https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/issue/feed
วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
2026-06-09T00:00:00+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรวิชญ์ บุญส่ง
education.hstru@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี</strong></p> <p> เป็นช่องทางการเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการทางสังคมศาสตร์ของคณาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา ผู้สนใจทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางแสดงความคิดเห็น เชิงวิชาการของคณาจารย์นักวิชาการทางการศึกษาทั้งในและนอกสถาบัน และเพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ นักวิชาการ และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ตลอดจนบทวิเคราะห์ที่เสนอทางออกให้กับปัญหาที่อยู่ในความสนใจของสังคม วารสารได้จัดตีพิมพ์แบบออนไลน์ </p> <p> </p>
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/2444
แนวทางการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของผู้เรียนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1
2025-05-23T15:11:44+07:00
สิทธิกร นรินทร์
jjsittikorn1997@gmail.com
สถิรพร เชาวน์ชัย
jjsittikorn1997@gmail.com
สำราญ มีแจ้ง
jjsittikorn1997@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของผู้เรียน และ 2. ศึกษาแนวทางการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของผู้เรียนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ดำเนินการวิจัย 2 ขั้นตอนขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการฟื้นฟูฯ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 317 คน (ผู้บริหาร 36 คน และครู 281 คน) กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยตาราง Krejcie & Morgan และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาแนวทางการฟื้นฟูฯ ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ด้านการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ จำนวน 5 คน เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.26, S.D. = 0.67) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสร้างสภาพแวดล้อมและสุขภาวะที่ดีของผู้เรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.40) และต่ำสุด คือ ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับบริบทความเปลี่ยนแปลง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.17) และ 2. แนวทาง การฟื้นฟูฯ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาควรกำหนดแนวทางการประเมินและฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสอน เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ชุมชน และผู้ปกครอง รวมทั้งให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของผู้เรียนผ่านการพัฒนาครูและการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการพัฒนาทั้งกายและใจอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/3142
การพัฒนาบอร์ดเกมประวัติศาสตร์ “ยืนงงในดงหลักฐาน” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการทางประวัติศาสตร์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาสังคมศึกษา
2025-11-11T13:53:57+07:00
สุนทร อ่อนฤทธิ์
suntorn.o@lawasri.tru.ac.th
พรรณ์ทิพย์ เพ็ชรวิจิตร
Phanthip.p@lawasri.tru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาบอร์ดเกมประวัติศาสตร์ “ยืนงงในดงหลักฐาน” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการทางประวัติศาสตร์ 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเกี่ยวกับวิธีการทางประวัติศาสตร์ และ 3. ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อบอร์ดเกมประวัติศาสตร์ “ยืนงงในดงหลักฐาน” กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จำนวน 123 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ บอร์ดเกม “ยืนงงในดงหลักฐาน” แบบประเมินความสอดคล้องเหมาะสม แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับวิธีการทางประวัติศาสตร์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. บอร์ดเกมที่พัฒนาขึ้นเพื่อจำลองการทำงานของนักประวัติศาสตร์ โดยเน้นให้รวบรวมและวิเคราะห์หลักฐานเพื่อนำมาถกเถียงและอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ ร่วมกันแบบเผชิญหน้า ทีมที่สามารถใช้หลักฐานที่หลากหลายมาสนับสนุนข้อสรุปได้อย่างสมเหตุสมผลที่สุดจะเป็นผู้ชนะ โดยความสอดคล้องตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเกี่ยวกับวิธีการทางประวัติศาสตร์หลังการใช้บอร์ดเกมสูงกว่าก่อนการใช้บอร์ดเกมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3. นักศึกษามีความพึงพอใจที่มีต่อบอร์ดเกมประวัติศาสตร์ “ยืนงงในดงหลักฐาน” อยู่ในระดับมากที่สุด </p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/2559
การศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาจิตวิทยาสำหรับครู
2025-05-27T11:19:25+07:00
พณัฐ เชื้อประเสริฐศักดิ์
panat.ch1992@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านในรายวิชาจิตวิทยาสำหรับครู เป็นการวิจัยกึ่งทดลองตามแบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาจิตวิทยาและการแนะแนว หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาจิตวิทยาสำหรับครู ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 21 คน ได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของนักศึกษา แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาจิตวิทยาสำหรับครู ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.80 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาจิตวิทยาสำหรับครู ชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 24 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบวิลคอกซัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยหลังเรียน (M = 20.52, S.D. = 2.32) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 17.38, S.D. = 4.58) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Z = −2.90, p = .004) โดยมีขนาดผลกระทบเท่ากับ 0.63 ซึ่งจัดอยู่ในระดับค่อนข้างสูง</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/3058
