https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/issue/feed วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี 2025-12-30T01:46:51+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรวิชญ์ บุญส่ง education.hstru@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี</strong></p> <p> เป็นช่องทางการเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการทางสังคมศาสตร์ของคณาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา ผู้สนใจทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางแสดงความคิดเห็น เชิงวิชาการของคณาจารย์นักวิชาการทางการศึกษาทั้งในและนอกสถาบัน และเพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ นักวิชาการ และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ตลอดจนบทวิเคราะห์ที่เสนอทางออกให้กับปัญหาที่อยู่ในความสนใจของสังคม วารสารได้จัดตีพิมพ์แบบออนไลน์ </p> <p> </p> https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/2404 ปัจจัยความผูกพันในองค์การที่ส่งผลต่อความคงอยู่ในการทำงานของครูหอพัก ในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 5 2025-04-23T16:58:39+07:00 อรุณวรรณ พิมพ์สาร arunwanp66@nu.ac.th พิทยา เเสงสว่าง arunwanp66@nu.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาตัวแปรความผูกพันต่อองค์การของครูหอพักในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 5 2. เพื่อศึกษาตัวแปรความคงอยู่ในการทำงานของครูหอพักในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 5 และ 3. เพื่อศึกษาตัวแปรพยากรณ์ความผูกพันในองค์การที่ส่งผลต่อความคงอยู่ในการทำงานของครูหอพักในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 5 โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ครูหอพักในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 5 จำนวน 159 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ความผูกพันต่อองค์การของครูหอพักในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 5 โดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก 2. ความคงอยู่ในการทำงานของครูหอพักในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 5 โดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด และ 3. ความผูกพันต่อองค์การ ได้แก่ ด้านความตั้งใจอยู่ และด้านบรรทัดฐาน ส่งผลต่อความคงอยู่ในการทำงานของครูหอพักในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 สามารถเขียนสมการในรูปคะแนนดิบทำนายความคงอยู่ของครูหอพัก ดังนี้</p> <p> Ŷ<sub>tot</sub> = 1.254 + 0.351* (X<sub>2</sub>) + 0257* (X<sub>3</sub>)</p> <p>เขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐานได้ดังนี้</p> <p> Z = 0.456* (X<sub>2</sub>) + 0.284* (X<sub>3</sub>)</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/2053 ผลการใช้เทคนิคหมวก 6 ใบ ต่อความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง พัฒนาการ ของทวีปต่าง ๆ โรงเรียนพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี 2025-03-03T11:36:45+07:00 สุนทร อ่อนฤทธิ์ suntorn.o@lawasri.tru.ac.th สิรวิชญ์ สาระถิน btsaugust32579@gmail.com ธีรวิทย์ พิรุณย้อย btsaugust32579@gmail.com <p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ก่อนและหลังการใช้เทคนิคหมวก 6 ใบ 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ก่อนและหลังการใช้เทคนิคหมวก 6 ใบ และ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 หลังการใช้เทคนิคหมวก 6 ใบ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 39 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัด การเรียนรู้ จำนวน 12 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ จำนวน 25 ข้อ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่า t-test แบบ dependent</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ก่อนและหลังการใช้เทคนิคหมวก 6 ใบหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 23.40, S.D. = 1.65) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 14.50, S.D. = 2.44) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 2. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ก่อนและหลังการใช้เทคนิคหมวก 6 ใบ พบว่า คะแนนเฉลี่ยโดยภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.60, S.D. = 0.95) และ 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 หลังการใช้เทคนิคหมวก 6 ใบ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.35, S.D. = 0.34)</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/2381 ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร 2025-05-22T17:35:43+07:00 อาจรีย์ อุดธรรมไจย tang.rjree@gmail.com Henry Yuh Anchunda tang.rjree@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร 2. เพื่อศึกษาระดับการบริหารสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร และ 3. เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 64 คน และข้าราชการครู จำนวน 274 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางสำเร็จรูปของ Krejcie &amp; Morgan เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านบุคลิกภาพ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านความรู้และความสามารถทางการบริหาร 2. ระดับการบริหารสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการบริหารหลักสูตรและวิชาการ อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านคุณภาพนักเรียน และ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร มีความสัมพันธ์ในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกรายคู่</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/3119 ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี 2025-10-21T13:58:38+07:00 กนิษฐา ศรีสุคนธมิตร nnanannang@gmail.com ปนิดา เนื่องพะนอม nnanannang@gmail.com บุณยานุช เฉวียงหงส์ nnanannang@gmail.com <p> การวิจัยเรื่อง ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี และ 2. เปรียบเทียบภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี จำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงานของครูและขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ครู จำนวน 298 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู ในภาพรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา คือ ภาวะผู้นำแบบขายความคิด ภาวะผู้นำแบบมอบหมายงาน และภาวะผู้นำแบบสั่งการ ตามลำดับ 2. เปรียบเทียบภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู เมื่อจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงานของครูและขนาดสถานศึกษาในภาพรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/2601 การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง การแปรรูปอาหารจากปลา ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเพียงหลวง 3 สาขาพระธาตุโบอ่อง 2025-05-27T11:52:35+07:00 สมบูรณ์ คงเลิศ soomboon012539@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง การแปรรูปอาหารจากปลา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อศึกษาผลการใช้หลักสูตรท้องถิ่น และ เพื่อศึกษาผลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเพียงหลวง 3 สาขาพระธาตุโบอ่อง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมจำนวนนักเรียน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง การแปรรูปอาหารจากปลา จำนวน 6 หน่วยการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ แบบประเมินทักษะปฏิบัติจำนวน 3 ด้าน รวม 6 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 15 ข้อสถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง การแปรรูปอาหารจากปลา ได้หลักสูตรทั้งหมด 6 หน่วยการเรียน รวม 15 ชั่วโมง มีผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.89, S.D. = 0.08) 2. ผลการใช้หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง การแปรรูปอาหารจากปลา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเพียงหลวง 3 สาขาพระธาตุโบอ่อง ปรากฏผลดังนี้ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 26.21, S.D. = 2.15) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 17.48, S.D. = 3.62) 2) ทักษะปฏิบัติของนักเรียนหลังการใช้หลักสูตรท้องถิ่นอยู่ในระดับดี และ 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง การแปรรูปอาหารจากปลา พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในภาพรวมโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/3049 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกม “Secret Hitler” โดยใช้เกมเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการเป็นพลเมืองตื่นรู้ต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ในรายวิชา การป้องกันการทุจริต ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี 2025-10-09T14:46:43+07:00 จักรพงษ์ งามวิริยะประเสริฐ ngamwiriyaprasert.j@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกม “Secret Hitler” โดยใช้เกมเป็นฐาน 2. เปรียบเทียบคุณลักษณะการเป็นพลเมืองตื่นรู้ต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และ 3. ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกม “Secret Hitler” กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนพัฒนานิคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ที่เรียนในรายวิชา การป้องการทุจริต จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 35 คน ได้มาโดยวิธีสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน แบบวัดคุณลักษณะการเป็นพลเมืองตื่นรู้ต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นแบบความเรียง จำนวน 7 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 18 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกม “Secret Hitler” โดยใช้เกมเป็นฐาน มีความเหมาะสมของเนื้อหาอยู่ที่ 4.75 มีสอดคล้องความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. คุณลักษณะการเป็นพลเมืองตื่นรู้ต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันหลังสูงเรียนกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3. ผู้เรียนมีความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกม “Secret Hitler” โดยใช้เกมเป็นฐาน อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/2616 ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ที่มีต่อความสามารถ ในการวิเคราะห์สาเหตุและผลสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์ เรื่อง สถานการณ์ของโลกในคริสต์ศตวรรษที่ 21ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2025-06-24T10:34:38+07:00 วีรภัทร พั้วเบ้า yiv.weeraphat@hotmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สถานการณ์ของโลกในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ 2. ศึกษาความสามารถในการวิเคราะห์สาเหตุและผลสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์หลังเรียนโดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ และ 3. ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ เรื่อง สถานการณ์ของโลกในคริสต์ศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนหล่มสักวิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 38 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ แบบวัดความสามารถในการวิเคราะห์สาเหตุและผลสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์ จำนวน 3 ข้อ และแบบสอบถามความคิดเห็น จำนวน 25 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สถานการณ์ของโลกในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนโดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความสามารถในการวิเคราะห์สาเหตุและผลสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยวิธีการทางประวัติศาสตร์ พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี และ 3. ผลการศึกษา ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี