิงพุทธบูรณาการด้านการบริโภคอาหารในบริบทสังคมร่วมสมัยที่ได้รับอิทธิพลจาก วัฒนธรรมบริโภคนิยม อาหารแปรรูปและสิ่งเร้าทางสังคม เมื่อพิจารณาร่วมกับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ สามารถใช้หลักธรรมนี้สนับสนุนการสร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน มีคุณค่าต่อการศึกษาพุทธศาสนาเชิงประยุกต์และการพัฒนานโยบายด้านสุขภาพ</p>
2026-06-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารธรรมสาส์น
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3332
หลักไตรสิกขากับความท้าทายในการบริหารงานวิชาการ ของผู้บริหารสถานศึกษา
2026-02-25T14:55:56+07:00
อารียา ตราชู
areeyapop0211@gmail.com
ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์
areeyapop0211@gmail.com
มุจลินทร์ ผลกล้า
areeyapop0211@gmail.com
<p>บทความวิชาการเรื่อง หลักไตรสิกขากับความท้าทายในการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของหลักไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา กับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา และสังเคราะห์แนวทางการประยุกต์ใช้หลักธรรมดังกล่าวเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการในบริบทการศึกษาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษานี้ใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร โดยดำเนินการรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์วรรณกรรม แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักไตรสิกขา การบริหารงานวิชาการ และบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อนำมาประมวลเป็นกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการ ผลการสังเคราะห์องค์ความรู้พบว่า หลักไตรสิกขาสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาได้อย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงกับองค์ประกอบสำคัญของการบริหารงานวิชาการ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ทั้งนี้ ศีลมีบทบาทในการกำกับการบริหารงานบนพื้นฐานของคุณธรรมและจริยธรรม สมาธิช่วยเสริมสร้างความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน และปัญญาช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล จากการสังเคราะห์ดังกล่าว ผู้เขียนได้เสนอ CLME Model เป็นแนวทางเชิงบูรณาการในการประยุกต์ใช้หลักไตรสิกขากับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ซึ่งสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดเชิงนโยบายและแนวปฏิบัติสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาระบบบริหารงานวิชาการ เสริมสร้างคุณธรรมในการบริหาร และยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาการศึกษาในศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืน</p>
2026-06-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารธรรมสาส์น
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3366
การพัฒนาพุทธนวัตศิลป์ของลายประดับวิหารล้านนาสู่ภาพพิมพ์ดิจิทัล
2026-04-29T12:24:35+07:00
พระครูธีรสุตพจน์
athiwat.tham@mcu.ac.th
พิสิฎฐ์ โคตรสุโพธิ์
athiwat.tham@mcu.ac.th
ฉลองเดช คูภานุมาต
athiwat.tham@mcu.ac.th
ลิปิกร มาแก้ว
athiwat.tham@mcu.ac.th
พระอธิวัฒน์ รตนวณฺโณ
athiwat.tham@mcu.ac.th
พระวิทวัส ปภสฺสรญาโณ
athiwat.tham@mcu.ac.th
ภัชรบถ ฤทธิ์เต็ม
athiwat.tham@mcu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการสร้างสรรค์พุทธนวัตศิลป์ในรูปแบบภาพพิมพ์ดิจิทัลจากลายประดับวิหารล้านนา 2) พัฒนาชุดกิจกรรมเรียนรู้ตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของโคล์บ 3) ยกระดับผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเชิงสร้างสรรค์ และ 4) ประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจของผู้เรียนและผู้บริโภค การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี ครอบคลุมพื้นที่วิหารสำคัญในภาคเหนือตอนบน ได้แก่ สกุลช่างเชียงใหม่ ลำปาง น่าน และพะเยา กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้ให้สัมภาษณ์ 30 คน ผู้ร่วมสร้างสรรค์ภาพพิมพ์ดิจิทัล 20 คน ผู้เรียนรู้ชุดกิจกรรม 20 คน และผู้ร่วมยกระดับผลิตภัณฑ์ 20 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินผลงาน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสังเคราะห์สาระและตีความเชิงความหมาย <br />ผลการวิจัยพบว่า 1) การสร้างสรรค์ภาพพิมพ์ดิจิทัลเป็นกระบวนการถอดรหัส แปลความ และจัดระบบหน่วยลายจากสถาปัตยกรรมสู่สื่อร่วมสมัย โดยยังคงอัตลักษณ์ล้านนา 2) ชุดกิจกรรมตามทฤษฎีโคล์บช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์จริง สะท้อนคิด และสร้างผลงานได้อย่างเป็นระบบ 3) ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบที่ใช้ได้จริงและต่อยอดสู่ตลาดออนไลน์–ออฟไลน์ และ 4) ผู้เรียนมีประสิทธิภาพอยู่ระดับดีมาก คะแนนเฉลี่ย 82.80 จาก 100 และมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด องค์ความรู้ใหม่คือรูปแบบการแปลงลายประดับวิหารล้านนาสู่ภาพพิมพ์ดิจิทัล ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่ใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งด้านการศึกษา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์</p>
2026-06-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารธรรมสาส์น
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3371
การยกระดับผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเชิงสร้างสรรค์จากพุทธนวัตศิลป์ของภาพพิมพ์ดิจิทัลผ่านลายประดับวิหารล้านนา
2026-05-25T09:29:40+07:00
ภัชรบถ ฤทธิ์เต็ม
phatcharabot.rit@mcu.ac.th
พระอธิวัฒน์ รตนวณฺโณ
athiwat.tham@mcu.ac.th
อำนาจ ขัดวิชัย
phatcharabot.rit@mcu.ac.th
พระนวัชภัทร์ บัวปัน
phatcharabot.rit@mcu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากงานศิลปะ 2) ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเชิงสร้างสรรค์จากพุทธนวัตศิลป์ของภาพพิมพ์ดิจิทัลผ่านลายประดับวิหารล้านนา และ 3) ศึกษาแนวทางการยกระดับผลิตภัณฑ์เพื่อการจำหน่าย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี พื้นที่วิจัยครอบคลุมวิหารสำคัญในภาคเหนือตอนบน ได้แก่ สกุลช่างเชียงใหม่ ลำปาง น่าน และพะเยา กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้ให้สัมภาษณ์จำนวน 30 คน และผู้ร่วมยกระดับผลิตภัณฑ์จำนวน 20 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยการศึกษาเอกสาร แบบสัมภาษณ์ การสังเกต และกระบวนการออกแบบเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างสรรค์ภาพพิมพ์ดิจิทัลและพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากงานศิลปะมุ่งแปลงคุณค่าทางศิลป์ให้เป็นคุณค่าใช้สอยและคุณค่าทางเศรษฐกิจ โดยยังคงอัตลักษณ์ ความหมาย และเรื่องเล่าของงานต้นแบบ 2) การพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดเลือกและถอดแบบลายประดับวิหารล้านนา การปรับใช้ในระบบดิจิทัล การจัดองค์ประกอบ สี และบุคลิกภาพของงาน จนเกิดต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น ปฏิทิน แก้วเซรามิก แก้วเยติ ถุงผ้า เสื้อยืด และจิ๊กซอว์ใส่กรอบรูป และ 3) การยกระดับผลิตภัณฑ์ควรดำเนินผ่านช่องทางจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ควบคู่กับการต่อยอดสู่สินค้าดิจิทัลบนแพลตฟอร์ม Photostock ตลอดจนการเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านบทความ นิทรรศการ และเวทีสัมมนา เพื่อเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจและศิลปวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารธรรมสาส์น
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/JDSN/article/view/3681
หลักพุทธธรรมสำหรับการลงทุนสินทรัพย์แลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศ
2026-05-08T11:14:28+07:00
กชวัลย์ ไชยเป็ง
khochawon@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมที่เกี่ยวกับการลงทุนในสินทรัพย์แลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศ 2) เพื่อศึกษาบริบทและสภาพปัญหาของการลงทุนในสินทรัพย์แลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศ และ 3) เพื่อวิเคราะห์หลักพุทธธรรมสำหรับการลงทุนในสินทรัพย์แลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 20 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า การลงทุนอย่างยั่งยืนมิได้ขึ้นอยู่กับความสามารถเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการบูรณาการหลักพุทธธรรมเข้ากับกระบวนการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ หลักธรรมสำคัญ ได้แก่ ไตรลักษณ์ สติ ขันติ อิทธิบาท 4 ปาปณิกธรรม ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ โภควิภาค และคิหิสุข ซึ่งช่วยเสริมสร้างวินัย การควบคุมอารมณ์ การบริหารความเสี่ยง และการจัดการทรัพย์อย่างเหมาะสม<br />บริบทของตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศมีความผันผวนสูง เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และมีการแข่งขันเข้มข้น ผู้ลงทุนจำนวนหนึ่งยังขาดความรู้พื้นฐาน การบริหารความเสี่ยง และมักตัดสินใจภายใต้อิทธิพลของความโลภและความกลัว ส่งผลให้เกิดความผิดพลาดและการขาดทุนซ้ำซ้อนการบูรณาการการลงทุนตามแนวพุทธ หรือ BIIP Model เชื่อมโยงเป้าหมายชีวิต หลักธรรม และการปฏิบัติด้านการลงทุน โดยมีสติ ปัญญา และวินัยเป็นแกนกลาง เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงทางการเงิน ความสมดุลทางจิตใจ และความยั่งยืนในการลงทุนระยะยาว<br /><br /></p>
2026-06-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารธรรมสาส์น