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้สะเต็มศึกษาผ่านการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากการใช้องค์ความรู้เรื่อง แสงและการมองเห็น เพื่อส่งเสริมทักษะการโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ ในรายวิชาฟิสิกส์ 4 ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี
2025-11-16T10:15:52+07:00
สายันต์ เย็นเจริญ
yencharoensaiyan@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สะเต็มศึกษา ผ่านการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากการใช้องค์ความรู้เรื่อง แสงและการมองเห็น 2. ศึกษาทักษะการโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ และ 3. ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้สะเต็มศึกษา ในรายวิชาฟิสิกส์ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนพัฒนานิคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ที่เรียนในรายวิชาฟิสิกส์ 4 จำนวน 32 คน ได้มาด้วยวิธีสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สะเต็มศึกษา แบบประเมินทักษะการโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความเที่ยงตรงของเนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สะเต็มศึกษา ผ่านการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากการใช้องค์ความรู้เรื่อง แสงและการมองเห็นที่พัฒนาขึ้นมีทั้งหมด 10 แผน ผลการประเมินความเหมาะสมของแผน อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.62, S.D. = 0.37) 2. ทักษะการโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้สะเต็มศึกษาสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3. นักเรียนมีความพึงพอใจ ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้สะเต็มศึกษาโดยภาพรวมทั้ง 7 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/3120
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาในรายวิชาฟิสิกส์ 2 เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการระดมสมองร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย
2025-11-03T16:04:28+07:00
จักรพรรณ์ ผิวสอาด
jagrapan25@gmail.com
ชยพัทธ์ ภูสำเภา
jagrapan25@gmail.com
นุวัติ พิมพะบุตร
jagrapan25@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาในรายวิชาฟิสิกส์ 2 เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ ก่อนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการระดมสมองร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย 2. ศึกษาทักษะการแก้ปัญหาของนักศึกษา และ 3. ศึกษาเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักศึกษา หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการระดมสมองร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาฟิสิกส์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 17 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหา และแบบวัดเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาในรายวิชาฟิสิกส์ 2 เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ หลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 19.47, S.D. = 1.94) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 9.29, S.D. = 1.21) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักศึกษามีทักษะการแก้ปัญหาโดยรวมอยู่ในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 2.60, S.D. = 0.49) และ 3. นักศึกษามีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์โดยรวมอยู่ในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.08, S.D. = 0.42)</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/3330
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 4MAT ร่วมกับบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริม การคิดอย่างเป็นระบบของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนดงตาลวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
2026-03-09T16:22:23+07:00
นันทวุติ เกิดขาว
nice.ntwkk@gmail.com
รุ่งชาติ มีมุข
nice.ntwkk@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการคิดอย่างเป็นระบบหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 4MAT ร่วมกับบอร์ดเกมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 4MAT ร่วมกับบอร์ดเกมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 3. ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 4MAT ร่วมกับบอร์ดเกม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนดงตาลวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 34 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t-test แบบ Dependent</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การคิดอย่างเป็นระบบของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 4MAT ร่วมกับบอร์ดเกม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.17, S.D. = 0.48) 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 25.03, S.D. = 1.21) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 15.74, S.D. = 2.01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3. ความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 4MAT ร่วมกับบอร์ดเกม มีค่าเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.50, S.D. = 0.48)</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/3331
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะพลเมืองตื่นรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม จังหวัดลพบุรี
2026-02-18T14:52:52+07:00
ปวีณ์ธิดา ขยันสลุง
paweethida863@gmail.com
กนกภรณ์ จันทนา
paweethida863@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการเป็นพลเมืองตื่นรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2. เปรียบเทียบสมรรถนะการเป็นพลเมืองตื่นรู้ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐาน และ 3. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัยเป็นการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐาน แบบประเมินสมรรถนะการเป็นพลเมืองตื่นรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 2. สมรรถนะการเป็นพลเมืองตื่นรู้ของนักเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม และ 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมสมรรถนะการเป็นพลเมืองตื่นรู้ของผู้เรียน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนสังคมศึกษาในบริบทอื่นได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/2492
การบริหารแบบมีส่วนร่วมโรงเรียนมัธยมศึกษา
2025-06-05T15:53:10+07:00
ธนภรณ์ ทองนาโพธิ์
tanaphon.tho@ku.th
สุมิตร สุวรรณ
sumit.s@ku.ac.th
พัชราภา ตันติชูเวช
patcharapa.tat@gmail.com
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาภายใต้แนวคิดการมีส่วนร่วมที่เริ่มมีการปรับใช้มากขึ้นในปัจจุบัน จากเดิมที่มีการบริหารโดยให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาเป็นศูนย์กลาง สื่อสารนโยบายผ่านรองผู้อำนวยการสถานศึกษาสู่ครูผู้ปฏิบัติที่เป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชา คอยรับฟังคำสั่งการจากฝ่ายบริหารเท่านั้น แต่ปัจจุบันการบริหารสถานศึกษาให้ความสำคัญกับการใช้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างครู ผู้ปกครอง ชุมชนและโรงเรียนให้เป็นประโยชน์ โดยการประสานงานกันระหว่างครู ผู้ปกครอง ชุมชนและโรงเรียน ซึ่งจะสามารถช่วยเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาทั้งยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับบริบทของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น หากโรงเรียนมัธยมศึกษา ทั่วประเทศนำการมีส่วนร่วมมาปรับใช้ในการบริหารสถานศึกษาจะเป็นการพลิกโฉมการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาของไทย โดยแนวทางการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาภายใต้แนวคิดการมีส่วนร่วม ทำได้โดย 1. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง เปิดโอกาสให้ครู ผู้ปกครอง และชุมชน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อร่วมกันพัฒนาโรงเรียน 2. ส่งเสริมการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในทุกระดับ เริ่มจากทักษะการสื่อสารของผู้บริหาร เพราะก่อนจะใช้นโยบาย ใด ๆ ผู้บริหารจะต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย และ 3. นำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารโรงเรียนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/3256
ปัญญาประดิษฐ์ (AI): นวัตกรรมการออกแบบหลักสูตรและการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล
2025-12-12T09:47:34+07:00
สุธน วงค์แดง
apopost2550@gmail.com
<p> ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เป็นนวัตกรรมสำคัญที่กำลังมีบทบาทกับการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตรในยุคดิจิทัล โดยบูรณาการทฤษฎีการเรียนรู้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้นำเสนอการสังเคราะห์แนวคิด งานวิจัย และกรณีตัวอย่างเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ AI ในการจัดการศึกษาจากการศึกษา พบว่า AI มีความสามารถในการเรียนรู้และตัดสินใจด้วยตนเอง จึงมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ ส่งเสริมความยั่งยืนทางการศึกษา พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพของผู้สอนและผู้เรียน อย่างเป็นระบบ การประยุกต์ใช้ AI ในการจัดการศึกษา ครอบคลุมทั้งการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนผ่านระบบการสอนอัจฉริยะที่สามารถปรับเนื้อหาตามความต้องการ การเสริมสร้างประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของผู้สอน ด้วยการลดภาระงานซ้ำซ้อนและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการบริหารจัดการสถานศึกษาแบบครบวงจรที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน การออกแบบหลักสูตรด้วย AI มี 3 ลักษณะ คือ การออกแบบเส้นทางการเรียนรู้เฉพาะบุคคลที่ตอบสนองความแตกต่างของผู้เรียน การสร้างและคัดสรรเนื้อหาอัตโนมัติ การพัฒนา และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ส่วนการออกแบบการเรียนรู้ ครอบคลุมการเรียนรู้แบบปรับเปลี่ยนได้ การเขียนแผนการสอน การประเมินผลการเรียนรู้แบบอัตโนมัติ การสร้างประสบการณ์แบบเสมือนจริง การช่วยสอนพิเศษและการให้คำแนะนำ การสร้างโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษา การนำ AI มาใช้ต้องคำนึงถึงประเด็นสำคัญ ดังนี้ จริยธรรมและความรับผิดชอบ มนุษยสัมพันธ์และการพัฒนาองค์รวม ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริบทและความเหมาะสม และการพัฒนาวิชาชีพ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายครอบคลุมตั้งแต่ระดับชาติไปจนถึง การปฏิบัติในห้องเรียน เมื่อนำมาใช้อย่างมีวิจารณญาณและคำนึงถึงจริยธรรม AI จะเป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาส ความเท่าเทียม และประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายให้กับผู้เรียนทุกคน</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
https://so10.tci-thaijo.org/index.php/HSEdutrujo/article/view/2511
โรงเรียนขนาดเล็กควรยุบหรือไม่
2025-05-27T10:43:58+07:00
รดา สังข์แก้ว
rada.san@ku.th
สุมิตร สุวรรณ
sumit.s@ku.ac.th
พัชราภา ตันติชูเวช
patcharapa.tat@gmail.com
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอสถานการณ์การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งเป็นการศึกษาระดับประถมศึกษาที่มีความสำคัญต่อคนในชุมชน มีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาประเทศ โรงเรียนขนาดเล็กมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากอัตราการเกิดของประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง การยุบโรงเรียนขนาดเล็กทำให้เกิดปัญหาการเดินทาง เศรษฐกิจท้องถิ่น และวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ในชุมชน แต่การมีโรงเรียนขนาดเล็กมากเกินไปโดยไม่ยุบรวมอาจส่งผลต่อความคุ้มค่าทางงบประมาณและคุณภาพการศึกษา การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการศึกษาจึงต้องมีการยุบรวมโรงเรียนบ้าง โดยพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ทั้งจำนวนเด็ก จำนวนโรงเรียน และสภาพภูมิประเทศ ทั้งนี้ควรคำนึงถึงความเดือดร้อนของเด็กนักเรียน ชุมชน ผู้เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ การพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้มีความเข้มแข็งและมีคุณภาพการศึกษาดีขึ้นมาได้นั้นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยใช้หลักการบริหารแบบเครือข่ายและหลักการมีส่วนร่วม เพื่อให้เด็กได้รับโอกาสทางการศึกษาและคุณภาพการศึกษาอย่างทั่วถึงทุกคน</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี